ศาลสูงสุดของบอตสวานามีคำสั่งให้ยกเลิกกฎหมายอาญาเอาผิดประชาชนที่มีความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศ โดยคำตัดสินดังกล่าวถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิให้แก่เพศทางเลือก (LGBTQ) ในทวีปแอฟริกา
เหตุผลของเรื่องนี้คือ กฎหมายนี้ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และสวนทางกับผลประโยชน์ส่วนรวม
ผู้พิพากษา ไมเคิล เลบูรู (Michael Leburu) กล่าวว่า สังคมประชาธิปไตยคือพื้นที่เปิดกว้าง ยอมรับความแตกต่าง เพราะกฎหมายเดิมไม่ใช่แค่ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติกับ LGBTQ เท่านั้น แต่ยังเป็นตัวฉุดรั้งสังคมไม่ให้เดินหน้าอีกด้วย
คำตัดสินดังกล่าวสวนทางกับคำตัดสินของอีกประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา หลังจาก 1 เดือนที่ผ่านมาศาลสูงสุดของเคนยาตัดสินให้คงการใช้กฎหมายเอาผิดความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศไว้เช่นเดิม
ตามกฎหมายอาญาของบอตสวานา การมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเพศเดียวกันซึ่งเป็นการกระทำที่ ‘ผิดระเบียบของธรรมชาติ’ ต้องโทษสูงสุดถึง 7 ปี และการกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์แบบเพศเดียวกันในที่สาธารณะหรือแม้แต่สถานที่ส่วนตัวก็ตามจะต้องถูกจำคุกมากสุดถึง 2 ปี
ก่อนหน้านี้ขบวนการเคลื่อนไหว LGBTQ ในบอตสวานาได้รับชัยชนะหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะมีกระแสต่อต้านจากกลุ่มต่อต้านรักร่วมเพศอยู่บ้างในประเทศก็ตาม เช่น ในปี 2010 กฎหมายว่าด้วยการว่าจ้างห้ามให้นายจ้างปลดลูกจ้างโดยใช้ข้ออ้างว่าด้วยเรื่องรสนิยมทางเพศ นอกจากนั้นยังมีคำตัดสินในปี 2017 ที่เอื้อให้ประชาชนสามารถเปลี่ยนเพศของตนในเอกสารราชการได้
หลังจากที่มีการบุกทำร้ายสตรีข้ามเพศสองคนเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ประธานาธิบดีของบอตสวานา มอคกวีซี มาซีซี (Mokgweetsi Masisi) แสดงจุดยืนสนับสนุนกลุ่มเพศทางเลือกอย่างเปิดเผย คำตัดสินของศาลครั้งนี้จึงถือเป็นอีกชัยชนะสำคัญแก่ขบวนการเรียกร้องสิทธิของ LGBTQ ในประเทศ แม้ว่าสำหรับชาติอื่นๆ ในทวีปแอฟริกา การรักร่วมเพศยังถือเป็นสิ่งที่ผิดแปลกก็ตาม
สมาคมอิลกาโลก หรือ International Lesbian, Gay, Bisexual, Trans and Intersex Association (ILGA) ระบุว่าทวีปแอฟริกาทั้งหมด 54 ประเทศ มี 32 ประเทศที่บรรจุให้รักร่วมเพศเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
ประเทศต่างๆ เช่น ไนจีเรีย โซมาเลีย ซูดาน มีโทษประหารสำหรับรักร่วมเพศ ในขณะที่แทนซาเนียรักร่วมเพศสามารถต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตได้ แต่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ประเทศแองโกลาปรับแก้ประมวลกฎหมายอาญาเป็นครั้งแรกตั้งแต่ประเทศได้รับเอกราชจากโปรตุเกสเมื่อปี 1975 การปรับแก้ดังกล่าวอำนวยให้นักกฎหมายสามารถแก้ไขการนิยามรักร่วมเพศว่าเป็นเรื่องที่ขัดต่อกฎธรรมชาติได้
ถึงแม้ว่าเคนยาตัดสินให้ยังมีกฎหมายการเอาผิดรักร่วมเพศ และยังคงเป็นสังคมที่มีความเป็นอนุรักษนิยมและความเคร่งครัดในศาสนาสูง ในหลายๆ ปีที่ผ่านมา ศาลของเคนยากลับมีท่าทีแสดงให้เห็นถึงการเปิดรับต่ออิสรภาพในประเด็นเรื่อง LGBTQ มากขึ้น
ในปี 2018 ศาลอุทธรณ์ออกคำสั่งให้การตรวจรูทวารของบุคคลที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นเกย์เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หลังจากมีการบังคับตรวจรูทวารของชายสองคนในปี 2015 ต่อมาศาลเคนยาประกาศยกเลิกการแบนภาพยนตร์เรื่อง Rafiki (2018) เป็นการชั่วคราว โดยภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวเล่าเรื่องเกี่ยวกับความรักของผู้หญิงสองคน
ประเทศอย่างโมซัมบิกยกเลิกกฎหมายต่อต้านเกย์ตั้งแต่ปี 2015 ส่วนเซาตูเมและเคปเวิร์ดต่างก็ยกเลิกกฎหมายต่อต้านรักร่วมเพศในประเทศตน แต่กระแสการต่อต้านเพศทางเลือกก็ยังคงเข้มข้นอยู่มากในทวีปแอฟริกา อูกันดา ซูดานใต้ บูรุนดี ลิเบอร์เลีย ไนจีเรีย ต่างมีความพยายามเพิ่มบทลงโทษในกฎหมายเกี่ยวกับเพศทางเลือก ผู้นำหลายประเทศพยายามเผยแพร่ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับเพศทางเลือกแก่ประชาชน มีการกล่าวหาว่า LGBTQ เป็นตัวเผยแพร่เชื้อ HIV และยังเปลี่ยนเด็กให้กลายเป็นรักร่วมเพศเหมือนตนด้วย
จากข้อมูลของ ILGA ทั่วทั้งโลกมีประเทศสมาชิกสหประชาชาติถึง 70 ประเทศ (เกือบครึ่งเป็นประเทศในแอฟริกา) ยังคงมีกฎหมายเอาผิดรักร่วมเพศอยู่ 26 ประเทศ
กฎหมายต่อต้านรักร่วมเพศในทวีแอฟริกาเป็นสิ่งตกค้างที่เกิดขึ้นในสมัยการล่าอาณานิคม นักล่าอาณานิคมจากยุโรปตั้งแต่ โปรตุเกส อังกฤษ หรือเยอรมนี ต่างเข้ามายึดครองประเทศในแถบแอฟริกา และนำระบบกฎหมายมาเพื่อจัดระเบียบประเทศใต้การปกครองของตน เห็นได้จากกฎหมายเรื่องรักร่วมเพศของบอตสวานาและแองโกลา ล้วนเป็นกฎหมายที่ได้รับการร่างโดยปลายปากกาของนักล่าอาณานิคมทั้งสิ้น
อ้างอิงข้อมูลจาก: edition.cnn.com |