เรื่องสั้นตามใจชอบลำดับที่ 8: 'พรภิรมย์' นักเขียนสตรีแนว ‘เพื่อชีวิต’ เมื่อ พ.ศ. 2497 - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

เรื่องสั้นตามใจชอบลำดับที่ 8: ‘พรภิรมย์’ นักเขียนสตรีแนว ‘เพื่อชีวิต’ เมื่อ พ.ศ. 2497

เมื่อเอ่ยชื่อ ‘พรภิรมย์’ หลายคนเข้าใจทันทีว่าเป็นนักแต่งเพลงและนักร้องลูกทุ่ง เจ้าของเพลง ‘บัวตูมบัวบาน’ ในอดีต ที่มีชื่อจริงว่า บุญสม มีสมวงศ์ และต่อมาในบั้นปลายได้บวชเป็นพระมีนามว่า ‘ปุญญวังโสภิกขุ’ ‘พร ภิรมย์’ ในฐานะนักร้องผู้นี้เป็นชาวจังหวัดอยุธยา เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2471 และลาลับจากไปเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ดังนั้นเมื่อได้ยินคำว่า ‘พร ภิรมย์’ หลายคนจึงเข้าใจว่าเป็นชื่อของนักร้องเพลงลูกทุ่งในช่วงทศวรรษ 2500 ที่มีชื่อเสียงโด่งดังคู่ขนานมาพร้อมกับ ‘ชาย เมืองสิงห์’

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่นาม ‘พร ภิรมย์’ จะโด่งดังขึ้นมาในฐานะของนักร้องเพลงลูกทุ่ง เจ้าของเพลง ‘บัวตูมบัวบาน’ ‘ดาวลูกไก่’ ‘น้ำตาลาไทร’ ฯลฯ หลายท่านคงอาจจะไม่ทราบว่า นามประพันธ์ ‘พร ภิรมย์’ ที่สะกดคำแบบเดียวกันและออกเสียงแบบเดียวกันนั้น ยังเป็นนามปากกาของนักเขียน นักแปลสตรีในรุ่นทศวรรษ 2490 อีกท่านหนึ่งด้วย

ผมเองก็เคยเข้าใจผิดคิดไปว่า ‘พร ภิรมย์’ ที่เป็นนามของนักร้องลูกทุ่ง เจ้าของเพลงฮิต ‘บัวตูมบัวบาน’ เมื่อครั้งผมเป็นวัยรุ่นนั้น เป็นคนคนเดียวกับนักเขียนเรื่องสั้นผู้ใช้นามปากกานี้ เนื่องจากความไม่รู้และไม่เคยมีหนังสือ ‘นามานุกรมนักเขียน’ เล่มไหนบันทึกไว้ อีกทั้ง นายบุญสม มีสมวงศ์ เจ้าของนาม ‘พร ภิรมย์’ แต่เดิมนั้นนอกจากจะเป็นลิเกเก่าแล้ว เขายังเป็นนักแต่งเพลงที่มีฝีมือ เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอนในการร้อยเรียงถ้อยคำ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากถ้าหากเขาจะเขียนงานประพันธ์ประเภทอื่นด้วย แต่แล้วกว่าจะรู้ความจริงว่านาม ‘พร ภิรมย์’ และ ‘พรภิรมย์’ นั้น เป็นคนละคนกัน ก็ใช้เวลาอยู่นาน แม้จะตั้งข้อสงสัยมาก่อนเพราะมีหลายท่านบอกว่าเป็นนามปากกาของนักประพันธ์สตรีในรุ่นทศวรรษ 2490 และเคยมีเรื่องสั้นพิมพ์อยู่ในนิตยสารหลายฉบับ เช่น สยามสมัย และ กะดึงทอง แต่ก็ไม่เคยมีประวัติที่จะมาแสดงความชัดเจนในเรื่องนี้เลย

จนเมื่อผมได้พบ ภิรมย์ ภูมิศักดิ์ พี่สาวของ จิตร ภูมิศักดิ์ ในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และในสมัยที่เป็นบรรณาธิการ โลกหนังสือ ความชัดเจนจึงปรากฏเป็นครั้งแรกว่าชื่อ ‘พรภิรมย์’ นั้น หาใช่นามเดียวกับ ‘พร ภิรมย์’ นักร้องเพลงลูกทุ่งที่ชื่อจริงว่า บุญสม มีสมวงศ์ ไม่ แต่ทว่ายังเป็นนามปากกาของนักเขียน นักแปลสตรี ในรุ่นทศวรรษ 2490 ที่ชื่อ ภิรมย์ ภูมิศักดิ์ อีกด้วย แต่นามนี้ถูกกลืนหายไปเพราะชื่อเสียงของน้องชายที่ชื่อ จิตร ภูมิศักดิ์

จะว่าไปแล้วผมเองเข้าใจว่า นาม ‘พรภิรมย์’ ของ ภิรมย์ ภูมิศักดิ์ น่าจะเป็นนามประพันธ์ที่ใช้มาก่อนนาม ‘พร ภิรมย์’ ของ บุญสม มีสมวงศ์ แต่มีที่ผิดแผกไปก็คือ คำว่า ‘พรภิรมย์’ ของ ภิรมย์ ภูมิศักดิ์ นั้นเป็นนามที่เขียนติดกัน ส่วน พร ภิรมย์ ของ บุญสม มีสมวงศ์ เป็นนามที่เขียนเว้นวรรค และความชัดเจนนี้มาแน่ชัดอีกครั้งจากการยืนยันของ คุณวิชัย นภารัศมี ผู้ศึกษาชีวิตและผลงานของ จิตร ภูมิศักดิ์ มาช้านาน โดยคุณวิชัยได้ยืนยันมาว่า ‘พรภิรมย์’ เป็นนามปากกาที่ใช้เขียนเรื่องสั้นของ ภิรมย์ ภูมิศักดิ์ และใช้ตัวอักษรติดกัน ไม่ได้เว้นวรรคว่า  พร ภิรมย์ แบบนามของนักร้องลูกทุ่ง เจ้าของเพลง ‘บัวตูมบัวบาน’ ว่าไปแล้วทั้งสองคนก็เหมือนอยู่ในยุคสมัยเดียวกัน แต่คนละวงการ กล่าวคือคนหนึ่งเป็นนักเขียน นักแปล ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นนักร้อง นักแต่งเพลง

ภิรมย์ ภูมิศักดิ์ พี่สาวของ จิตร ภูมิศักดิ์ ผู้ใช้นามประพันธ์ว่า ‘พรภิรมย์’ ในช่วงรุ่นทศวรรษ 2490-2500 เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2471 และได้ลาลับจากไปเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2555 รวมอายุ 65 ปี ภิรมย์ ภูมิศักดิ์ เกิดที่อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี เช่นเดียวกับ จิตร ภูมิศักดิ์ บิดาชื่อ นายศิริ ภูมิศักด์ มารดาชื่อ นางแสงเงิน ภูมิศักดิ์ ที่ต่อมาเมื่อหย่าขาดจากกัน ได้กลับมาใช้นามสกุลเดิมของตน คือ ‘ฉายาวงศ์’

นายศิริ ภูมิศักดิ์ มีเชื้อสายมาจากทหารเก่าแห่งวังนารายณ์ จังหวัดลพบุรี ทำงานสรรพสามิต ในช่วงที่ย้ายมาทำงานสรรพสามิตที่นครนายกได้พบรักกับ นางแสงเงิน ฉายาวงศ์ และแต่งงานกันในปี พ.ศ. 2471 ต่อมาได้ย้ายไปทำงานสรรพสามิตจังหวัดในอีกหลายแห่ง คือ ปราจีนบุรี กาญจนบุรี สมุทรปราการ และได้ย้ายไปประจำที่พระตะบอง ซึ่งในสมัยนั้นยังเป็นดินแดนของสยาม อย่างไรก็ตาม ความรักของคนทั้งสองได้ยุติลงที่พระตะบอง เนื่องจากนายศิริเป็นคนเจ้าชู้

ในหนังสืออัตชีวประวัติเรื่อง คิดถึงแม่ – คิดถึงน้อง ภิรมย์ ภูมิศักดิ์ หรือที่ต่อมาผมเรียกด้วยความคุ้นเคยว่า “พี่ภิรมย์” ได้เขียนเล่าถึงความร้าวรานบางตอนไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า

“คุณแม่ไม่เคยได้รับรักเดียวใจเดียวจากผู้เป็นที่รัก ปีแล้วปีเล่าที่ต้องทนขมขื่นกับความรู้สึกกลัดหนอง เมื่อทั้งรู้ทั้งเห็นว่า ผู้ที่ตนรักเอาใจไปแบ่งปันให้หญิงอื่น…”

นางแสงเงิน ฉายาวงศ์ ผู้เป็นแม่นั้น แต่เดิมเป็นบุตรสาวของเถ้าแก่ร้านโชห่วยแห่งหนึ่งในจังหวัดนครนายก หลังจากเกิดปัญหาครอบครัวและแยกทางกันที่พระตะบอง นางแสงเงินได้ย้ายไปอยู่ที่ลพบุรี เปิดร้านขายเสื้อผ้าเพื่อหาเงินส่งลูกสาว (ภิรมย์) และลูกชาย (จิตร) เรียนหนังสือ จนต่อมาได้เข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ และ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้ศึกษาจนจบที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ประวัติวรรณกรรมไทยสมัยใหม่ ส่วนใหญ่จะรู้จักแต่ชื่อเสียงของ จิตร ภูมิศักดิ์ แต่หารู้จักชื่อเสียงของ ภิรมย์ ภูมิศักดิ์ ไม่ ผลงานส่วนใหญ่ของ ‘พี่ภิรมย์’ จะเป็นงานประพันธ์ด้านเรื่องสั้นในนามปากกา ‘พรภิรมย์’ และต่อมาเท่าที่ทราบก็คือได้ใช้นามปากกา ศรีติ ภูริปัญญา แปลนวนิยายอินเดียเรื่อง โคทาน ที่จิตร ภูมิศักดิ์ เคยแปลไว้ในนามปากกา ‘ศรีนาคร’ จิตรแปลไม่จบ แปลไว้ได้เพียงภาคแรก ‘พี่ภิรมย์’ จึงได้แปล โคทาน ภาคสองต่อจนจบ นวนิยายเรื่อง โคทาน เป็นผลงานเรื่องเยี่ยมของ ‘เปรมจันท์’ และ ผลงานแปลเรื่อง โคทาน เป็นผลงานแปลร่วมกันของพี่น้องตระกูล ‘ภูมิศักดิ์’ ผู้น้องแปลก่อน ใช้นามปากกาว่า ‘ศรีนาคร’ ส่วนผู้พี่มาแปลต่อจนจบบริบูรณ์ ใช้นามปากกาว่า ‘ศรีติ ภูมิปัญญา’

เมื่อชัดเจนว่า ‘พรภิรมย์’ เป็นนามปากกาที่ใช้เขียนเรื่องสั้นของ ภิรมย์ ภูมิศักดิ์ แม้จะเคยเห็นผลงานในนามปากกานี้อยู่บ้างที่นิตยสาร สยามสมัย และ กะดึงทอง แต่ผู้ที่ให้ความชัดเจนมากขึ้นในเวลาต่อมา คือ คุณวิชัย นภารัศมี ผู้รู้เรื่องเกี่ยวกับชีวิตและงานของจิตร ภูมิศักดิ์ จากการศึกษาเอกสารชั้นต้นอย่างจริงจัง ครั้งหนึ่งสมัย ‘ปิดลับ’ เขาเคยทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการของผมอยู่ที่นิตยสาร โลกหนังสือ  โดยใช้นามปากกาในครั้งนั้นว่า ‘คุณธรรม สูงสกุล’ ‘แม่ขวัญข้าว’ และ ‘เมือง บ่อยาง’

ผมได้เขียนไปถามคุณวิชัย นภารัศมี ว่าเคยพบผลงานเรื่องสั้นของ ‘พี่ภิรมย์’ จากเอกสารชั้นต้นอย่างไรบ้าง และนามประพันธ์นี้ของ ‘พี่ภิรมย์’ เขียนใช้ตัวอักษรติดกัน หรือเว้นวรรค

คุณวิชัย นภารัศมี ได้สละเวลาตอบมาถึงผมเกี่ยวกับผลงานประพันธ์ของ ‘พี่ภิรมย์’ ดังข้อความในจดหมายฉบับนี้

เรียน พี่สุชาติ ที่เคารพ

เท่าที่อ่านพบนะครับ นามปากกาพี่ภิรมย์ ภูมิศักดิ์ ใช้ว่า ‘พรภิรมย์’ เขียนติดกัน เห็นที่แยกเป็น ‘พร ภิรมย์’ ก็มีแต่เฉพาะเรื่อง จำปาขาวที่หาดคำ เรื่องเดียว ซึ่งเข้าใจว่าคนวาดภาพประกอบโปรยหัวเรื่องสั้น (ชื่อ) และผู้แต่ง (พรภิรมย์) คลาดเคลื่อนครับ

ส่วนรายชื่อเรื่องสั้นของพี่ภิรมย์ เท่าที่พบแล้ว

  1. แรงรักยังไม่สิ้น: สยามสมัย ปีที่ 7 ฉบับ 360 จันทร์ 5/4/2497
  2. ผู้อยู่ในเงามืด: สยามสมัย ปีที่ 8 ฉบับ 376 จันทร์ 26 กรกฎาคม 2497
  3. เกมชีวิต: สยามสมัย ปีที่ 9 ฉบับ 422 จันทร์ 13 มิถุนายน 2498
  4. รักอินฟินิตี้: สยามสมัย ปีที่ 10 ฉบับ 479 จันทร์ 16 กรกฎาคม 2499
  5. อังกาบสีปูน: สยามสมัย ปีที่ 8 ฉบับ 389 (ภาพปกหนังสือ หัวคนบังวันที่ ไม่สามารถระบุได้)
  6. อันสืบเนื่องมาจาก…รัก: อิสาน ปีที่ 2 เล่มที่ 4 พ.ศ. 2495
  7. วิมานเมฆ: สตรีสาร  ปีที่ 10 ฉบับ 227 ต้นธันวาคม 2500
  8. ศรัทธาไม่ควรจะสิ้นสูญ: แม่ศรีเรือน ฉบับที่ 68 ปักษ์ต้น กุมภาพันธ์ 2502
  9. สัญญาในอุดมการณ์: ศรีสัปดาห์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 89 ศุกร์ 8 พฤษภาคม 2490
  10. จำปาขาวที่หาดคำ: อิสาน ปีที่ 3 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2496
  11. ดอกจานกิ่งสุดท้าย: อิสาน ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 กุมภาพันธ์ 2497

น่าจะยังมีเรื่องสั้นอื่นๆ อีกของพี่ภิรมย์ที่ตีพิมพ์ใน สตรีสาร, แม่ศรีเรือน หรือ ศรีสัปดาห์  ที่ยังค้นหาไม่พบ

ขอโทษพี่สุชาติด้วย ตอบช้าไปหน่อย

ด้วยความเคารพ

วิชัย

ผลงานประพันธ์ของ ‘พรภิรมย์’ น่าจะยังมีกระจัดกระจายอยู่ตามสิ่งพิมพ์ต่างๆ อีก และยังไม่เคยมีการรวบรวมพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก นักเขียนไทยในอดีตทั้งบุรุษและสตรีที่มีผลงานกระจัดกระจายอยู่ตาม ‘เอกสารชั้นต้น’ ต่างๆ นั้นมีอยู่มากมาย และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประวัติวรรณกรรมไทยสมัยใหม่ขาดตกบกพร่องจนมองไม่เห็น ‘ภาพรวม’ อย่างเป็นระบบ และส่วนใหญ่ก็ถูกลืมเลือนไปแล้ว โดยที่ยังไม่เคยมีการบันทึกไว้อย่างเป็นเล่มหนังสือแต่ประการใด ทั้งๆ ที่ประวัติของคำว่า ‘ร้อยแก้วแนวใหม่’ [prose narrative] ของสยามประเทศได้ถือกำเนิดเกิดมาตั้งแต่สมัย หนังสือจดหมายเหตุ Bangkok Recorder ของ ‘หมอบรัดเลย์’ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2387

นามปากกา ‘พรภิรมย์’ คืออีกตัวอย่างหนึ่งที่ปรากฏ ขนาดชื่อนี้อยู่ในระดับ somebody เพราะเป็นพี่สาวของ จิตร ภูมิศักดิ์ แต่แวดวงในบ้านเราก็เหมือนจะรู้จักแต่ผลงานน้องชายเสียมากกว่า

เรื่องสั้น บนเส้นทางเดียวกัน เป็นชิ้นงานใหม่ที่ค้นพบในนิตยสาร กะดึงทอง เมื่อ พ.ศ. 2497 และอยู่นอกเหนือจากข้อมูลที่ คุณวิชัย นภารัศมี ได้ให้รายชื่อมา จากเอกสารชั้นต้นที่ปรากฏ เรื่องสั้น บนเส้นทางเดียวกัน ชิ้นนี้พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร กะดึงทอง ฉบับที่ 14: พฤศจิกายน พ.ศ. 2497 นิตยสารรายเดือนฉบับนี้เป็นหนึ่งในสื่อสิ่งพิมพ์ของบริษัทไทยพาณิชยการ จำกัด ที่ก่อตั้งโดย นายอารีย์ ลีวีระ ในช่วงต้นทศวรรษ 2490 โดยมี นายมาลัย ชูพินิจ เป็นที่ปรึกษา นายไชยงค์ ชวลิต เป็นผู้อำนวยการ นายสาทิศ อินทรกำแหง เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา (ก็ ‘สาทิศ’ คนเดียวกับที่ต่อมาในช่วงทศวรรษ 2530 มีชื่อเสียงในเรื่อง ‘ชีวจิต’ นั่นแหละครับ) บริษัทไทยพาณิชยการ จำกัด มีสำนักงานอยู่ที่เลขที่ 308 ถนนสีลม (ด้วยเหตุนี้ในแวดวงจึงเรียกกันว่า ‘วิกสีลม’)  ราคาจำหน่ายของนิตยสาร กะดึงทอง รายเดือนในช่วงทศวรรษ 2490 จำหน่ายปลีกเล่มละ 5 บาท รูปเล่มหน้าตาของนิตยสารรายเดือนฉบับนี้ ผมเข้าใจว่าคงจะสร้างความบันดาลใจให้บริษัทสยามรัฐจำกัด ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จัดทำนิตยสาร ชาวกรุง รายเดือน ออกมาในช่วงปลายทศวรรษ 2490

เรื่องสั้น บนเส้นทางเดียวกัน ของ ‘พรภิรมย์’ ที่นำมาเป็น ‘เรื่องสั้นตามใจชอบ’ ครั้งนี้ได้ถูกจัดให้เป็น ‘เรื่องประกวดที่คัดเลือกแล้ว’ ของนิตยสาร กะดึงทอง ในสมัยนั้น

เนื้อหาของเรื่องสั้นโดย ‘พรภิรมย์’ ชิ้นนี้จัดได้ว่าอยู่ในกลุ่มการประพันธ์แนว ‘เพื่อชีวิต’ ของนักเขียนสตรีในช่วงยุคทศวรรษ 2490 ที่จัดว่าเป็นเสมือนยุคบุกเบิกของแนวทาง ‘วรรณกรรมเพื่อชีวิต’ และเราจะเห็นตัวละครในแบบอุดมคติ (idealistic) มากกว่าตัวละครในแบบชีวิตจริง (realistic) ปฏิมา (image) ของตัวละครที่ปรากฏค่อนข้างไม่ค่อยสมจริง และออกไปทาง didactic (สั่งสอน) เหมือนเช่นเดียวกับนักเขียนแนว ‘เพื่อชีวิต’ ในรุ่นบุกเบิกอีกหลายคน

การชำระต้นฉบับ ‘เรื่องสั้นตามใจชอบ’ ครั้งนี้ได้คงสำนวนภาษา สะกดการันต์ และวรรคตอนไว้ตามที่ปรากฏครั้งแรกทุกประการ

6 กันยายน 2562


บนเส้นทางเดียวกัน

พรภิรมย์

วุฒทนีย์ถอนใจยาวอย่างเหนื่อยอ่อน…หล่อนทรุดตัวลงนั่งหน้าเตียงนอน  ฝนซึ่งกระหน่ำราวฟ้าจะรั่วและพายุร้ายเริ่มสงบลงแล้ว จิตใจของหล่อนยังตื่นตระหนกต่อเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เพิ่งผ่านพ้นมา เอื้อมมือหยิบกระเป๋าถือบนหัวเตียง เมื่อเปิดออก มือของวุฒทนีย์สั่นระริก ธนบัตรสีแดงพับหนึ่งอยู่ในนั้น มันยังคงพับอยู่เรียบร้อย หล่อนหยิบออกมาอย่างเลื่อนลอย ใจหวนนึกถึงภาพที่เขา…ชายแปลกหน้าหยิบยื่นยัดเยียดให้แก่หล่อน ใบหน้าและดวงตาของเขาดูดุ แกมบังคับเสียเหลือเกิน…จนหล่อนต้องจำใจยอมรับมันมา

“รับไปสิ วุฒทนีย์ จะกลัวอะไร รับเงินนี้ไปใช้ในสิ่งที่จำเป็น ผมขอร้องคุณอย่าริอ่านทำงานอย่างนี้อีก” แล้วเขาก็ผละไป

ไฉน ! บุคคลแปลกหน้าจึงบังอาจสั่งสอนหล่อนถึงปานนี้

น้ำตาของวุฒทนีย์ซึ่งไหลซ่อนอยู่หลังม่านตาเริ่มเอ่อล้นและไหลลงอาบแก้ม ความเข้มแข็งของจิตใจที่ถูกปลุกขึ้นมาตลอดระยะเวลา ๓-๔ ชั่วโมงนี้เริ่มจางหายไป แต่มิได้หมายความว่าหล่อนจะกลับเปนคนอ่อนแอ ยอมตัดสินใจทำสิ่งโง่ๆอย่างนั้นอีกต่อไป ไม่มีวันที่หล่อนจะทำอย่างนั้น อย่างที่ชายแปลกหน้าดุ ได้พบและทราบถึงสภาพที่หล่อนกำลังจะเปน

หล่อนยืดตัวตรงหน้ากระจกบานเก่าคร่ำ แม้คราบน้ำตาซึ่งหล่อนพยายามเช็ดจะยังไม่เหือดแห้ง แต่หล่อนก็ยังพบว่า ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านั้น เปนภาพของผู้มีความงามจริงๆหน้ารูปไข่ จมูกโด่ง คิ้วโก่งดำเรียว ตาคม ขนตางอนช้อย ริมฝีปากได้รูป และยังมีใฝดำอยู่ใต้คางด้านซ้าย รูปร่างนั้นเล่าก็ได้สัดส่วน  ไม่มีใครปฏิเสธความงามของหล่อนได้ แม่ของหล่อนเองภาคภูมิใจนักหนาที่หล่อนสวยสมใจ แม่เคยทำให้หล่อนรู้สึกว่าความงามของหล่อนนี้เปนสมบัติติดตัวอันมีค่ามหาศาล วันหนึ่งราชรถก็คงจะมาเกย ได้แต่งงานกับคนมีหลักฐาน  มีหน้ามีตา เพราะเขาพึงใจในความสวยของหล่อน

บัดนี้ ฮะ ! ฮะ !! วุฒทนีย์สยองใจ หล่อนชิงชังความสวย สมบัติจอมปลอมของหล่อนเสียแล้ว มิใช่เพราะความสวยที่หล่อนทะนงหรอกรึที่หล่อนเกือบจะกระทำชั่ว อะไรหรือท่าน…ใช้ความสวยเปนเครื่องมือหาเงิน…เปนหญิงชั่วขายตัว แลกเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวน่ะซี ฮะ ! ช่างน่าฟังอะไรอย่างนั้น

ความรู้สึกในขณะที่หล่อนเดินเข้าไปในบริเวณบ้านหลังกะทัดรัด ทาสีเขียวอ่อนในตอนเย็นวันนี้ กระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก เมื่อนึกถึงว่าหล่อนมาทำไม เลือดฉีดสู่ใบหน้าแรงร้อนไปหมด แต่เสียงแว่วๆของเพื่อนยังตามมาปลุกปลอบอยู่เสมอ

“จะเปนอะไรไปนะ วุฒก้อ เรามีความจำเปน เธอจะต้องใช้เงิน เมื่อไม่มีรายได้ทางอื่นพอ เธอจะทำอย่างไร ถ้าเธอยังมัวถือตัวรังเกียจว่าอาชีพนี้ต่ำช้าเลวทราม เธอก็ต้องอดทน เอาน้ำลูบท้องเธอไปพลางๆก่อน ในขณะที่เธอยังสาวและสวยอย่างนี้ เธอไม่ฉวยโอกาส จะรอไว้ให้โรยเสียก่อนรึ” เสียงหัวเราะของวิลาวัณย์ ประหนึ่งจะเย้ยเยาะความคิดที่เชื่อมั่นในจารีตประเพณีของหล่อน ยังดังเสียดแทงความรู้สึกของวุฒทนีย์ตลอดเวลา

แล้วหล่อนก็หลีกไม่พ้น วิลาวัณย์ยังคงกุลีกุจอช่วยแนะนำลู่ทางแก่หล่อนอย่างเต็มใจบุคคลที่เหตุการณ์ชักนำให้ต้องตกอยู่ในสภาพอย่างนั้นแล้ว มักจะมองข้ามความผิดพลาดที่ตนต้องตกไปเปนเหยื่อแห่งอาชีพนั้น กลับชักนำบุคคลอื่นให้เห็นเปนสิ่งดีน่ายึดถือ

ความคิดยังสับสน ความสงสัยยังเกาะฝังแน่นในจิตใจของหล่อน ตนเองทำถูกแล้วหรือ?

ประตูที่ปิดอยู่ถูกเปิดเข้ามาเบาๆความตื่นระทึกดูระรัวเพิ่มขึ้นอีก เมื่อหล่อนได้เห็นชายที่เข้ามาเต็มตา คนๆนี้หล่อนเคยเห็นที่ไหน สายตาของเขาที่จ้องมองหล่อนบอกความสงสัย ประหลาดใจ ซ้ำผิดหวังแล้วก็ดุดันเสียจริงๆหล่อนมองหาที่พึ่ง ความหวาดกลัวกลับประดังเข้ามาแทนที่

“วุฒทนีย์ คุณเองน่ะหรือ” ในที่สุดเขาก็ร้องออกมาอย่างยากเย็น ใบหน้าและแววตาของหล่อนคงจะมีริ้วรอยแห่งความยุ่งยากและประหลาดใจใช่น้อย เขาจึงกล่าวอีกว่า

“คุณคงไม่รู้จักผมหรอก แต่ผมรู้จักคุณดี ผมเห็นคุณยืนรอรถแทบทุกวัน”

หล่อนอยากจะเอามือปิดหน้า อยากจะหนีไปให้พ้น ดูเถอะ! แม้จะคิดทำชั่วสักครั้งก็มีคนรู้จักพบเห็น วุฒทนีย์ถอยหลังไปยืนพิงหน้าต่าง หล่อนอยากจะตะโกนให้กึกก้อง ว่าดิฉันไม่อยากจะบำเพ็ญตนอย่างนี้จริงๆแต่ความจำเปนเหลือเกินบังคับ แต่หล่อนก็หาได้กระทำลงไปไม่

เขาก้าวตามมาใกล้หล่อน

“อย่าตกใจเลย ผมไม่ทำไมคุณหรอก ขอให้เราได้คุยกันสักหน่อย ขออภัย จะละลาบละล้วงเกินไปไหม ถ้าผมจะถามคุณว่า อะไรทำให้คุณตัดสินใจทำเช่นนี้” ตาเขาจ้องเป๋งมายังหล่อน แม้เสียงเขาจะนุ่มนวล แต่หล่อนก็ยังไม่ยอมคุ้นกับเขาอยู่ดี

“ทำไมไม่พูดบ้าง หรือผมรบกวนคุณเกินไปแล้ว ถ้าเช่นนั้นขออภัย ผมจะไปละ” เขาพ้อขึ้นเมื่อเห็นยังคงยืนก้มหน้านิ่งเฉย

“ปละ…เปล่าค่ะ” เสียงนั้นพ้นออกมาได้อย่างยากเย็น หล่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างวิงวอน

“ร้องไห้ ! คุณร้องไห้ทำไม?” เขาเลิกคิ้วทำท่าแปลกใจ

“คุณมิได้ยินดีพอใจในภารกิจของคุณหรอกรึ?” น้ำเสียงของเขาเย้ยหยันขึ้นมาในทันที

วุฒทนีย์เสียวปราบเข้าหัวใจ หล่อนพยายามกล้ำกลืนน้ำตา เปนเสียอย่างนี้แหละ ใครๆก็คงค่อนว่าผู้หญิงเอะอะก็น้ำตา แต่ในสภาพของหล่อน เมื่อใครทราบจะยังใจแข็งกล่าวหาหล่อนอย่างนั้นอีกหรือ

“ได้กรุณา อย่าเข้าใจดิฉันเช่นนั้นเลยค่ะ” หล่อนท้วงอย่างแผ่วเบา

“ลองเล่าให้ผมฟังซิ คุณคิดยังไง” น้ำเสียงของเขาดูค่อยเปนกันเองขึ้นมาบ้าง

“คุณ…คะ”

“รัตน์ ผม – – รัตน์ครับ” เขาแนะนำตัวอย่างสุภาพ

“คุณรัตน์คะ สำหรับหญิงสาวที่ไร้ความรู้ ไร้ทุนทรัพย์อย่างดิฉัน ควรจะทำอะไรดีกว่านี้ ในเมื่อกำลังต้องการเงิน” หล่อนช้อนตามองเขาอย่างจะเรียกร้องความเห็นใจ

“ดิฉันรู้ตัวดีว่ามีแต่ความสวย ความสวยเปนสมบัติอย่างเดียวจริงๆคิดทะนงหลงผิดมานานนม ว่าตัวเองคงไม่ยากแค้นลำเค็ญอะไร ความสวยคงจะเปนประโยชน์ช่วยตัวได้เปนอย่างดี อย่างที่ใครๆเคยได้รับผลมาแล้ว” เสียงของหล่อนยังสะอื้นและสั่นเครือ

อารมณ์ของชายหนุ่มเริ่มอ่อนลง เขาปล่อยตัวให้ตกอยู่ในภวังค์ของเรื่องราวนี้โดยสิ้นเชิง

“ต่อไป วุฒทนีย์”

“แต่เหตุการณ์มิได้เปนดังที่คาดหวัง คุณรัตน์คะ แม่หมายมั่นปั้นมือจะให้ลูกสาวได้เปนคุณนายของผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ หรือผู้มีเกียรติมีเงินทั้งหลาย แต่ความหวังนั้นเปนความหวังล้มๆแล้งๆ ไม่มีใครหรอกที่จะหลงงมงายเทิดทูนบูชาอยู่กับความสวยงามอย่างเดียว คุณสมบัติ ทรัพย์สมบัติ ควรจะอยู่ควบคู่กันมาด้วยมิใช่หรือคะ แต่ดิฉันมิได้มีสิ่งเหล่านั้น เพราะหลงระเริงกับความสวยความงาม ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยมิได้กอบโกยเล่าเรียนวิชาความรู้ไว้เลย..คิดว่าความสวยเปนสิ่งประดับกายที่มีค่าอนันต์อยู่แล้ว…ความรู้เพียงชั้นมัธยมปีที่ ๒ ดิฉันจะสามารถทำอะไรได้” หล่อนผ่อนลมหายใจยาว

รัตน์มองดูหล่อนด้วยความเข้าใจ

“รายได้จากการไปทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งเดือนละ ๑๕๐ บาท คุณรัตน์คะ พอหรือที่จะประทังชีวิตของแม่และดิฉัน”

“อะไร ! ๑๕๐ บาทเท่านั้นรึวุฒทนีย์” เขาร้องออกมาอย่างประหลาดใจ

“ถูกแล้วค่ะ ไม่มากกว่านั้นเลย คุณรัตน์คงไม่เคยคิดว่าจะมีงานที่มีรายได้น้อยๆเช่นนั้นสินะคะ”  หล่อนยิ้มอย่างขมขื่น

เขาผงกศีรษะรับช้าๆ

ผมคิดไม่ถึงว่ายังจะมีนายจ้างคนใดที่ยังมีจิตใจแข็งแกร่งพอที่จะทนมองเห็นสภาพความอดตายของลูกจ้างในวงงานได้ ผมได้ยินเมื่อเร็วๆนี้ บางจังหวัดงานส่วนรัฐบาลเสียด้วยซ้ำที่จ้างลูกจ้างด้วยรายได้เพียงเดือนละไม่ถึงร้อยบาท ซ้ำอาหารกลางวันก็ยังไม่มีให้ น่าอนาถใจเพียงไหน นึกไม่ถึงว่าในใจกลางมหานครที่แพงหูดับไปด้วยข้าวของนานาชนิดก็ยังมีรายได้ต่ำๆอย่างนั้นเหมือนกัน”

“เราอยู่กันเพียง ๒ ชีวิต เมื่อสิ้นพ่อไปแล้ว รายได้ทางอื่นไม่มี แม่ก็ออดแอดสามวันดีสี่วันไข้ ทำให้การเงินของเราขลุกขลักมากขึ้นทุกทีๆนานวันเข้าก็สิ้นเนื้อประดาตัว ไม่มีอะไรเหลือเลย แล้วจะทำอย่างไรอีกต่อไป คุณรัตน์คะ”

“ก้อ…ก็ต้องนำความสวยงามมาใช้อย่างผิดวิธีน่ะสิ เปนหญิงชั่ว โอ๊ย ! ช่างน่าแสยงอะไรเช่นนี้”  หล่อนประณามตนเองอย่างขุ่นเคือง

“อย่าคิดมาก วุฒทนีย์ ผมดีใจที่คุณมิได้หลงกระโจนลิ่วลงสู่ความหายนะชนิดนี้ด้วยความเข้าใจผิด หรือเห็นเปนเกมหาเหยื่ออย่างคล่องและง่ายดาย ดีแล้วที่คุณเข้าใจว่า คุณเริ่มจะใช้ความสวยผิดทาง จริงแท้ ! วุฒทนีย์ ความสวยของคุณหรือของสุภาพสตรีทุกคน ควรจะมีไว้เปนที่ชื่นชูอารมณ์แก่ตนเอง และแก่บุคคลที่เปนเจ้าของ ซึ่งเปนผลกำไรสำหรับผู้ที่มีธรรมชาติอันประเสริฐข้อนี้ แต่เนื้อแท้นั้นเราหลีกหนีคุณสมบัติไปหาได้ไม่ ทุกคนต้องการคุณสมบัติควบคู่ไปกับความสวยนั้นแน่นอน”

เขาหยุดชั่วขณะ ใช้มือเชยคางของวุฒทนีย์ขึ้นเบาๆ เขามองเห็นดวงตาของหล่อนมีน้ำตาเอ่อล้น  แต่ความเคียดแค้นชิงชังต่อชีวิตค่อยจางลง

“สบายใจเสียเถอะ วุฒทนีย์ อย่าเพิ่งท้อแท้ งานของคุณผมจะหาให้ใหม่ ในเมื่อเราไม่เลือกงานว่าหนักหรือเบา ทำทุกอย่างที่เปนอาชีพสุจริต แต่มิใช่สุจริตอย่างนี้นะ” เขาพยายามยั่วให้หล่อนมีอารมณ์ดีขึ้น วุฒทนีย์ยิ้มอายๆ

“เรายังพอมีหนทางที่จะสู้อยู่ในโลกนี้ได้ วุฒทนีย์ ความยากแค้นลำเค็ญนี้แหละ คุณเชื่อไหมว่า มันกลับสอนให้เราบึกบึน กล้าสู้หน้าเผชิญกับความยุ่งเหยิงรอบด้านเรานี้ได้ ถ้าเราจะใช้สติปัญญาของเราไตร่ตรองให้ดีก่อนจะตัดสินใจทำอะไรไป”

“รับคำได้ไหม คุณจะไม่ตัดสินใจโง่ๆเช่นนี้อีก มีอะไรขัดข้องใจ ขอให้บอกให้ผมทราบก่อน เราจะได้ช่วยกันแก้ไข เรื่องงานแล้วผมจะส่งข่าวให้ทราบ” พูดจบเขาล้วงกระเป๋าเสื้อ หยิบซองหนังสีน้ำตาลออกมาเปิดหยิบธนบัตรพับหนึ่ง ส่งให้หล่อน วุฒทนีย์เบี่ยงกายหนี

“ขอบพระคุณค่ะ ที่กรุณาให้สติแก่ดิฉันนั้นพอเพียงแล้ว”

“รับไปสิ วุฒทนีย์ จะกลัวอะไร รับเงินนี้ไปใช้ในสิ่งจำเปน ผมขอร้อง แล้วคุณอย่าริอ่านทำอย่างนี้อีก” เขายัดเยียดส่งให้หล่อนแล้วก็ทำท่าจะจากไป

“อ้า? คุณรัตน์คะ คุณจะไม่- – ไม่ – -” หล่อนมองสบตาเขาอย่างเกรงใจ และเต็มไปด้วยความรู้สึกในความกรุณา

เขามองหล่อนเต็มตาและอย่างเข้าใจ เดินตรงมาจับไหล่และก้มลงจูบหล่อนเบาๆที่หน้าผาก

“จงเป็นเด็กดี วุฒทนีย์ ขอให้ผมเป็นพี่ชายที่จะคอยช่วยปกป้องคุณเอง”

น้ำตาของวุฒทนีย์ไหลพราก เขาจากไปแล้ว อา ! น้ำตาอีกแล้ว น้ำตาแห่งความปีติ น้ำตาแห่งความรู้คุณ เขาเปนใครมาจากไหนกันเล่า เทพบุตรที่ใครชอบวาดภาพกันนั้นมีจริงหรือ อ๋อ ! แน่ละ เทพบุตรนั้นมีอยู่ดาษดื่นในยามนี้ เทพบุตรที่แต่งกายโก้ ปากหวาน เข้าใจหว่านล้อมให้ใครๆตายใจ และหลงว่าเปนเทพบุตรที่มีความสุภาพบุรุษเต็มตัว แต่แล้วเบื้องปลายก็กลับกลายเปนเทพบุตรจอมปลอม วุฒทนีย์ไม่อยากเรียกผู้มีคุณของหล่อนว่าเทพบุตรอย่างนั้น เขาควรเปนนักบุญ นักบุญที่มองเห็นพรหมจารีย์ของสตรีเปนสิ่งน่าทนุถนอม เห็นความจำเป็นและความแร้นแค้นของเพื่อนมนุษย์ เปนสิ่งที่ไม่ควรจะทนดูดาย  หล่อนจะได้พบนักบุญอย่างนี้ได้ที่ไหนอีก… ใครก็ได้ที่มีจิตใจละเอียดอ่อน เอื้ออารี ปราณีต่อผู้ตกทุกข์ยาก ไม่ดูถูกซ้ำเติม…เขานั้นก็ควรจะเปนนักบุญได้

ธนบัตรพับนั้นหล่อนได้มาโดยชอบธรรม ด้วยพฤติการณ์อย่างนี้ !

รถสามล้อเครื่องพาหล่อนฝ่าละอองฝนและลมแรงมาอย่างรีบเร่ง ฝนลงแรงยิ่งขึ้น รถพาหล่อนเลี้ยวไปอีกสองสามครั้ง จึงชะลอช้าลง วุฒทนีย์แหวกม่านกั้นฝน มองดูบ้านข้างทาง รถยังแล่นต่อไปช้าๆ พอถึงที่หมายหล่อนจึงบอกให้คนรถหยุด

ผู้ขับขี่จักรยานรับเงินจากหล่อน ๑๐ บาท และหย่อนลงไปในกระเป๋าเสื้อนั้น เขาระลึกถึงว่า ในกระเป๋านั้น ธนบัตรใบละ ๒๐ ได้คอยอยู่ในนั้นแล้ว เขาได้มาอย่างแปลกประหลาดเหลือเกิน เงิน ๒๐ บาทที่ได้รับจากชายหนุ่มท่าทางสุภาพ เพื่อเปนรางวัลในการพิทักษ์และพาสุภาพสตรีผู้นี้มาส่งโดยเรียบร้อย

“น้องชายช่วยพาคุณผู้หญิงที่จะออกมา ไปส่งบ้านให้เรียบร้อยด้วยนะ เอ้า ! นี่แน่ะไว้เปนค่าขนม”  สุภาพบุรุษผู้นั้นยื่นธนบัตรสีเขียวใหม่เอี่ยมให้เขารับมาอย่างงุนงงเต็มที

อา ! เงินสามสิบบาทในการพาสุภาพสตรีสาวสวยผู้นี้มาส่งบ้าน ช่างง่ายดายอะไรเช่นนี้ หัวใจเขาพองโตจนคับอก ถ้ามันเด้งดังออกมาเปนภาษาพูดได้ เขากลัวเหลือเกินว่า คุณผู้หญิงผู้นี้จะได้ยิน

“พวงเอ๋ย วันนี้โชคเราดีเหลือเกิน เงิน ๓๐ บาทนี้เราจะได้เก็บรวบรวมไว้ส่งยายคำแกไงล่ะ !”   – – – เพราะตนเองได้รับความเอื้ออารีจากบุคคลอื่นโดยไม่คาดฝัน – – จึงทำให้นึกถึงความทุกข์ยากของผู้อื่น – – นึกถึงการช่วยเหลือที่ตนควรจะได้หยิบยื่นให้แก่เขาบ้าง ความหวาดกลัวในบุคคลแปลกหน้าอันตรธานไปสิ้น

“เข้ามาหลบฝนเสียก่อนก็ได้นี่จ๊ะ ฝนหนักลงทุกทีแล้ว” หล่อนชี้มือเข้าไปที่ใต้ถุนสูง

“ที่นั่นพอจะจอดรถได้กระมัง”

“ขอบพระคุณครับ ผม – – ผมจะรีบไป”

“ไปยังไงกันได้จ๊ะ แน่ะ ฝนตกใหญ่แล้ว” หล่อนยังคงแสดงความหวังดีอีกต่อไป

ในความมืด…สลับด้วยแสงไฟจากรถของเขา นายจันทร์ได้เห็นแววตาอันเปี่ยมไปด้วยแววเห็นใจคู่นั้น ทำให้เขาตัดสินใจพักหลบฝนอย่างเต็มตื้น

วุฒทนีย์ลงกลอนประตูอย่างระมัดระวัง นางพร้อมเอ่ยถามลูกสาวขึ้นเบาๆ

“ดูประตูนอกเรียบร้อยแล้วหรือลูก” ในยามค่ำคืนอย่างนี้ สำหรับครอบครัวที่อ้างว้าง ปราศจากชายอกสามศอก มันช่างเงียบเหงาน่าหวั่นใจนี่กระไร แต่ค่ำวันนี้ ความรู้สึกของสองแม่ลูกเจิดจ้าอย่างแปลกประหลาด ความกลัวดูลดน้อยลงไป เพราะมีความรู้สึกอื่นมาแทนที่

สองแม่ลูกเกือบสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงคนเรียกอยู่ข้างนอก

“คุณครับ ผมจะลาละครับ”

จริงซี วุฒทนีย์เองก็เพลินคุยกับมารดาจนจะลืมว่า หล่อนได้เอ่ยปากให้คนแปลกหน้าอาศัยหลบฝนอยู่ใต้ถุนเรือน

หล่อนเปิดประตูออกไป นายจันทร์คนรถสามล้อนั่งเรียบร้อยอยู่ตรงหัวบันได

“ฝนยังไม่หาย จะกลับละหรือ?” หล่อนเอ่ยถามเบาๆ

“ครับ พอจะไปได้แล้ว แค่นี้เปนพระคุณอย่างสูง กระผมไม่ลืมเลย” วุฒทนีย์เย็นวูบในความรู้สึก

“ผมจะรีบออกไป เผื่อว่าจะได้รับใครอีกบ้าง”

“นายจันทร์ออกรับคนจนดึกเสมอรึจ๊ะ” นางพร้อมค่อยๆเขยิบออกมาใกล้ประตู

“ผมออกเสมอครับ เพราะลำพังกลางวันหาเงินได้ไม่พอ”

“รถของนายจันทร์เองเหรอ” วุฒทนีย์เกิดนึกอยากรู้เรื่องของคนขับรถน่าเซ่อๆคนนี้ขึ้นมา

“ผมเพิ่งซื้อ แต่เงินไม่ใช่ของผมหรอกครับคุณ กู้เขาน่ะ” เขาถอนหายใจหนักๆ

“กู้ที่ไหน” วุฒทนีย์ทึ่งในความสามารถของคนขับรถครามครัน

“แถวใกล้ๆบ้านผมแหละครับ เจ้าของเงินเขารู้จักเราและคิดว่าเราคงไม่คดโกงเขา เขาก็เต็มใจให้  คุณครับ ดอกเบี้ยร้อยละ ๒๐ ต่อเดือน ทำไมเขาจะไม่ยินดีกอบโกยให้” เสียงนายจันทร์ขาดห้วนลงไป

“อุ๊ย ! ร้อยละ ๒๐ แล้วนายจันทร์ทำยังไง ให้เขาพอรึ” แววตาวุฒทนีย์ฉายความตระหนกอย่างชัดเจน

“สำหรับผมเขาให้ทำสัญญาว่า กู้เงินเขาหนึ่งหมื่นบาท จะต้องผ่อนส่งเขาเดือนละพันห้าร้อยบาท เปนเวลาสิบเดือนพอดี ถ้าส่งไม่ได้ตามสัญญาเขาจะยึดรถ”

“แล้วนายจันทร์ทำให้เขาได้ไหวไม๊”

“นี่เปนเดือนที่สองครับ หวุดหวิดเหลือเกิน เพราะรายได้ไม่มากแต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นทุกวัน แย่เหลือเกิน ผม, ลูกหนึ่ง, เมีย และยังอยู่ในท้องอีก”

ดวงตาที่จ้องดูภาพงามในกระจกนั้น จ้องเขม็งนิ่งราวกับบุคคลผู้เปนเจ้าของจะไม่มีความรู้สึกในสิ่งเฉพาะหน้า ฟ้าคำรามลั่นดังสอดแทรกเข้ามาในความครุ่นคำนึง วุฒทนีย์ตื่นจากความนึกคิด

“ฝนคงจะตกอีกกระมัง พอเสียทีเถอะ นายจันทร์ไปถึงไหนแล้ว เขาอาจจะเปียกปอน

แล้วก็หาเงินไม่ได้” จิตใจของหล่อนยังละเอียดอ่อนแผ่เมตตาต่อบุคคลอื่นดังเดิม

เขา…นายจันทร์จะต้องถีบรถงกๆเงิ่นๆพยายามหาเงินไปส่งเจ้าหนี้ ซึ่งมิได้มองเห็นความยากลำบาก ที่กว่าจะได้มาแต่ละบาทนั้น หมายถึงหยาดเหงื่อที่เฝ้าหยดลงมาทีละหยด จนชุ่มโชกเสื้อผ้าอันขมุกขมอมขาดวิ่นนั้นบ้าง มีปัญญาดี สมองก็ดีดลูกคิดรางแก้วที่คิดจะเอาผลประโยชน์จากที่ได้ลงทุนไป  เงินหนึ่งหมื่นจะต้องได้กลับคืนมาเปนหนึ่งหมื่นห้าพันในเวลาไม่ถึงปี และยังต้องผ่อนส่งก่อนด้วยซ้ำ เงินที่ได้รับกลับคืนมา ก็ให้คนอื่นกู้ต่อไปซี ร้อยละ ๒๐ ฮะ ! ฮะ ! ดอกเบี้ย แต่ก็ยังมีคนดีใจวิ่งหากันว้าวุ่น เขาพากันมองเห็นตัวเลขเหล่านี้น้อยเหลือเกินแล้ว

จิตใจของวุฒทนีย์มืดมนจริงๆในขณะที่คิดถึงสิ่งเหล่านี้

“แต่คุณครับ- – คนที่มีฐานะความเป็นอยู่ขนาดเดียวกัน พูดง่ายๆคนจนด้วยกันนี่แหละ ยังมีความเห็นอกเห็นใจกันและยอมเสี่ยงให้ความเชื่อใจ ยอมให้กู้เปนเรือนหมื่น…แต่ถ้าเปน คนรวยแล้ว อย่าไปหวังได้อะไรจากท่านเลย เมินเสียเถอะ ท่านจะได้ไล่ออกจากบ้านไม่ทัน เขาจะมาเชื่อหน้าอะไร ผมเปนใครมาจากไหน ไม่มีหลักทรัพย์อะไรประกันจะได้มาคดโกงเขาเสียปะไร นี่เจ้าของเงินไม่ใช่ผู้ลากมากดีอะไรหรอกครับ” เสียงอันเนิบนาบบอกความปวดร้าวของนายจันทร์ยังคงสอดแทรกขึ้นมาให้หล่อนได้ยินอยู่อีก

ในชั่วระยะเวลาอันสั้น หล่อนได้มองเห็นสภาพภายนอกบ้านแจ่มชัดขึ้น…ทุกชีวิตมิได้มีวิถีทางเดินคล้ายคลึงกันในด้านที่มีทุกสิ่งสมดังปรารถนา มีความสุขสมใจ…ขณะที่ชนกลุ่มน้อยกำลังเริงสำราญกับสิ่งบำรุงบำเรอความสุขนานาชนิด ชนอีกกลุ่มหนึ่งมีวิถีทางเดินที่คล้ายคลึงกันในลักษณะที่ขาดแคลนต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องต่อสู้ ดิ้นรน ! และกระทำทุกวิถีทางเพื่อจะยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงในโลกนี้…นายจันทร์จะต้องขะมักเขม้นอย่างคร่ำเคร่งกับการตระเวนหาคน เพื่อให้ได้เงินมามากพอที่จะยังชีวิตลูกเมียและตนเอง และยังจะต้องให้มากพอที่จะส่งคืนแก่เจ้าหนี้ที่ใจดียอมให้กู้เงินด้วยอัตราดอกเบี้ยแพงหูดับ ตาแก่อะไรคนหนึ่ง ยังจะต้องทรงกายหาบของเปะปะขายไปทุกตรอกทุกซอก เพียงเพื่อหาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง และมิหนำยังมีเจ้าหลานตัวน้อยๆ มาพ่วงข้างเข้าอีก แม้หล่อนเองรายได้ก็ยังไม่พอใช้จ่ายในครอบครัวด้วยซ้ำ

…แต่ทุกคนยังต้องมีชีวิตอยู่ และจำต้องอยู่ อยู่ได้เพราะความอดทน สู้…สู้ต่อไปบนเส้นทางสายนี้ สายที่ผู้เดินมีลักษณาการคล้ายกันในการขาดแคลนต่อทุกสิ่งทุกอย่างเช่นนี้ มันเปนทางสายยาวที่ไม่มีวันจะสิ้นสุดลงได้เลย หากไม่มีสิ่งใด หรือไม่มีใครมากำหนดหยุดยั้งมันลงเสียบ้า – – – เพราะทางสายนี้มิได้เปนทางเปลี่ยว กลับเปนทางที่มีผู้คนเดินคลาคล่ำจำนวนมาก หากแต่ว่า ช่างรกคดเคี้ยวแสนยากลำบากเสียเหลือแสน มันจะไม่มีวันสิ้นสุดแน่นอน เพราะในขณะที่เรายังมิได้เบิกทางรกให้เปนทางเรียบ แต่สมาชิกของเราที่จะมาเดินร่วมในเส้นทางสายนี้ทวีปริมาณยิ่งขึ้นทุกวัน


พิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร กะดึงทอง รายเดือน ฉบับที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2497

บริษัทไทยพาณิชยการ จำกัด เจ้าของ

นายไชยยงค์ ชวลิต ผู้อำนวยการ

นายสาทิส อินทรกำแหง บรรณาธิการ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา

Author

สุชาติ สวัสดิ์ศรี
นักเขียนไทยกว่าครึ่งค่อน โดยเฉพาะสายวรรณกรรมสร้างสรรค์ ทั้งผลิตเรื่องสั้นและนวนิยายในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา แทบปฏิเสธไม่ได้ว่าล้วน ‘ผ่านมือชาย’ ที่ชื่อสุชาติ สวัสดิ์ศรี ผู้เป็นเสมือนครูใหญ่แห่งโรงเรียนวรรณกรรมไทยโดยแท้