เมื่อการศึกษากลายเป็นการแสดงความรุ่มรวยแบบใหม่ของพ่อแม่ชนชั้นกลางชาวจีน

ทุกวันนี้กระเป๋าแบรนด์หรู หรือรถยนต์นำเข้าจากยุโรป ไม่ใช่สัญลักษณ์แสดงความร่ำรวยของชาวจีนแผ่นดินใหญ่อีกต่อไป โดยเฉพาะพ่อแม่ชนชั้นกลางชาวจีน ในเวลานี้ สิ่งที่บ่งบอกถึงสถานะทางการเงินได้ดีที่สุดคือ การลงทุนในการศึกษาระดับสูงเพื่อลูกๆ ของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นคอร์สเรียนภาษาช่วงซัมเมอร์ที่ต่างประเทศ หรือโรงเรียนเอกชนราคาแพง

กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวในสังคมโลกออนไลน์จีนไม่นานมานี้ เมื่อคุณแม่คนหนึ่งได้ตั้งกระทู้ใน ‘WeChat Moments’ ว่า “เงินเดือน 30,000 หยวน (หรือเลขกลมๆ อยู่ที่ 150,000 บาท) ไม่เพียงพอสำหรับช่วงวันหยุดหน้าร้อนของลูกฉันอีกต่อไป”

โดยเนื้อหาในกระทู้ดังกล่าวบอกเล่าความยากลำบากในการหาเงินเพื่อนำไปลงทุนกับการศึกษาของลูกสาวเธอ เธอเล่าอย่างละเอียดว่า ค่าใช้จ่ายเพื่อคอร์สเรียนช่วงซัมเมอร์ของลูกสาวทั้งหมดอยู่ที่ 35,000 หยวน (ราว 180,000 บาท) โดยแบ่งออกเป็นคอร์สเรียนภาษาที่สหรัฐ 10 วัน 20,000 หยวน (ราว 100,000) และคอร์สย่อยๆ อีกรวมแล้วอยู่ที่ 10,000 หยวน

ทันทีที่กระทู้ดังกล่าวถูกโพสต์ได้ไม่นาน เน็ตติเซนจีนก็ออกมาแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก เช่น

การที่คุณจ่ายเงินมากกว่าคนอื่นเพื่อให้ลูกตัวเองเรียนคอร์สแพงๆ จะทำให้ลูกคุณ ‘ดีกว่า’ คนอื่นเหรอ?

คุณคิดว่าลูกคุณจะมีความสุขไหมกับสิ่งที่คุณทำอยู่?

เป็นต้น

สอดคล้องกับคุณแม่อีกคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันกับเจ้าของกระทู้ แม้เธอจะเสียคอร์สเรียนพิเศษช่วงซัมเมอร์ลูกน้อยกว่าคือ 20,000 หยวน

“ฉันยอมลงทุนเพื่อการศึกษาของลูกฉันมากกว่าไปซื้อของแบรนด์เนม เพราะว่าผลตอบแทนที่จะได้รับกลับมามันมหาศาลกว่ากระเป๋าแบรนด์เนมยี่ห้อหนึ่งอยู่แล้ว” เธอกล่าว

จากรายงานเรื่องค่าใช้จ่ายทางการศึกษาทั่วโลกของธนาคาร HSBC เมื่อเดือนมิถุนายนชี้ให้เห็นว่า พ่อแม่ชาวจีนส่วนใหญ่กว่า 93 เปอร์เซ็นต์ส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนเอกชนชั้นดี โดยเฉพาะในประเทศชั้นนำทางการศึกษา เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร

พอล สวิแนนด์ (Paul Swinand) รองประธานบริษัท Four Hills Advisors ที่ให้คำปรึกษากับแบรนด์สินค้าหรูหราซึ่งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มุ่งไปที่กลุ่มเป้าหมายใหม่คือ ‘ชนชั้นกลางชาวจีน’ แสดงความคิดเห็นต่อปรากฏการณ์ใหม่ว่า

“ความคิดที่ว่าสินค้าหรูหราฟุ่มเฟือยเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะทางสังคมกลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว”

อย่างไรก็ตามการลงทุนทางการศึกษาให้กับลูกๆ เพื่อยกระดับสถานะทางสังคมนั้นไม่ใช่ปัญหาของกลุ่มชนชั้นล่าง เนื่องจากพวกเขาไม่มีกำลังจ่ายมากพอ ส่วนชนชั้นสูงนั้นก็อยู่ในสถานะสูงกว่ามาตั้งนานแล้ว

หยู ซิ่วหลาน (Yu Xiulan) ศาสตราจารย์สาขาการศึกษาของมหาวิทยาลัยนานกิง (Nanjing University) วิเคราะห์ไว้ว่า การยกระดับทางสถานะเป็นเรื่องของเหล่า ‘ชนชั้นกลาง’ เนื่องจากพวกเขาอยู่ ‘ระหว่างช่องว่าง’ ตรงนั้น และต่างมีความกังวลใจว่าจะรักษาสถานะของตัวเองเอาไว้ หรือเลื่อนไปอีกขั้นได้หรือไม่ ฉะนั้นการลงเม็ดเงินเพื่อการศึกษาจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมและให้ความรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยว่าจะไม่ก้าวพลาดตกลงในชั้นที่ต่ำไปกว่าเดิม

แม้เทรนด์ใหม่นี้จะส่งผลให้สินค้าแบรนด์เนมที่ยึดกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นชนชั้นกลางชาวจีน ต้องออกหากลยุทธ์เพื่อรับมือกับพวกเขาใหม่ แต่พอลก็มองว่า คงไม่ใช่เรื่องยากอะไรอยู่แล้วสำหรับการโน้มน้าวกลุ่มคนดังกล่าวให้หันมาซบอกสินค้าแบรนด์เนมเหมือนเคย

เพราะในจีน อะไรก็เกิดขึ้นได้


อ้างอิงข้อมูลจาก:
scmp.com
Editorial Staffเมื่อการศึกษากลายเป็นการแสดงความรุ่มรวยแบบใหม่ของพ่อแม่ชนชั้นกลางชาวจีน

Related Posts

Reach for the SKY: เข้าใจอ้ปป้าที่ต้องเคยผ่านการสอบซูนึง

Reach for the SKY ภาพยนตร์สารคดีที่ว่าด้วยเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยสุดระทึกแสนเจ็บปวดและเต็มไปด้วยความกดดันของประชากรชาว ม.6 และเด็กซิ่วชาวเกาหลีใต้

ธุรกิจส่งออกการศึกษา ณ ฟินแลนด์

การศึกษาเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับ เพื่อสร้างทักษะและพัฒนาตนเอง แต่การศึกษาไม่ใช่ของฟรีเสมอไป สำหรับฟินแลนด์ที่มีจุดเด่นด้านการศึกษา พวกเขาจึงนำการศึกษามาเป็นสินค้าส่งออกที่ดำเนินธุรกิจเต็มรูปแบบ

#GIRLSNOTBRIDES: เจ้าสาวเด็กถูกบังคับให้แต่งงาน

เพราะผู้หญิง 700 ล้านคนทั่วโลกในวันนี้คือ เด็กที่เคยถูกบังคับให้แต่งงานในอดีต ในแต่ละวัน เด็กผู้หญิง 20,000 คนทั่วโลกจะถูกบังคับให้แต่งงานในที่ใดที่หนึ่ง กล่าวคือ เด็กผู้หญิงหนึ่งในสามคนจากประเทศกำลังพัฒนาถูกบังคับให้แต่งงานก่อนอายุ 18 และหากทั่วโลกยังไม่หันมาให้ความสำคัญกับตรงนี้ ภายในปี 2050 เด็กผู้หญิงทั่วโลกที่ถูกบังคับให้แต่งงานจะพุ่งเป็น 1200 ล้านคน - รายงานจากองค์กร Save The Children