อะไรอยู่ในหนังสือ: ตอนที่ 1 การเมืองในหนังสือเด็ก

การอ่านคือสิ่งสำคัญสำหรับการเรียนรู้ของเด็ก หนังสือสำหรับเด็กมีหลายประเภท บางเล่มบันเทิง บางเล่มสอนให้เชื่อ ขณะที่หลายเล่มสอนให้คิด

หนังสือสำหรับเด็กและเยาวชนหลายๆ เล่มมีแนวคิดบางอย่างซ่อนอยู่ ทั้งสารที่ผู้เขียนต้องการสื่อ กระทั่งความคิดของผู้เขียนเองที่ถ่ายทอดผ่านปากของตัวละครบนบรรทัดหนังสือและภาพที่อยู่บนกระดาษ

ข้อความ political message เป็นสิ่งที่ถูกห่อหุ้มไว้ในหนังสือเด็ก เว็บไซต์ funnygov.com แนะนำหนังสือสอดไส้ของหนักหนาในความนุ่มนิ่มสำหรับเด็กในสหรัฐไว้ 10 เล่ม ลองไล่เลียงดูจะพบว่า นอกจากคุณธรรมความดีแล้ว ยังมีอะไรอีกมากมายที่เด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้จากหนังสือของพวกเขา

The Lorax (1971) โดย Dr.Seuss

หนังสือของ ดร.ซูส หรือ ธีโอดอร์ จีเซล นักเขียนและนักวาดภาพหนังสือสำหรับเด็กผู้มีชื่อเสียงและผลงานมากมาย โดย The Lorax (1971) เป็นหนังสือที่นำเสนอประเด็นสิ่งแวดล้อมและต่อต้านบริโภคนิยมที่โด่งดังของทศวรรษที่ 1970

ต่อเนื่องจากกลางศตวรรษที่ 20 โลกเต็มไปด้วยสงคราม propaganda ผู้เขียน The Lorax บอกว่า เยส หนังสือเล่มนี้ก็ propaganda เหมือนกัน เพราะงานของเขาก็เป็นสิ่งที่เขาคิด วิธีการคือใช้ต้นไม้ที่ไม่มีปากไม่มีเสียงสื่อสารไปถึงคนอ่าน เพื่อให้เด็กๆ ได้รับรู้ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ตอนนั้น…รองจากเรื่องการต่อต้านสงครามเวียดนามและสงครามเย็น

How The Grinch Stole Christmas! (1957) โดย Dr.Seuss

หนังสือเกี่ยวกับคริสต์มาสที่มีชื่อเสียงที่สุดเล่มหนึ่งของโลก เมื่อ เดอะกรินช์ ตัวประหลาดพยายามจะขโมยสัญลักษณ์ของคริสต์มาสไปจากเมือง แต่ถึงจะได้คริสต์มาสมาแล้ว ชาวเมืองก็ยังสนุกสนานกับวันหยุดกัน จนกรินช์ต้องเอาความเป็นคริสต์มาสมาคืน แล้วร่วมแจมงานฉลองของเมืองแทน

ดร.ซูส ยัดไส้การวิพากษ์ลัทธิบริโภคนิยมในวันคริสต์มาส ซึ่งผู้เขียนบอกว่า เขาคิดพล็อตเรื่องนี้ขณะแปรงฟันตอนเช้าหลังวันคริสต์มาส “ผมสังเกตเห็นสีหน้าเหมือน ‘Grinch’ ในกระจก นั่นมันซูส ผมก็เลยเขียนเรื่องของเพื่อนตัวแสบคนนี้ เดอะกรินช์ เพื่อดูว่า ถ้าผมสามารถหาบางอย่างเกี่ยวกับคริสต์มาสที่ผมสูญเสียมันไปแล้ว มันจะเป็นยังไง”

The Butter Battle Book (1984) โดย Dr.Seuss

หนังสืออีกเล่มของ ดร.ซูส ที่เคลือบด้วยลายเส้นสนุกๆ แต่ว่าด้วยเรื่องการเมืองล้วนๆ

งานเชิงเปรียบเทียบชิ้นนี้เบสิคมากๆ มีการต่อสู้ของ The Yooks กับ The Zooks ข้อแตกต่างพิลึกพิลั่นของสองฝ่ายนี้คือ พวก Yooks กินขนมปังโดยทาเนยไว้ด้านบน ส่วนพวก Zooks กินขนมปังที่ทาเนยไว้ด้านล่าง…

หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ในปี 1984 เมื่อโลกอยู่ในช่วงสงครามเย็น สองมหาอำนาจ สหรัฐกับรัสเซีย งัดข้อกันโดยใช้อาวุธนิวเคลียร์เป็นเครื่องมือข่มกัน ซึ่งไม่ต่างจากการเถียงกันแบบเด็กๆ ของ The Yooks กับ The Zooks เลย

The Amazing Snox Box (2003) โดย Robert Park

กล่าวกันว่า การปกครองที่ดีที่สุดคือการทำให้ผู้อยู่ใต้ปกครองไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกควบคุมและปกครอง The Amazing Snox Box นำเสนอแนวคิดคล้ายๆ กัน คือ การทำให้คนเป็นทาส โดยทำให้พวกเขาคิดว่าตัวเองเป็นอิสรภาพ

ตัวละคร คิง ล็อคส์ (King Locks) คือผู้ปกครองดวงจันทร์ Zanick ซึ่งเต็มไปด้วยเพชร บรรดาทาสคือคนงานเหมือง ผู้ถูกกล่อมด้วยแนวคิดที่ว่า ถ้าอยากมีชีวิตที่ดี พววกเขาต้องทำงานให้หนักขึ้นไปอีก และเหมือนนวนิยาย dystopia อื่นๆ คือต้องมีใครสักคนลุกขึ้นมาต่อต้านและพยายามหนีออกจากระบบครอบงำไปหาอิสรภาพ

 

It’s just a Plant (2005) โดย Ricardo Cortés

เมื่อเป็นเรื่องสังคมการเมือง กฎหมาย สิทธิ ก็เป็นสิ่งที่เด็กควรเรียนรู้ การเข้าถึงสมุนไพรเป็นหนึ่งในนั้น โดยหนังสือเล่มนี้จะพาเด็กๆ ไปทำความรู้จักกับ ‘กัญชา’

It’s Just a Plant เขียนและวาดภาพโดย ริคคาร์โด คอร์เตส ซึ่งแน่นอน เมื่อมีการจับคู่เด็กกับกัญชา หนังสือเล่มนี้จึงมีความอื้อฉาว ปฏิเสธไม่ได้ว่า นอกจากคำชม ก็ต้องมีก้อนอิฐตามมามากมาย

อย่างไรก็ตาม สแตนลีย์ คูบริก ผู้กำกับชื่อดัง กล่าวถึงการสอนประเด็นล่อแหลมให้เด็กได้เรียนรู้ว่า

“มันเป็นเรื่องผิดพลาดมากๆ ของโรงเรียนที่พยายามสอนบางอย่างกับเด็กๆ โดยใช้ความหวาดกลัวเป็นเครื่องมือพื้นฐาน ความสนใจต่างหากที่จะทำให้เด็กๆ ลดความกลัวการเรียนเรื่องระเบิดนิวเคลียร์จนเหลือแค่เท่าประทัดเล็กๆ”

Help! Mom! There are Liberals under my Bed! (2004) โดย Katharine DeBrecht

หนังสือภาพสำหรับเด็กที่ทำให้ แคธารีน เดเบรชท์ เป็นที่รู้จักในฐานะนักวาดการ์ตูนชื่อดัง

ในกระแสเสรีนิยมท่วมโลก ท่วมจนใต้เตียงก็ยังมี ฮิลลารี คลินตัน เพราะช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ใครๆ ก็เป็น liberal จนผู้วาดต้องเอาเรื่องนี้มาแซะเป็นการ์ตูนล้อเลียน

เดเบรชท์พูดถึงสาเหตุของการเขียนหนังสือเล่มนี้ว่า เมื่อโลกเป็น liberal มากเกินไป ก็ต้องมีเรื่องทวนกระแส ‘แซะ’ มุมมองกลับมาบ้าง เพราะรอบตัวเด็กสมัยนี้มีแต่แนวคิดเสรีนิยม มีกระทั่งหนังสือสอนให้เด็กรู้จักกัญชา…

Help! Mom! Radical are ruin my Country! (2009) โดย Katharine DeBrecht

หนังสือเรียกหาแม่อีกเล่มของ แคธารีน เดเบรชท์ ชี้ให้เห็นถึงอีกด้านของพวก liberal การเกิดขึ้นของ Tea Party (กลุ่มอนุรักษนิยม) กลุ่มขวาใหม่ มีตัวละครอย่าง ซารา พาลิน จากรีพับลิกัน และการยืนหยัดต่อสู้เพื่อเสรีภาพ เพื่อให้ได้มาซึ่ง American Dream ของทุกคน

Why Mommy Is A Democrat (2006) โดย Jeremy Zilber และ Yuliya Firsova

แค่ชื่อหนังสือก็การเมืองแล้ว หนังสือเล่มนี้ออกช่วงก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2008 เนื้อหาว่ากันตามตรง คือสอนลูกให้เข้าใจเรื่องดีๆ ของเดโมแครต เพราะนอกจากนี้ผู้เขียน เจเรมี ซิลเบอร์ ก็ยังมีหนังสือคล้ายๆ กันออกมาอีก เช่น Mama Voted for Obama!, Why Daddy is a Democrat และ Famous Fables Told Right: Modern Conservatives Grapple with Ancient Wisdom

The Book of Virtues for Boys and Girls (2008) โดย William J. Bennett

มีเรื่องแปลกๆ เสียดสีกันมาหลายเล่มแล้ว คราวนี้ว่าด้วยเรื่องความดีและศีลธรรมล้วนๆ The Book of Virtues for Boys and Girls คือหนังสือรวมบทกวี นิทาน เรื่องเล่า ที่ วิลเลียม เจ. เบนเน็ตต์ ใช้เพื่อสอนให้เด็กๆ เห็นถึงความกล้าหาญ ซื่อสัตย์ ภักดี และมิตรภาพ เหมือนกับที่เราเห็นในนิทานอีสป

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังเขียนงานสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ไว้อีกหลายเล่ม เช่น The Book of Virtues for Young People, The Moral Compass และ The Book of Man

The Enemy (2009) โดย Davide Cali และ Serge Bloch

ดาวิเด คาลี นักวาดหนังสือภาพสำหรับเด็กชาวอิตาลี ทำงานร่วมกับ เซิร์จ บล็อช ในหนังสือที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับนายทหารสองคนที่ต้องมาเผชิญหน้ากันกลางสนามรบ

“ศัตรูอยู่ตรงนั้น แต่ผมไม่เคยเห็นเขาหรอก ทุกๆ เช้า ผมจะยิงไปทางเขา แล้วเขาก็ยิงมาทางผม” ทั้งคู่ต่างหิวโหยและหมดเรี่ยวแรง แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขารู้ก็คือ พวกเขาอยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน

หนังสือที่พยายามเล่าเรื่องมิตรภาพนี้บอกว่า ศัตรูที่เป็นฝ่ายตรงข้ามนั้นไม่ใช่ปีศาจร้าย แต่เป็นคนจริงๆ ที่มีครอบครัว มีเพื่อน และมีความฝันเหมือนกัน

 


อ้างอิงข้อมูลจาก: funnygove.com

 

Editorial Staffอะไรอยู่ในหนังสือ: ตอนที่ 1 การเมืองในหนังสือเด็ก

Related Posts

ครอบครัวไทยใน Aging Society

สถานการณ์เด็ก เยาวชน และครอบครัวไทย มีความอ่อนไหวและเปราะบาง นิยามและโครงสร้างของสถาบันครอบครัวไทยแตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง อันเป็นผลจากสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะผลกระทบจากการเคลื่อนเข้าสู่สังคมสูงวัย

Newground: คนรุ่นใหม่ที่ไม่พอใจ และไม่อยากเป็น ‘เมล็ดพันธุ์’

คุยกับแก๊ง Newground กลุ่มเด็กที่นิยามตัวเองว่า 'ไม่พอใจกับอะไรซักอย่าง' สองสมาชิกกลุ่ม Newground ทำไมต้องไม่พอใจ อยู่เฉยๆ ไม่ได้เหรอ เป็นเด็กเป็นเล็กก็ควรจะอยู่นิ่งๆ เดี๋ยวก็ดีเอง คับข้องใจอะไรนัก และเป็นเมล็ดพันธุ์ที่งอกมาจาก ‘ต้นเก่า’ มันไม่ดีตรงไหน

6 สิ่งที่เด็กเกิดปี 2018 อาจไม่ได้สัมผัส

เมื่อทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าจนมนุษย์อย่างเราวิ่งไล่ตามไม่ทัน บางอย่างพัฒนามาเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ปัจจุบันพบเห็นได้แค่ในร้านขายของเก่าหรือหนังสือสารานุกรมเสียแล้ว และไม่แน่ว่าหกสิ่งต่อไปนี้ที่เรากำลังจะกล่าวถึง เด็กที่จะเกิดในปี 2018 นี้อาจไม่ได้สัมผัสอีกต่อไป