4 เรื่องเบิื่้องหลังฉลาก

food label 1

 

ทุกวันนี้หากมองไปตามชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต เราจะพบสินค้ามากมายที่โฆษณาด้วยสรรพคุณต่างๆ ดึงดูดใจให้ผู้ซื้อเลือกหยิบไปจ่ายเงิน ไม่ว่าจะเป็นการโอ้อวดคุณค่าสารอาหารที่ดีมีคุณค่าต่อร่างกาย ทำจากวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ ฯลฯ แม้กระทั่งในสินค้ายี่ห้อเดียวกันยังแบ่งแยกออกเป็นหลายสูตร ทำให้ภาระหนักตกอยู่ที่ผู้บริโภคที่ต้องใช้เวลามากกว่าเดิมในการเลือกซื้อสินค้า เนื่องจากเลือกไม่ถูกว่าสูตรไหนจะดีและเหมาะกับสุขภาพของตนเองมากที่สุด

ทว่าฉลากสินค้าที่แปะป้ายบอกข้อดีต่างๆ นาน นั้น จะเป็นจริงตามที่บอกทั้งหมดหรือไม่? จากรายงานของกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture; USDA) ที่ได้สำรวจสินค้าที่วางขายบนชั้นวางของห้างสรรพสินค้าต่างๆ ในสหรัฐฯ พบว่า กว่า 43 เปอร์เซ็นต์ของสินค้าอุปโภคบริโภคที่ออกวางขายในปี 2010 มีการอวดอ้างสรรพคุณที่มีผลดีกับสุขภาพอย่างน้อย 1 สรรพคุณ

อย่างไรก็ตาม การโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณมักจะพูดเกินความเป็นจริง หรือพูดความจริงเพียงครึ่งเดียวอยู่เสมอๆ หากพิจารณาข้อเท็จจริงที่อยู่เบื้องหลังคำโฆษณาเหล่านั้นจะพบว่าคำอวดอ้างต่างๆ ไม่ได้มีผลดีต่อร่างกายมากไปกว่าการบริโภคอาหารปกติที่ไร้ฉลากสักเท่าไหร่นัก

ต่อไปนี้คือตัวอย่าง 4 สรรพคุณยอดฮิตที่อยู่บนอาหารหลายประเภท ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้ส่งผลกับร่างกายมากดังคำโฆษณา

 

Omega 3

1. มีโอเมกา 3

สรรพคุณยอดฮิตที่อยู่บนอาหารหลากหลายชนิดตั้งแต่เนยถั่ว นม ไปจนถึงขนมปัง แท้จริงแล้วโอเมกา 3 ที่อยู่ในอาหารตามห้างสรรพสินค้าบางชนิดมีผสมอยู่เพียงแค่ 32 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภคเท่านั้น ซึ่งคิดเป็นเพียง 1 ใน 10 ของปริมาณที่อยู่ในปลาแซลมอนน้ำหนักครึ่งออนซ์ ขณะที่ปริมาณที่จะส่งผลดีต่อสุขภาพที่สุดจากการบริโภคโอเมกา 3 คือการทานเนื้อปลาแซลมอนประมาณ 3.5 ออนซ์ 2 ครั้งต่อสัปดาห์

 

antioxidant

2. ผสมสารต้านอนุมูลอิสระ

อาหารที่แปะป้ายนี้ส่วนมากต้องมีส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ควรบริโภคต่อวันจึงจะส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกาย การทานอาหารตามธรรมชาติอย่างผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินเอ, ซี และอี จะส่งผลดีต่อสุขภาพมากกว่า จากการทดสอบพบว่าการทานแครอทหัวเล็กๆ เพียง 1 หัวจะได้คุณค่ามากกว่าเป็นสองเท่าของการทานซีเรียลที่อ้างว่าผสมสารต้านอนูมูลอิสระเลยทีเดียว

 

hi fiber

3. ไฟเบอร์สูง

แม้ว่าขนมปังหรืออาหารตามห้างสรรพสินค้าบางชนิดที่บอกว่ามีไฟเบอร์สูงจะให้คุณค่ามากถึง 35 เปอร์เซ็นต์ที่ร่างกายต้องการต่อวัน แต่ไฟเบอร์จากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติสามารถให้คุณประโยชน์ได้มากกว่านั้นมาก นอกจากนี้ งานวิจัยที่บอกว่าอาหารที่มีไฟเบอร์สูงสามารถลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ ได้แนะนำว่าไฟเบอร์ดังกล่าวควรเป็นไฟเบอร์ที่มาจากอาหารตามธรรมชาติมากกว่า เช่น ถั่ว, ข้าวโอ๊ต, ผลเบอร์รี่ หรือบร็อคโคลี่

 

 

imagesBewawhole grain

4. ใช้ธัญพืชเต็มเมล็ด (โฮลเกรน)

ขนมปัง, ซีเรียล หรือแครกเกอร์ชนิดต่างๆ ที่โฆษณาด้วยสรรพคุณดังกล่าวจะต้องมีส่วนผสมของธัญพืชเต็มเมล็ดอยู่ด้วย แต่บริษัทผู้ผลิตมักไม่บอกตัวเลขที่แท้จริงว่ามีผสมอยู่ในปริมาณเท่าไหร่ และยังไม่มีการกำหนดปริมาณขั้นต่ำที่ต้องผสมลงไปอีกด้วย แครกเกอร์บางยี่ห้อที่แปะป้ายนี้อยู่บนบรรจุภัณฑ์มีส่วนผสมของธัญพืชเต็มเมล็ดอยู่เพียง 5 กรัม หรือ 1/16 ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวันเท่านั้น ดังนั้นหากต้องการคุณค่าแร่ธาตุและวิตามินต่างๆ ของโฮลเกรน จึงควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่บอกว่า ‘ใช้ธัญพืชเต็มเมล็ด 100 เปอร์เซ็นต์’ มากกว่า

 

*************************************

ที่มา: huffingtonpost.com

logo

ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ

เป็นหญิงแกร่งหลังบ้าน WAY ที่แท้จริง อาจมีผลงานปรากฏสู่สายตาไม่ถี่บ่อยนัก แต่ทุกชิ้นรับประกันคุณภาพจากประสบการณ์ในสายงานข่าวที่คลุกคลี ทั้งสัมภาษณ์ บันเทิง และไลฟ์สไตล์

ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ4 เรื่องเบิื่้องหลังฉลาก

Related Posts

ไฟเบอร์ ต้องวันละเท่าไหร่จึงจะพอ

ประโยชน์สำคัญของการรับประทานไฟเบอร์หรือใยอาหารก็คือ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี ป้องกันความเสี่ยงจากเบาหวานชนิดที่สอง และลดปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน

มื้อนี้มีแต่ ‘ออร์แกนิก’

โรงเรียน Sausalito Marin City District ในแคลิฟอร์เนีย เป็นโรงเรียนแรกในสหรัฐอเมริกาที่เสิร์ฟอาหารออร์แกนิก 100% และปลอดจีเอ็มโอให้แก่เด็กๆ

อะไรคือ ‘คามู คามู’?

นอกจากผลข้างเคียงจากวิตามินซีที่มีมากแล้ว คุณสมบัติของ คามู คามู ยังอยู่ในระหว่างการทดลองและพัฒนา การบริโภคเป็นบางโอกาสในฐานะผลไม้คงไม่ใช่ปัญหา แต่เมื่อยังไม่มีการรับรองสรรพคุณอย่างเป็นทางการ ก็ยังถือว่าเป็นการเสริมอาหารเท่านั้น