รู้จัก ‘จิราพร สินธุไพร’ ลูกสาวเสื้อแดงแห่งร้อยเอ็ด ผู้ตามติดค่าโง่เหมืองทองอัครา

จิราพร สินธุไพร หรือ ‘น้ำ’ เกิดในครอบครัวการเมืองมาตั้งแต่เด็ก โดยเป็นบุตรสาวของอดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อย่างนายนิสิต สินธุไพร สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนยโสธรพิทยาคม และเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ณ โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ก่อนที่จะสำเร็จการศึกษาสาขาศิลปศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ต่อด้วยรัฐศาสตร์มหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ่วงปริญญาโทสาขาธุรกิจระหว่างประเทศอีกหนึ่งใบจากสหราชอาณาจักร 

ก่อนเส้นทางการเมืองจะเริ่มต้น จิราพรเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการเยาวชนแลกเปลี่ยน Cambodian-Thai Exchange Program (CTEP) และยังเป็นนักวิชาการพาณิชย์ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ อีกด้วย 

ขณะอายุ 32 ปี หลังจากมีประสบการณ์ทั้งฝั่งภาครัฐและเอกชนแล้ว จิราพรผู้ลึกๆ อยากเดินตามรอยเส้นทางทางการเมืองของผู้เป็นพ่อ ก็ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. จังหวัดร้อยเอ็ด สังกัดพรรคเพื่อไทย ในปี 2562 ด้วยเป้าหมายอยากผลักดันกระบวนการทางประชาธิปไตยให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น ก่อนชนะการเลือกตั้งเข้ามาเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง กระทั่งค่อยๆ สะสมฐานแฟนคลับเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาว

“เราทราบอยู่แล้วว่าเราต้องเป็นฝ่ายค้าน และคิดว่าการเมืองต้องเดินไปในสภาวะที่ไม่ค่อยปกติเท่าไร แต่น้ำก็คิดอย่างเดียวว่า เราได้รับมอบหมายหน้าที่จากประชาชนแล้วว่าให้ทำหน้าที่เป็น ส.ส. และแม้จะเป็นฝ่ายค้าน ก็ต้องสามารถตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลได้”

ภายหลังการอภิปรายกรณีการทุจริตวัคซีนโควิด-19 จิราพรมี ‘แฟนคลับ’ เพิ่มมาก ขึ้นจนเกิดเป็น ‘ด้อม’ (Fandom) คอยติดตามและให้การสนับสนุนเสมอมา ระหว่างนั้นยังเกิดกระแส ‘จิ้น’ กับ ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ หรือ ‘อิ่ม’ จนเป็นกระแส ‘อิ่ม-น้ำ เมนหลักประชาธิปไตย’ ให้แฟนคลับได้พูดถึงกันในโซเชียลมีเดีย ซึ่งตัวจิราพรก็รู้สึกยินดีที่ได้ช่วยทำลายมายาคติที่ว่า นักการเมืองต้องเป็นผู้มีอิทธิพลเข้าถึงยาก และยังมองว่าปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องน่าสนใจในฐานะที่มีผู้มาชื่นชอบการทำงานของตนในรูปแบบที่แตกต่างไปจากอดีต

“ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยอีกอย่างคือ ความไม่เป็นประชาธิปไตยที่ถูกอำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซงอยู่เรื่อยๆ ทำให้การดูแลปากท้องของพี่น้องประชาชนนั้นไม่ได้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง”

ในฐานะ ส.ส. จิราพรให้ความสนใจกับประเด็นความยากจนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะปัญหากับดักรายได้ปานปลางที่มีคนจนเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นปัจจุบันในฐานะฝ่ายค้าน จิราพรจึงมุ่งมั่นที่จะเปิดแผลของรัฐบาลให้ประชาชนได้รับรู้ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยจิราพรเชื่อว่าการเพิ่มข้อมูลให้แก่ประชาชนจะช่วยให้ทุกคนตัดสินใจได้ว่า เมื่อถึงคราวเลือกตั้งครั้งหน้าจะยังสามารถไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ต่อไปหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม ตระกูลสินธุไพรแม้จะทำงานการเมืองภาคประชาชนมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยการเคลื่อนไหวของ นปช. และเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด แต่ตระกูลนี้ก็ไม่ได้มีความคิดทางการเมืองเหมือนกันหมดไปเสียทีเดียว ดังเช่น จุรีพร สินธุไพร ผู้มีศักดิ์เป็นอาของจิราพรที่ย้ายไปทำงานให้กับพรรคพลังประชารัฐ ทำให้คนนามสกุลเดียวกัน แต่ยืนคนละฝั่งพรรคการเมือง 

“คุณจุรีพร สินธุไพร ผู้เป็นอาของน้ำ ตัดสินใจไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง 2562 น้ำก็มองว่าเป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่จะเลือกไปสังกัดพรรคการเมืองที่ชื่นชอบ หรือมีอุดมการณ์ที่ตรงกัน เราก็เคารพการตัดสินใจ แต่ในทางการเมือง เราก็จะยืนอยู่คนละฝั่ง”

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 จิราพรได้เป็นผู้อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนนราษฎรแบบไม่ลงมติ ในกรณีที่บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดทเต็ด ลิมิเต็ด ที่เป็นบริษัทแม่ของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) จากกรณีที่รัฐบาลไทยอนุมัติเหมือง 4 แปลง และใช้มาตรา 44 ในการระงับกิจการเหมืองของบริษัทต่างชาติ โดยมีความเสี่ยงที่ทำให้ไทยจะต้องถูกปรับเป็นเงินจำนวนมหาศาล

วันที่ 21 กรกฎาคม 2565 เป็นอีกครั้งที่จิราพรขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้กระทำผิดต่อกรณีเหมืองแร่อัครา ซึ่งจิราพร ระบุว่า แม้พลเอกประยุทธ์ยังได้รับความไว้วางใจอยู่ แต่เธอจะยื่นฟ้องพลเอกประยุทธ์และคณะรัฐมนตรีทั้งหมด รวมถึงเน้นย้ำว่า อีกไม่นานความยุติธรรมจะกลับมาสู่ประเทศนี้

“รออีกไม่นาน ความจริงจะไล่ล่าพวกท่าน และอีกไม่นานเกินรอ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินชีวิตทางการเมืองของพวกท่าน และนำความยุติธรรมมาให้ประเทศนี้ในที่สุด” 

อ้างอิง

รอยยิ้ม คู่จิ้น และเสื้อแดง คุยกับ จิราพร สินธุไพร ดาวสภาผู้รับ ‘ไม้ต่อ’ ฝ่ายประชาธิปไตย

Author

ภูภุช กนิษฐชาต
คนหนุ่มผู้หลงใหลการตามหาสาระในเรื่องไร้สาระ คลั่งไคล้การถกเถียงเรื่องปรัชญาการเมืองยามเมามาย นิยมเสพสื่อบันเทิงแทบทุกชนิดที่มีบนโลก ขับเคลื่อนชีวิตด้วยคาเฟอีนและกลิ่นกระดาษหอมกรุ่นของหนังสือราวกับต้นไม้ต้องการแสงแดด ความฝันอันสูงสุดมีเพียงการได้มีชื่อของตนเองจารึกเอาไว้ใน Reading-list ของเหล่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยเพียงเท่านั้น
Share via

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตาม นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึกการตั้งค่า
Send this to a friend