นอกจากหน้ากาก เรายังขาดแคลนความเชื่อมั่นต่อรัฐ: เสียงของหมอจากชนบทไทย - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

นอกจากหน้ากาก เรายังขาดแคลนความเชื่อมั่นต่อรัฐ: เสียงของหมอจากชนบทไทย

ความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลคือวัคซีนชั้นดีในการควบคุมการแพร่ระบาดของความโกลาหล มาตรการและการสื่อสารที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งจำเป็นในภาวะการระบาดของโรค หากเราสำรวจสุ้มเสียงและข้อกังขาของผู้คนบนโลกออนไลน์ แน่นอนว่าบรรยากาศการกักตุนอาหาร ความตระหนกต่อการติดเชื้อ การแชร์ข้อมูลข่าวสารที่บ้างจริงบ้างลวง และการพยายามหาช่องทางการตรวจสอบโรคนั้น คือสิ่งที่คนเมืองกำลังเผชิญ

 

COVID-19 กับสถานการณ์ต่างจังหวัด

ไกลกว่านั้น – ในชนบท ที่ดูจะแตกต่างจากโลกออนไลน์ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ดั่งว่าข้อมูลข่าวสารที่วิ่งวนในโลกออนไลน์นั้นเป็นเพียงการสื่อสารของคนกลุ่มหนึ่งของประเทศ เพราะหากมองไปยังโลกออฟไลน์ ชีวิตชาวบ้านตามพื้นที่ชนบทยังคงดำเนินไปอย่างที่เคยเป็น บรรยากาศเช่นนี้ ถูกถ่ายทอดผ่านถ้อยคำของ หมอเทมป์-นายแพทย์กฤตภัทธ์ ฐานสันโดษ แพทย์ปฏิบัติการโรงพยาบาลเล็กๆ แห่งหนึ่งในแถบอีสานใต้

“แม้แต่บุคลากรการแพทย์ก็ไม่ได้รู้สถานการณ์มากไปกว่าประชาชน ไม่ได้มีการส่งข่าวถึงสถานการณ์ที่ชัดเจน เราต้องสืบค้นข้อมูลเอง ไม่ได้มีช่องทางอะไรให้แพทย์ไปมากกว่าประชาชน ซึ่งถ้าหมอไม่ใส่ใจ หมอก็จะไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเช่นกัน มันรู้สึกคลุมเครือนะ ว่ากันตามตรงแล้วแทบจะตามข่าวไม่ต่างจากชาวบ้านเลย ซึ่งขณะนี้เราทำได้เบื้องต้นคือ หากคนไข้วอล์คอินเข้ามาขอรับการตรวจ เราจะมีจุดคัดกรองที่หากเข้าข่ายความเสี่ยงตาม PUI ก็จะไม่สามารถปล่อยกลับบ้านได้”

ซ้าย นายแพทย์กฤตภัทธ์ ฐานสันโดษ (ภาพจากเฟซบุ๊คส่วนตัว)

‘ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค’ หรือชื่อทางการว่า Patient Under Investigation (PUI) ประกอบด้วย

หนึ่ง มีไข้ 37.5 องศา ร่วมกับมีอาการในระบบทางเดินหายใจด้วย ไอ น้ำมูก เจ็บคอ หรือมีอาการหอบเหนื่อย และร่วมกับมีประวัติเดินทางมาจากพื้นที่ระบาด ซึ่งตอนนี้พื้นที่ระบาดที่ประกาศโดยกรมควบคุมโรค จะแบ่งเป็นสองส่วนคือ พื้นที่อันตราย – จีน เกาหลีใต้ อิตาลี อิหร่าน กับพื้นที่ที่มีการระบาดต่อเนื่อง – ฝรั่งเศส สเปน อเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ญี่ปุ่น เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สวีเดน อังกฤษ เยอรมนี

สอง คนที่มีอาการปอดอักเสบโดยไม่ทราบสาเหตุ และมีประวัติใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวหรือคนที่มีความเสี่ยง

สาม เป็นโรคปอดอักเสบที่หาสาเหตุไม่ได้ และเป็นบุคลากรทางการแพทย์

และสี่ – เป็นโรคปอดอักเสบเฉียบพลันชนิดรุนแรงที่หาสาเหตุไม่ได้

“ปัญหาหลักตอนนี้คิดว่า เป็นเรื่องของการที่รัฐบาลและกระทรวงไม่สามารถทำให้คนไว้ใจการทำงานได้ เราไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว สถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ กับความรู้สึกที่เรามีต่อสถานการณ์นั้นมันมากเกินไปหรือเปล่า อันนี้เราไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ การที่คนรู้สึกโอเวอร์มากๆ เป็นเพราะว่ารัฐบาลไม่สามารถสร้างความชัดเจนให้เราได้

มันคือความไม่ไว้ใจว่ารัฐจะปกป้องเราได้ ลองสังเกตการแถลงข่าวแต่ละครั้งนั้น แทบไม่มีใครเชื่อ เช่นการออกมาบอกว่าไม่ต้องกักตุนอาหาร หรือล่าสุดที่ประกาศว่าตอนนี้ยังไม่ใช่ Phase 3 เหล่านี้ประชาชนไม่เชื่อสักอย่าง ถามว่าความเป็นจริงนั้นเป็นอย่างที่นายกฯ พูดไหม อย่างที่วิษณุพูดไหม ไม่รู้ … อาจจะจริงก็ได้ อาจจะยังไม่ได้รุนแรงขนาดนั้นก็ได้ ประเด็นคือเราไม่มีความเชื่อใจ รัฐขาดความเชื่อมั่น ขาดความชอบธรรมไปแล้ว

COVID-19 หรือจะสู้ปัญหาปากท้อง

“เรารู้สึกว่าในพื้นที่ห่างไกล ไม่ได้ตื่นตระหนกเท่าคนเมืองนะ จากบรรยากาศของคนเมืองนั้น ต่อให้ไม่มีอาการอะไรแต่อยากจะขอตรวจ จ่ายเงินเองก็ได้ ซึ่งมันมีประเด็นกันว่าการที่เราไปขอตรวจโดยไม่จำเป็นนั้น ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำยาตรวจที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งก็เข้าใจได้ คำถามคือ ทำไมทุกคนถึงอยากตรวจ สาเหตุหลักเกิดจากการไม่ไว้ใจรัฐ และเราอาจติดไวรัสนี้แม้ไม่มีอาการไข้ก็ได้

“อย่างที่กระแสข่าวบอกว่า โควิด-19 นั้น ไม่มีไข้ก็มีเชื้อได้ ทำให้เขาเหล่านั้นคิดว่า แล้วฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าฉันไม่เป็น ฉันจะไปแพร่เชื้อให้แม่ที่บ้านฉันไหม ให้ลูกฉันไหม มันก็วนกลับมาที่รัฐไม่สามารถทำให้เรารู้สึกมั่นคงได้”

หมอเทมป์ได้เสนอข้อคิดเห็นถึงความแตกต่างในการรับข้อมูลข่าวสารของชาวบ้านชนชั้นรากหญ้า กับชนชั้นกลางบนโลกออนไลน์ มวลอารมณ์ที่แตกต่างกันไป จนถึงการลำดับความสำคัญของชีวิต เหล่านี้ล้วนหนีไม่พ้นปัญหาชนชั้นและความไม่เท่ากันทั้งสิ้น

กระแสของคนชนชั้นกลางที่วิตกกังวลและแพนิคจนไม่สนข้อเท็จจริง ไม่เอาข้อมูลเป็นที่ตั้งเพราะเขาโมโหรัฐบาล และไม่เชื่อแม้กระทั่งข้อมูลจากส่วนกลาง ชนชั้นกลางคือคนที่มีเวลาเล่นเฟซบุ๊ค และมันทำให้คนหงุดหงิดจากการเห็นข่าวไม่ดี แต่ชาวบ้านไม่ได้มีเวลามาเล่นตรงนี้ เขาไม่ได้อยู่กับข้อมูลข่าวสารที่ไหลอยู่ทุกวัน แต่เขาอยู่กับเรื่องปากท้องเป็นหลัก

กรณีหนึ่งที่หมอเทมป์ยกขึ้นมาเพื่ออธิบายถึงบรรยากาศของชาวบ้านในแถบชนบท และการตื่นตัวต่อไวรัสโควิด-19 คือกรณีเลือกตั้งซ่อม สส.ขอนแก่น เขต 7 กับการพ่ายแพ้อย่างยับเยินของพรรคเพื่อไทยต่อ สส. พรรคพลังประชารัฐ

“มันเป็นกรณีหนึ่งที่น่าสนใจนะ ชัยชนะของพรรคพลังประชารัฐ เป็นเพราะผู้ลงสมัครคือคนใกล้ชิดกับประชาชน และคนในชุมชนคิดว่า สส. คนนี้จะนำความเจริญมาสู่ชุมชนได้ เขาไม่ได้เลือกเพื่อไทย เพราะผู้สมัครเป็นคนนอกพื้นที่ เป็นคนหน้าใหม่ เขาไม่ได้สนใจที่อุดมการณ์ของพรรค ไม่ได้คิดว่า สส. จากพลังประชารัฐนั้นมาจากรัฐบาลเผด็จการ เขาสนใจแค่ว่าคนคนนี้จะเข้ามาทำให้เขามีถนนใหม่ มีน้ำใช้ มีโครงการต่างๆ

“จากเหตุการณ์นั้น เราจึงเปลี่ยนมุมมองว่า จริงๆ แล้วกระแสที่เกิดจากเฟซบุ๊คทั้งหลาย มันเป็นกระแสของชนชั้นกลางนะ ทั้งเรื่องการเลือกตั้ง การอยากแก้รัฐธรรมนูญ การอยากให้ประยุทธ์ออกไป หรือเรื่องโควิด

“หรืออีกกรณีหนึ่งคือ เราได้ไปร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมที่ขอนแก่นในช่วงที่ผ่านมา ปรากฏว่าก็มีแต่ชนชั้นกลางไป แทบจะไม่มีชาวบ้านเลยนะ ทั้งๆ ที่ถ้าตามสมการคือ รัฐบาลประยุทธ์เป็นเผด็จการ รัฐเผด็จการนำความชั่วร้ายทำให้ข้าวยากหมากแพง ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน โรงงานน้ำตาลผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ขาดสิทธิมนุษยชนต่างๆ ซึ่งสุดท้ายชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาต่อต้านสิ กลายเป็นว่าจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ คนที่ลุกขึ้นมาต่อต้านจริงๆ คือชนชั้นกลาง เพราะชนชั้นกลางอยู่กับข้อมูล แต่ชาวบ้านชนบทอยู่กับเรื่องปากท้อง”

ปัญหารากหญ้าที่ชนชั้นกลางไม่มีทางเข้าใจ

“ความแตกต่างของการรับข้อมูล มันเป็นอะไรที่ระบบสาธารณสุขเจอมาตลอด คือระบบสาธารณสุขของไทยใช้ระบบแบบโมเดิร์น แบบตะวันตกสมัยใหม่ ซึ่งเป็นระบบที่ชนชั้นกลางและชนชั้นสูงนำเข้ามา และนำมาใช้ปกครองชนชั้นล่างและชนชั้นกลางด้วยกัน สถานการณ์เช่นนี้เราต่างเจอมาตลอด หมอก็จะโมโหคนไข้ว่าคนไข้ไม่ดูแลตัวเอง ทำไมเป็นเบาหวานแล้วไม่รู้จักดูแลตัวเอง ทำไมยังกินข้าวเหนียว ยังใส่น้ำตาล ยังกินของหวาน ทำไมความดันสูง 190 แล้วยังจะกลับบ้าน ทำไมไม่นอนโรงพยาบาล…

“ว่ากันตามตรง ถามว่าเขากลัวความตายไหม เขากลัว แต่เขาเลือกที่จะไม่สนใจตรงนั้นเท่าประเด็นอื่นๆ ที่เขาให้ความสำคัญมากกว่า ไม่ว่าจะเรื่องหนี้สิน ปากท้อง การนอนโรงพยาบาลสำหรับเขา อาจทำให้เขาสูญเสียรายได้หรือเหตุผลอีกมหาศาลซึ่งชนชั้นกลางไม่มีวันเข้าใจ”

แนวคิดของการทำให้ทุกคนเป็นชนชั้นกลาง ซึ่งก็คือรัฐสวัสดิการในแถบประเทศสแกนดิเนเวีย คือกรณีศึกษาที่หมอเทมป์ยกมากล่าวถึง เพื่อให้เห็นภาพความต่างโดยสิ้นเชิงต่อการเข้าถึงสวัสดิการและ ‘แบ็คอัพ’ ของชีวิต เมื่อถึงคราววิกฤติของประชาชนที่ไม่เท่ากัน

ซึ่งแนวคิดที่จะทำให้คนทุกคนเป็นชนชั้นกลาง ก็คือรัฐสวัสดิการ ก็คือทุกคนจะมีแบ็คอัพ ทุกคนไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง ทุกคนไม่ต้องคิดว่าถ้าฉันตกงาน ฉันจะไม่มีข้าวกิน เพราะทุกคนจะมีเงินซัพพอร์ตอยากอิ่มหนำสำราญแม้คุณจะตกงานก็ตาม

“ถ้าในเดนมาร์กหรือแถบสแกนดิเนเวีย ภาษีที่คุณจ่ายจะคอยมาแบ็คอัพคุณตลอด คุณไม่ต้องกลัวว่าคุณจะป่วย เพราะว่ามันฟรี และคุณจะได้รับการรักษาที่เท่าเทียมกับทุกคนในประเทศ ไม่ใช่ว่าข้าราชการจะได้ยาดีกว่า 30 บาทเหมือนประเทศเราทุกวันนี้ ข้าราชการได้ห้องพิเศษฟรีในขณะที่ชาวบ้านต้องไปนอนรวมกันในห้องร้อนๆ ชิบ…

“สิ่งที่เราเจอทุกวันนี้คือปัญหาเรื่องชนชั้น ประเทศเรามันมีความเหลื่อมล้ำเยอะ และนำมาซึ่งคนรวยจำนวนเล็กน้อยและคนจนจำนวนมหาศาล ที่รัฐดึงคนด้วยเงิน ดึงชาวเขาลงมาจากดอยด้วยเงิน ดึงคนชาวเผ่ามาด้วยเงิน สุดท้ายปากท้องก็เดินนำหน้าและเป็นปัจจัยหลักของชีวิตในที่สุด ไม่ใช่เรื่องนายกฯ ไม่ดี ไม่ใช่เรื่องสุขภาพไม่ดี ไม่ใช่เรื่องรัฐธรรมนูญไม่ยุติธรรม ไม่ใช่เรื่องมี สว. 250 คนในสภา ไม่ใช่เรื่องโควิด ไม่ใช่เลย เพราะสุดท้าย ปัญหาเรื่องปากท้องมันมาอันดับหนึ่ง เขาไม่ได้สนใจสิ่งอื่น” หมอเทมป์ว่า

ว่าด้วยมาตรการปิดเมือง ฉบับบุรีรัมย์โมเดล

แถลงการณ์ชาวบุรีรัมย์ GU สู้ COVID ปิดเมือง เพื่อความปลอดภัย หยุดกิจกรรม เพื่อป้องกันการระบาด คนป่วย แยกรักษา เจ็บแต่จบ… บ้าน GU ต้องปลอดภัย ใครไม่ทำ GU ทำ บุรีรัมย์ สู้!!!!!

ข้อความข้างต้นโดย นายเนวิน ชิดชอบ โพสต์ข้อความสนับสนุนคำแถลงการณ์ของ นายธัชกร หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์

จากแถลงการณ์ได้ระบุถึง ‘มาตรการปิดเมืองด้วยมาตรการสาธารณสุข’ ทว่าในข้อปฏิบัตินั้น ไม่ได้หมายถึงการสั่งปิดเมืองดังเช่นกรณีเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน แต่เป็นการสั่งการให้มีมาตรการการคัดกรอง ตรวจวัดไข้ผู้ที่จะเข้ามาในจังหวัดบุรีรัมย์ทุกคน ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติจากทุกช่องทาง รวมไปถึงมีการลงทะเบียนติดตามไข้ตลอด 14 วัน

“เราต้องการการปกครองแบบที่เรารู้สึกพึงพอใจ สังเกตว่าจะมีข่าวตลอดในช่วงการระบาด มีการแชร์ข่าวนายกฯ ญี่ปุ่น หรือรัฐมนตรีดิจิทัลไต้หวัน ซึ่งก็จะมีคนชื่นชมโมเดลของผู้ปกครองแบบต่างๆ คนก็จะหันไปชื่นชมผู้นำที่อื่นๆ ผู้นำที่ชัดเจน ผู้นำที่เคลียร์ ที่สามารถสร้างความไว้วางใจให้เขาได้ เช่นรัฐมนตรีดิจิทัลไต้หวันที่ออกมาแถลงว่าเขาใช้ระบบ AI ในการพลิกสถานการณ์โควิดในไต้หวัน หรือนายกฯ ญี่ปุ่นที่มีวิธีการจัดการเมืองจนพ้นวิกฤติไปได้ หรือผู้นำสิงคโปร์ที่เขาออกมาแถลงการณ์ได้ชัดเจน สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ชนชั้นกลางไม่พึงพอใจผู้นำมากๆ และชนชั้นกลางต้องการผู้นำที่มีขั้นตอนกระบวนการชัดเจน ที่ทำให้คนมั่นใจได้ว่า เขาจะสามารถอยู่ในประเทศนี้ได้อย่างปลอดภัย

“สิ่งนี้เชื่อมโยงกับการประกาศปิดเมืองอย่างไร ซึ่งอยากให้พิจารณากันสักนิดว่า ถ้าไปดูในรายละเอียดของประกาศแล้ว ไม่ได้มีการปิดจังหวัดแต่อย่างใด เป็นเพียงการเล่นคำพูดว่า ปิดจังหวัดโดยมาตรการสาธารณสุข ซึ่งหมายถึง การคัดกรองที่สนามบิน ซึ่งก็มีอยู่แล้ว และที่เพิ่มมาคือการไปคัดกรองคนตามที่ต่างๆ เช่น โรงแรม หมู่บ้าน ซึ่งจากการแถลงก็ไม่ได้ทำให้เห็นภาพว่าจะไปคัดกรองได้อย่างไร ทำยังไง มีระบบติดตามแบบไหน จะตรวจคนทุกคนที่เข้าจังหวัดได้อย่างไร ใครเป็นคนตรวจ ตรวจด้วยวิธีไหน?

สิ่งเหล่านี้มันเป็นการทำให้เกิดภาพลักษณ์ในแบบ independent คือการดูแลตัวเองได้ ปกครองจังหวัดได้โดยไม่ยึดโยงกับรัฐ ซึ่งไม่จริง เพราะสุดท้ายแล้วคุณอาศัยอำนาจรัฐทั้งสิ้น เป็นระบบมาเฟียเอกชนเข้าควบคุมและมีอำนาจเหนือระบบราชการ

“เราจึงรู้สึกว่า ประกาศฉบับนี้คือปาหี่ คือการเล่นละครเพื่อสร้างให้คนรู้สึกว่า ฉันสามารถดูแลตัวเองได้ เพราะพอเขาใช้คำว่า ‘ปิดเมือง’ ความหมายมันเปลี่ยน คนที่จะบอกว่าปิดเมืองได้นั้น ต้องมีอำนาจขนาดไหน? ถ้าเขาไม่มีสายสัมพันธ์กับประยุทธ์ คิดว่าเขาจะใช้คำนี้ได้ไหม? นัยหนึ่ง คำว่าปิดเมืองมันก็ไปเหยียบหน้ารัฐบาลว่า รัฐบาลไม่กล้าแม้กระทั่งใช้คำว่าปิดประเทศไทย แต่คุณเนวินกล้า ซึ่งการที่จะใช้คำพูดนี้ได้ ต้องเป็นคนที่มีอำนาจยึดโยงกับรัฐมาก และพอเราอ่านไปในรายละเอียดของประกาศฉบับนี้นั้น ก็ไม่เห็นว่าจะปิดตรงไหน” หมอเทมป์กล่าว

อรสา ศรีดาวเรือง
ลูกสาวชาวประมงลุ่มทะเลอ่าวไทย สนใจชีวิตของมนุษย์ผ่านการอ่านงานวรรณกรรมและการเดินทาง ทุกวันนี้ติดกาแฟ ติดการ์ตูน ติดทุกอย่างที่เข้ามาในวงจรชีวิต เคยติด F สมัยเรียนหลายตัว ก่อนเอาตัวรอดจากมหาวิทยาลัยมาแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

ณขวัญ ศรีอรุโณทัย
อาร์ตไดเร็คเตอร์ผู้พยายามกระจายอำนาจและกระตุ้นให้ทุกคนโชว์รสนิยมของตนเอง นอกจากทำหน้าที่ออกแบบและหลงใหล 'พื้นผิว' ของเนื้อหา แต่ก็มักทะเลาะกับ text ด้วย นานๆ ทีเมื่อคันมือจะวางเมาส์ และกดจิ้มคีย์บอร์ดเขียนงานสร้างสรรค์ ทุกเช้าเขาจะใช้เวลาเงียบๆ บดกาแฟด้วยแรงมือ แล้วหยดน้ำร้อนรอเวลา