คำต่อคำศาลรัฐธรรมนูญ คดีอิลลูมินาติ ไม่ยุบอนาคตใหม่ ไม่ล้มล้างการปกครอง - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

คำต่อคำศาลรัฐธรรมนูญ คดีอิลลูมินาติ ไม่ยุบอนาคตใหม่ ไม่ล้มล้างการปกครอง

วันนี้เวลา 12.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคดีที่ ณฐพร โตประยูร ยื่นคำร้องต่อศาลฯ กรณีข้อบังคับพรรคอนาคตใหม่ไม่ใช้คำว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งกรณีตราสัญลักษณ์ของพรรคที่คล้ายคลึงกับองค์กรลี้ลับ ‘อิลลูมินาติ’ ซึ่งเข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ ที่สุด ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยโดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที มีข้อสรุปว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่เป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด

แน่นอนว่าใจความสำคัญมีเพียงเท่านั้น แต่เพื่อบันทึกคำตัดสินในคดีที่หลายฝ่ายจับจ้อง เราถอดข้อความแบบคำต่อคำเพื่ออย่างน้อยก็ให้ผู้คนได้สืบค้นและจดจำว่า คดีเช่นนี้มีปลายทางเป็นอย่างไร

คำวินิจฉัย ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

“ศาลอ่านคำวินิจฉัยตามคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยประเด็นเดียวว่า ประเด็นผู้ถูกร้องใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรค 1 หรือไม่ เมื่อพิจารณาตามคำร้องเพิ่มเติมและเอกสารอ่านประกอบแล้ว เป็นกรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการออกข้อบังคับ นโยบาย และสัญลักษณ์ของพรรค ผู้ถูกร้องที่ 1 ใช้สิทธิเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

“ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรค 1 เนื่องจาก ข้อบังคับ นโยบาย และสัญลักษณ์ ของพรรคดังกล่าวมีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 14(1) และมาตรา 15(2) และ (3) นั้น เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างของผู้ร้อง ว่าข้อบังคับผู้ถูกร้องที่ 1 ซึ่งหมายความรวมถึงนโยบาย และภาพเครื่องหมายไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 14 และมาตรา 15 ซึ่งการออกข้อบังคับของพรรคการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการจัดตั้งพรรคการเมืองอันเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

“ในมาตรา 13 ระบุว่าเอกสารและหลักฐานที่ต้องยื่นไปพร้อมกับคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (3) ข้อบังคับ มาตรา 14 ระบุว่าข้อบังคับต้องไม่มีลักษณะดังต่อไปนี้ (1) เป็นปฏิปักษ์ ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และต้องไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ มาตรา 15 ระบุว่า ข้อบังคับอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้ (2) ภาพเครื่องหมายของพรรคการเมือง (3) นโยบายของพรรคการเมือง และมาตรา 17 วรรค 1 บัญญัติว่าในกรณีที่ คำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองและเอกสารและหลักฐานที่ยื่นพร้อมกับคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองถูกต้องและครบถ้วนตามมาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 ให้นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง และให้ประกาศการจัดตั้งพรรคการเมืองนั้นในราชกิจจานุเบกษา

“จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า กระบวนการยื่นคำร้องขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองนั้น ผู้ยื่นคำขอจะต้องยื่นข้อบังคับพรรคการเมืองไปพร้อมกับคำขอด้วย ต่อจากนั้นนายทะเบียนพรรคการเมืองจึงจะทำการตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนไปพร้อมเอกสารที่ยื่น หากคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองและเอกสารที่มีความถูกต้องครบถ้วน นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็จะรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรรคการเมือง และให้ประกาศการจัดตั้งพรรคการเมืองนั้นในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

“เมื่อผู้ถูกร้องที่ 2 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง ผู้ถูกร้องที่ 1 เป็นพรรคการเมือง โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับจดทะเบียนจัดตั้ง ผู้ถูกร้องที่ 1 เป็นพรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบพรรคการเมืองว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 17 และมีประกาศจัดตั้งพรรค ผู้ถูกร้องที่ 1 ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ย่อมแสดงว่าข้อบังคับพรรคของผู้ถูกร้องที่ 1 ไม่มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

“ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 14(1) เนื่องจากนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตรวจสอบและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งให้จดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าปรากฏข้อเท็จจริงในภายหลังว่าข้อบังคับของผู้ถูกร้องที่ 1 ที่ได้ยื่นจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองไม่เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 14 หรือมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 จึงเป็นหน้าที่และอำนาจของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่จะรายงานไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อพิจารณาและมีมติให้เพิกถอนข้อบังคับดังกล่าวได้ตามมาตรา 17 วรรค 3

“ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้หาได้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นไม่ ทั้งผู้ถูกร้องทั้งสี่ก็ไม่ได้มีการกระทำอื่นใดนอกเหนือจากการจดทะเบียนก่อตั้งพรรคการเมือง ผู้ถูกร้องที่ 1 เพิ่มเติมอีกในภายหลัง จึงยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่เพียงพอที่จะฟังได้ว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสี่นั้นเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 49 วรรค 1

“อย่างไรก็ดี การยื่นคำร้องของผู้ร้องนี้คงเป็นข้อห่วงใยของผู้ร้องในฐานะพลเมืองที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และระบอบการปกครองของประเทศ ดังนั้น ข้อบังคับของผู้ถูกร้องที่หนึ่งใช้ถ้อยคำว่าหลักประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนรายการคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองข้อ 6 วรรค 2 ที่กำหนดว่าพรรคอนาคตใหม่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ การใช้ข้อความในข้อบังคับของพรรคการเมืองควรที่จะให้มีความชัดเจน ไม่มีความคลุมเครือ แตกต่างจากบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 2 ที่บัญญัติว่าประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันอาจก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างคนในชาติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (3) ได้ ซึ่งคณะกรรมการเลือกตั้งมีหน้าที่และอำนาจที่จะพิจารณาและมีมติให้เพิกถอนข้อบังคับนั้นได้ตามมาตรา 17 วรรค 3 เพื่อป้องกันความสับสน ขัดแย้ง ที่อาจจะเกิดขึ้น สมควรที่ผู้เกี่ยวข้องจะได้ช่วยกันแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญต่อไป

“ส่วนกรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าผู้ถูกร้องที่สอง ที่สาม ที่สี่ มีพฤติการณ์แนวคิดทัศนคติคลั่งไคล้ปรัชญาตะวันตก เป็นกระบวนการปฏิกษัตริย์นิยม มีแนวคิดที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมไทย โดยการแสดงความคิดเห็นในช่วงเวลาต่างๆ ทั้งก่อนและหลังจดทะเบียนก่อตั้งพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ดังปรากฏตามสื่อมวลชนและสื่อสาธารณะที่ผ่านมา เช่นการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน การแสดงความคิดเห็นต่อหน้าสาธารณชน การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแสดงความคิดเห็นในช่องทางต่างๆ นั้นเห็นว่า

“การพิจารณาว่าบุคคลใดจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรค 1 จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพียงพอที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งหมายและความประสงค์นั้นถึงระดับที่วิญญูชนควรจะคาดเห็นได้ว่าน่าจะทำให้เกิดผลเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

“โดยการกระทำนั้นจะต้องกำลังดำเนินอยู่และไม่ห่างไกลเกินกว่าเหตุ แต่ข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏในคดีเป็นเพียงข้อมูลข่าวสารจากเว็บไซต์ สื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออินเทอร์เน็ต และยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องทั้งสี่มีวิธีการหรือการกระทำตามความคิดเห็นที่ผู้ร้องกล่าวอ้างแต่อย่างใด กรณีนี้จึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะฟังได้ว่าการกระทำของผู้ร้องทั้งสี่เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 49 วรรค 1

“ส่วนกรณีการกระทำอื่นใดของผู้ถูกร้องทั้งสี่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหากตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

“ข้างต้นจึงวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสี่ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ไม่เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรค 1

“รับฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ ผู้ร้องมาศาล ส่วนผู้ถูกร้องทั้งสี่ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยที่ 1/2563 ลงวันที่ 21 มกราคม 2563 ให้ผู้ร้องฟังแล้ว และถือว่าคำวินิจฉัยได้อ่านโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 76 ให้คู่กรณีคัดถ่ายสำเนาคำวินิจฉัยได้เมื่อครบกำหนด 15 วันนับแต่วันอ่าน”

นิติสงคราม และการยุบพรรคยังไม่จบ

เวลา 13.00 น. หลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย คณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ออกมาแถลงต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่าแม้คดีนี้จะจบลงไปแล้ว แต่กระบวนการร้องยุบพรรคยังคงมีอยู่เช่นเดิม

ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เริ่มต้นแถลงว่า คดีนี้ไม่ควรเป็นคดีตั้งแต่แรก ตนยืนยันว่าพรรคอนาคตใหม่ ไม่ได้มีความคิดล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สิ่งที่พวกพรรคทำคือการรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตนริย์เป็นประมุขให้ยั่งยืน แต่การฉีกรัฐธรรมนูญ การรัฐประหารต่างหากเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

“แม้วันนี้คำร้องยุบพรรคของนายณฐพร โตประยูรจะตกไปแล้วตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยังมีกระบวนการร้องยุบพรรคที่ต้องการทำลายพรรคอนาคตใหม่อยู่ พรรคอนาคตใหม่เชื่อว่ากระบวนการร้องยุบพรรค กระบวนการนิติสงครามก็ดี ไม่ใช่หนทางที่จะรักษาความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ มีแต่ต้องเปิดให้ความคิดที่หลากหลายมาต่อสู้กันในรัฐสภาเท่านั้นที่จะรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ได้”

เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ตอบคำถามของสื่อมวลชนเรื่องการฟ้องร้องกลับต่อผู้ร้องยุบพรรคว่า กระบวนการร้องกันไปมาไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาธิปไตยไทย ควรยุติกระบวนการนี้ ยุติกระบวนการนิติสงครามและเดินหน้ามาทำงานด้วยกัน ส่วนคำร้องกรณีเงินกู้พรรคนั้น พรรคอนาคตใหม่พร้อมสู้คดี และเห็นว่ากระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น ไม่ถูกต้องตามระเบียบ ตามกฎหมาย และข้อบังคับของ กกต. เอง และคณะอนุกรรมการของ กกต.ได้ยกคำร้องไปแล้ว แต่คณะกรรมการชุดใหญ่ยังเดินหน้าเอาผิด กรณีนี้พรรคอนาคตใหม่ได้ไปฟ้องร้องเป็นคดีอาญาในศาลอาญาแผนกคดีอาญาและประพฤติมิชอบ และทางศาลกำลังเรียกเอกสารเหล่านี้จาก กกต.ไป เพื่อชี้ขาดว่าจะรับหรือไม่รับคำฟ้องนี้

“อีกเรื่องคือเรื่องการต่อสู้คดีในชั้นของศาลรัฐธรรมนูญ พรรคอนาคตใหม่จะยื่นเอกสารต่างๆ และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดการไต่สวนเพื่อเรียกเอกสาร พยานบุคคล มาพิจารณาร่วมกัน มั่นใจว่าคดีเกี่ยวกับการกู้เงินไม่ผิด ไม่เป็นเหตุแก่การยุบพรรค ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การกู้เงินไม่มีกฎหมายใดห้าม และหลายพรรคการเมืองก็ใช้วิธีนี้กัน เงินกู้ไม่ใช่รายได้ ไม่ใช่ผลประโยชน์ เงินกู้เป็นหนี้สิน รับมาแล้วต้องใช้เงิน ไม่ได้มาประกอบธุรกิจ เราทยอยคืนไปแล้วบางส่วน

“ขอส่งข้อความไปยังผู้ร้องเรียนว่า การมัวแต่หาช่องร้องเรียนยุบยพรรคแบบนี้ความคิดสร้างสรรค์ก็ไม่เกิด เมื่อไม่เข้าองค์ประกอบความผิดของกฎหมาย ก็หยุดเสีย เพราะเราไม่เคยปฏิเสธกระบวนการตรวจสอบ พร้อมอยู่ในที่แจ้ง พร้อมถูกตรวจสอบตลอดเวลา ไม่ใช่หาเรื่องร้องเรียนไปสู่การยุบพรรคให้ได้” ปิยบุตร กล่าวทิ้งท้าย

Author

กองบรรณาธิการ
ทีมงานหลากวัยหลายรุ่น แต่ร่วมโต๊ะความคิด แลกเปลี่ยนบทสนทนา แชร์ความคิด นวดให้แน่น คนให้เข้ม เขย่าให้ตกผลึก ผลิตเนื้อหาออกมาในนามกองบรรณาธิการ WAY