จากการอุ้มหายสู่โครงกระดูกปริศนา ความเป็นมาบน Timeline ของชายชื่อ 'บิลลี่' - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

จากการอุ้มหายสู่โครงกระดูกปริศนา ความเป็นมาบน Timeline ของชายชื่อ ‘บิลลี่’

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แถลงผลการตรวจสอบดีเอ็นเอหัวกะโหลกและโครงกระดูกมนุษย์ปริศนาที่พบภายในถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ซึ่งจมอยู่ใต้สะพานแขวน บริเวณใกล้อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หลังมีการยืนยันเมื่อวานนี้ (2 กันยายน 2562) ว่าโครงกระดูกที่พบเป็นหลักฐานสำคัญที่อาจโยงไปถึงคดีอุ้มหาย ‘บิลลี่’ พอละจี รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

โดยวันนี้ 3 กันยายน 2562 ผศ.นพ.วรวีร์ ไวยวุฒิ ผู้อำนวยการกองสารพันธุกรรม สถาบันนิติวิทยาศาตร์ ระบุว่า กระดูกที่พบคือชิ้นส่วนกะโหลกมนุษย์ค่อนมาทางหู มีรอยไหม้และแตกร้าวจากการเผา ซึ่งเป็นกระดูกส่วนสำคัญ เมื่อพบอยู่นอกร่างกายก็แน่ชัดแล้วว่าเจ้าของร่างเสียชีวิต จากการตรวจไมโทคอนเดรียหรือชิ้นส่วนหนึ่งของเซลล์มนุษย์ที่มีความพิเศษตรงที่จะส่งต่อผ่านแม่สู่ลูกเท่านั้น พบว่าตรงกับดีเอ็นเอของแม่บิลลี่

นอกจากนี้ยังบอกได้ว่า เจ้าของกระดูกเสียชีวิตนานพอสมควร แต่ยังไม่แน่ใจว่าตรงกับช่วงเวลาที่บิลลี่หายตัวไปหรือไม่ ต้องรอประสานกับผู้เชี่ยวชาญทางกระดูกอีกทีหนึ่ง อย่างไรก็ตาม DSI ตรวจสอบแล้วไม่ใช่กระดูกของพี่น้องบิลลี่แน่นอน เนื่องจากคนอื่นๆ ยังมีชีวิตอยู่ครบ

นอกจากกระดูก พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยืนยันว่าถังน้ำมันถูกเผาด้วยความร้อน ภายในถังพบเหล็กเส้นและเศษไม้ที่มีรอยเผาไหม้เช่นกัน พ.ต.ท.กรวัชร์กล่าวว่า “ไม่ว่าใครก็ตามที่กระทำความผิด จะต้องถูกดำเนินคดีโดยเด็ดขาด” ทั้งนี้ ทาง DSI มีรายชื่อผู้ต้องสงสัยแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของสำนวนคดี

ทั้งนี้ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้ว่าเป็นคดีฆาตกรรม และขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานเพิ่มเติม เพราะชิ้นส่วนกระดูกไม่ใช่หลักฐานชิ้นเดียวที่จะชี้ไปหาผู้กระทำผิดได้ ต้องอาศัยพยานแวดล้อมอื่นๆ ที่ผ่านมา DSI ทำงานค้นหาพยานหลักฐานต่างๆ มาโดยตลอด เช่น กล้องวงจรปิด เพียงแต่ไม่ได้แถลงต่อสื่อมวลชนเช่นครั้งนี้

เป็นเวลานานกว่า 5 ปีแล้วที่ พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่เฝ้าทวงถามและรอคอยการกลับมาของสามี หลังมีผู้พบบิลลี่ครั้งสุดท้ายที่ด่านมะเร็ว อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 และยังมีผู้พบเห็นว่าบิลลี่ถูก นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ควบคุมตัวในข้อหาครอบครองน้ำผึ้งป่า 3 ขวด แต่นายชัยวัฒน์อ้างว่าเพียงแต่เรียกมาตักเตือน และปล่อยตัวไปแล้ว

วันที่ 24 เมษายน 2557 ภรรยาของบิลลี่ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรีให้มีการไต่สวนฉุกเฉิน ข้อหาควบคุมตัวบิลลี่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเชื่อว่าบิลลี่ยังคงถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติควบคุมตัว แต่ถูกยกคำร้องในวันที่ 2 กันยายน ปีเดียวกัน

วันที่ 16 มกราคม 2560 DSI มีมติไม่รับคดีบิลลี่เป็นคดีพิเศษ ด้วยเหตุผล 3 ข้อ ได้แก่ หนึ่ง-ยังหาข้อสรุปจากการสืบสวนไม่ได้ สอง-อาจสอบสวนได้ในกรณีพบร่างของบิลลี่เท่านั้น และสาม-พิณนภาไม่มีสิทธิยื่นเรื่องร้องเรียน เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนสมรส

อย่างไรก็ตาม DSI ยอมรับเป็นคดีพิเศษเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2561 และเริ่มสอบสวนหาหลักฐาน เช่น นำเครื่องใช้ ก้นบุหรี่ และตัวอย่างเส้นผมของบิลลี่และลูกชาย ไปตรวจเทียบ DNA กับคราบเลือดที่พบในรถของเจ้าหน้าที่อุทยาน แต่ตัวอย่างเลือดน้อยเกินไป ทำให้สามารถระบุได้อย่างมากแค่เพียงเจ้าของเลือดเป็นเพศชายเท่านั้น

ญาติเชื่อว่าบิลลี่ถูกอุ้มหายเนื่องจากเคยช่วยเหลือ ‘ปู่คออี้’ (โคอิ มีมิ) และชาวบ้านฟ้องร้องต่อศาลปกครอง กรณีเจ้าหน้าที่อุทยานเผาไล่ที่ชาวกะเหรี่ยงเมื่อปี 2554

คดีการหายตัวไปของบิลลี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้องค์การสหประชาชาติ (UN) ยังไม่ยอมรับการจดทะเบียนอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นมรดกโลกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 เนื่องจากยังไม่สามารถจัดการความขัดแย้งระหว่างรัฐและชุมชนพื้นเมืองได้

 

หมายเหตุ: อ่านเรื่องราวของผู้ที่ถูกอุ้มหายคนอื่นๆ ต่อได้ที่ ‘คดี ‘อุ้มหาย’ ในความเงียบงันของรัฐไทย’

อ้างอิงข้อมูลจาก:
facebook.com/PPTVHD36
news.thaipbs.or.th/content/283675
news.thaipbs.or.th/content/283671
news.thaipbs.or.th/content/283666
prachatai.com/journal/2018/06/77607
thairath.co.th/news/foreign/1609581
thaipublica.org

Author

ชนฐิตา ไกรศรีกุล
นักศึกษาฝึกงานชั้นปีที่ 5 จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้ามาฟาดฟันกับสนามจำลองวิชาชีพ (และแมวในออฟฟิศ) ที่ซอยลาดพร้าว อุปกรณ์ประจำกายคือสมุดโน้ต คอมพิวเตอร์แล็ปท็อปรุ่นป้า และยาแก้แพ้หลายขนาน ชื่นชอบการลงสนามเพื่อหาเรื่องพิเศษจากบทสัมภาษณ์ของคนธรรมดา และหวังว่าจะมีผลงานเขียนที่ไม่ขี้เหร่นักออกมาเป็นของตัวเองสักชิ้น