WAY of WORDS: หมู่บ้านวิกาล - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

WAY of WORDS: หมู่บ้านวิกาล

ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามันเริ่มต้นเมื่อไรสำหรับทุกคน สำหรับการรับรู้ส่วนตัวถึงเรื่องนี้ของแต่ละคนนั้นก็คงจะต่างคนต่างสัมผัสรู้สึกต่อตัวเองโดยปัจเจก

กระทั่งเมื่อเรามาสังเกตร่วมกันในค่ำคืนหนึ่งเมื่อทุกคนในซอยนั้นออกมาจากเคหสถานของตนแทบจะพร้อมเพรียงกันนั่นแหละ ชาวบ้านจึงเริ่มใส่ใจไต่ถาม ก่อนจะตระหนกกันในตอนนั้นเมื่อพบว่าพวกเราชาวหมู่บ้าน หรือจะเรียกกันตามจริง คือประชากรผู้อาศัยในซอยเสนารัตน์ ๒๒ ทุกคนต่างมีอาการเดียวกันไม่ว่าเด็กผู้ใหญ่หรือคนชรา บุรุษสตรีตลอดจนเพศทางเลือก ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร พ่อค้านักธุรกิจ พนักงานรัฐวิสาหกิจและลูกจ้างเอกชน หรือแม้กระทั่งคนสติอ่อนปัญญาพร่องในซอย ก็มีอาการเดียวกันอย่างทั่วหน้า จะมีเว้นก็เพียงส่ำสัตว์แมวหมา

สำหรับข้าพเจ้าแล้ว พบว่าอาการของตัวเองเริ่มต้นเมื่อวันอังคารที่ 2 มกราคม 2561 ที่จำได้แม่นยำก็เพราะเป็นวันต่อเนื่องจากปีใหม่ซึ่งยังเป็นวันหยุดอยู่ สำหรับเทศกาลเถลิงศกที่นับแต่เริ่มวันแรกที่ถือเป็นวันหยุดของบริษัท ข้าพเจ้าแน่ใจว่าไม่ได้ออกจากบ้านไปไหน นอกจากตั้งใจนอนให้เต็มอิ่มเต็มตื่นเหมือนจะชดเชยการนอนที่บกพร่องมาตลอดปี ตื่นขึ้นมาฉลองศักราชใหม่ด้วยการดื่มสุราหน้าจอข้ามปีร่วมกับมิตรสหายในเฟซบุ๊คจนหลับไปเมื่อใกล้รุ่ง ฟื้นตัวขึ้นมาอีกทีก็ในช่วงบ่ายแก่ๆ วันแรกของปีใหม่ กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและอาหารกระป๋องที่ควานหาได้ในบ้านแล้วหลับไปอีก จนกระทั่งตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อสายของวันที่ 2 เมื่อเห็นว่าอาหารการกินที่ซื้อตุนไว้เริ่มร่อยหรอ ข้าพเจ้าก็เดินออกจากบ้านไปร้านสะดวกซื้อที่อยู่ปากซอยถัดออกไป

เมื่อนั้นเอง อาการคันคะเยอเหมือนถูกทิ่มแทงด้วยเข็มขนาดเล็กเท่าเส้นผมก็เริ่มสัมผัสผิวหนังทันทีเมื่อต้องแสงแรกของปีพุทธศักราช 2561 (เรามาพบภายหลังว่ามันเกิดกับเฉพาะเมื่อสัมผัสต่อแสงอาทิตย์ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่โชคชะตายังพอจะกรุณาเราบ้าง เพราะอย่างไรนั้นเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังต่อไป)

หะแรก ข้าพเจ้าคิดไปว่าคงเพราะร่างกายหมักหมมโสโครกจากการไม่ได้อาบน้ำมาตั้งแต่ปีก่อน หรืออาจจะเพราะเสื้อกางเกงอับชื้นมีเชื้อราด้วยไม่ได้ตากแดดตากลมในที่โล่ง แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม ข้าพเจ้าคันยิบๆ ตามผิวหนังจนทนไม่ไหว จากความคันคะเยอก็พัฒนากลายไปเป็นความรู้สึกแสบร้อนและเจ็บปวดราวกับถูกแทงด้วยเข็มเผาไฟ ต้องรีบวิ่งเข้าไปในร้านสะดวกซื้อซึ่งเป็นที่หมาย ก็พบว่าอาการคันคะเยอปวดแสบปวดร้อนนั้นก็เริ่มลดลง ในตอนนั้นยังสงสัยว่าอาจจะเพราะลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่ช่วยทุเลาอาการ ซึ่งเรามาพบภายหลังว่ามันไม่เกี่ยวกันเลย

ไม่เกี่ยวกัน เช่นเดียวกับที่ไม่เกี่ยวกับการไม่ได้อาบน้ำหรือเสื้อผ้าซักไม่สะอาด ข้าพเจ้าตัดความน่าจะเป็นต่างๆ และแน่ใจว่าอาการคันและแสบร้อนนี้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อผิวหนังต้องแสงอาทิตย์ ในเช้าวันทำงานวันแรก พุธที่ 3 มกราคม 2561 เมื่อสังเกตด้วยตัวเองว่า ในอาคารที่ทำงานซึ่งมีสภาพทุกอย่างเหมือนกันหมด แต่หากอยู่ตรงส่วนโถงอาคารที่มีแสงอาทิตย์ผ่านลอดเข้ามาได้แล้ว ร่างกายจะพลันแสบร้อนดังเช่นที่กล่าวไปนั้น แต่เมื่อเข้ามาในส่วนสำนักงานที่มีเพียงแสงสังเคราะห์จากหลอดไฟฟ้า แม้ความสว่างจะมากกว่า แต่ก็หาได้ก่อความระคายใดแก่ผิวหนัง และเมื่อทดลองซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง ก็แน่ใจได้เลยว่า สาเหตุมาจากแสงสว่างจากดวงอาทิตย์เท่านั้นที่กระตุ้นอาการแสบร้อนคันคะเยอ โดยไม่มีเหตุปัจจัยอื่นอีกเลย

เมื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันแล้ว ประชากรในซอยเราก็น่าจะรับรู้ข้อเท็จจริงนี้ได้ด้วยวิธีไม่ต่างกันเท่าไร และเชื่อว่าหลายบ้านหลายครอบครัวคงจะทำสิ่งเดียวกันทันทีที่เริ่มรู้สึกถึงปัญหา คือการไปพบแพทย์ เพื่อจะทราบถึงความผิดปกติอีกอย่างหนึ่งของอาการอันจำเพาะนี้ นั่นคือร่างกายของพวกเราไม่ปรากฏอาการใดๆ ในทางการแพทย์ ไม่มีร่องรอย ผด ผื่น ปื้น หรือสิ่งสำแดงใดๆ บนผิว ไม่มีแม้แต่การเปลี่ยนสีแม้แต่น้อย ให้ตรวจสอบอย่างไรในทางการแพทย์ละเอียดแค่ไหนทันสมัยเพียงไร ก็ไม่พบข้อบ่งชี้ใดๆ ว่าคุณแสบคัน นอกจากสีหน้าอาการอันปวดคันแสบร้อนทรมานที่ช่วยยืนยันว่าคุณไม่ได้โกหก

หลายท่านเสริมในตอนนี้ว่า สำหรับโรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง หลังจากที่แพทย์โรคผิวหนังและสาขาอื่นๆ ที่อาจจะเกี่ยวข้องไม่อาจหาสมมุติฐานอาการโรคได้ เมื่อเขาตรวจคุณแทบทุกระบบร่างกายแล้วหาไม่พบคำตอบ ก็จะทำการส่งตัวไปไต่สวนยังแผนกจิตเวช ด้วยประเด็นสุดท้ายว่าผู้ป่วยอาจจะเป็นโรคผิดหลง หรือจิตหลอนว่ามีอะไรบนผิวหนังหรือโรคเครียดทางจิตประการใดที่ทำให้การรับรู้ของผัสสะผิวหนังบกพร่อง ส่วนใหญ่ได้ยามากินบ้าง แต่ก็หาได้บรรเทาอาการใดๆ ผู้ให้ข้อมูลนี้สรุปว่า ยาคลายเครียดที่ได้มากินนั้นอาจจะทำให้หายเครียด แต่ไม่ช่วยให้หายคัน คำตอบของเขาทำให้คนที่ตัดสินใจจะไปพบจิตแพทย์นั้นเปลี่ยนความคิด

เมื่อวิทยาศาสตร์การแพทย์ไม่สามารถให้คำตอบได้ เหตุผลข้อสงสัยเหนือจริงต่างๆ ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายและตีตกไปทีละข้อ เช่นเราอาจจะเป็นโรคระบาดชนิดใหม่ที่ทางการแพทย์ยังสืบไม่ทราบค้นไม่พบ มันอาจจะเป็นเชื้อโรคที่ถูกสังเคราะห์สร้างขึ้นมาด้วยนาโนเทคโนโลยี หรือชีวอาวุธของพวกประเทศมหาอำนาจ (ในตอนนี้นักทฤษฎีสมคบคิดเริ่มแตกคอกัน บ้างก็เชื่อว่าผู้อยู่เบื้องหลังเป็นมหาอำนาจอเมริกันอันตราย หรืออาจจะเป็นเจ้าโลกรายใหม่แดนมังกรที่เผอเรอหรือจงใจปล่อยเชื้ออันตรายรั่วไหล แม้แต่ชี้โทษไปยังชาวยิวที่หวังจะครองโลกมาแต่ปางบรรพ์) ฝ่ายที่พยายามคิดแบบมีเหตุมีผลหน่อยก็พยายามสืบหาว่าในละแวกหมู่บ้านนั้นมีโรงงานอุตสาหกรรมหรือกิจการกิจกรรมใดที่ปล่อยพิษปล่อยภัยกระจายไปในอากาศจนเป็นส่วนหนึ่งของโรคผิวหนังที่ทำร้ายสุขภาพเราหรือไม่

ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ก็พยายามสืบไล่ย้อนหาตำนานพื้นบ้านและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ว่าชาวซอยเสนารัตน์ ๒๒ นั้นไปลบหลู่หรือกระทำผิดผีหมิ่นศาลอะไรหรือไม่ ก็พบว่าเดิมก่อนจะมาเป็นหมู่บ้านนั้นแถวนี้มีทางน้ำขนาดกว้างสักสี่เมตรชื่อว่าคลองลาด ที่ปัจจุบันถูกถมทับเป็นเพียงลำรางระบายน้ำเสีย ซึ่งอาจทำให้เจ้าพ่อหรือเจ้าแม่แห่งคลองลาดนั้นเคืองโกรธลงโทษอะไรหรือไม่ ข้อสันนิษฐานนี้ดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลยเมื่อพิจารณาว่า คลองที่ว่านั้นได้ถูกถมไปก่อนหน้านี้ร่วมสามสิบปี นับแต่ครั้งที่ซอยนี้ยังเป็นหมู่บ้านจัดสรร แต่กระนั้นชาวหมู่บ้านบางคนก็เสนอให้ตั้งศาลสักการะและทำบุญ พวกเราก็เรี่ยไรเงินกันจัดพิธีพระพิธีพราหมณ์ตั้งศาลขอขมาผีกันอย่างทุรนทุรายทุลักทุเล ก็เพราะทั้งพระและพราหมณ์นั้นเขามาประกอบพิธีให้ก็แต่เฉพาะในยามกลางวันเท่านั้น ผู้เสียสละรับหน้าที่เป็นโต้โผก็ต้องอดทนนั่งคันคะเยอปวดแสบผิวหนังกันไปในปะรำจนกว่าพิธีจะเสร็จ เช่นเดิม พิธีบวงสรวงบริกรรมตั้งศาลนั้นไม่อาจแก้ไขบรรเทาอาการของพวกเราได้

ความแปลกประหลาดของอาการร่วมของชาวเราคือมีปัญหาเฉพาะกับแสงอาทิตย์ ทำให้หลายคนที่ช่างจินตนาการนึกผวาว่า หรือพวกเราตายกลายเป็นผีไปหมดแล้วทั้งหมู่บ้านโดยไม่รู้ตัว เอาเข้าจริงๆ มันก็ฟังดูเข้าท่า หากข้อคัดค้านที่ทุกคนรู้อยู่คือว่า นอกจากอาการเช่นนี้แล้ว ผู้คน สถานการณ์ และสิ่งต่างๆ รอบตัวของพวกเราไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย เมื่อฝนตกน้ำก็ยังเอ่อขังบนท้องถนน รถไฟฟ้าก็ยังเสียรายวัน คดีความของท่านผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้รับอนุญาตให้เลื่อนพิจารณาไปได้เป็นรอบที่ร้อย ไม่ผิดกับกำหนดการเลือกตั้งครั้งที่สิบสอง

ในที่สุด ต่างคนต่างก็ต้องพยายามแก้ปัญหาของตัวเอง รวมถึงเผื่อแผ่วิธีการแก้ปัญหานั้นให้สมาชิกคนอื่นที่อาจจะมีรูปแบบปัญหาหรือการใช้ชีวิตที่ใกล้เคียงกัน เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุตามอาการ โดยไม่ต้องสนใจหาสาเหตุที่ไม่มีวันพิสูจน์พบอีกต่อไปแล้ว

สำหรับการประกอบการงานอาชีพนั้นชาวหมู่บ้านส่วนใหญ่ทำงานในอาคารในที่ร่มปิดมิดชิด ก็ไม่มีปัญหาเท่าใดนักหากไปถึงตัวอาคารที่ทำงานได้ แต่ความทุกข์ทรมานมันอยู่ที่ระหว่างการเดินทางซึ่งแม้แต่แสงอาทิตย์เพียงเล็กน้อยก็เป็นปัญหาของเรา ตัวข้าพเจ้าเองซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายไอทีของบริษัทเอกชนนั้นแก้ปัญหาได้ไม่ยากนัก นอกจากแจ้งต่อฝ่ายทรัพยากรบุคคลว่า ข้าพเจ้าประสงค์จะมาทำงานเข้ากะดึกที่เริ่มงานตั้งแต่หนึ่งทุ่มถึงตีสามของทุกวัน นับว่าเรื่องนี้ทุกคนได้ประโยชน์ เพราะไม่ใคร่มีใครชอบทำงานเวลานี้สักเท่าใดนัก ปัญหาส่วนตัวของข้าพเจ้าบรรเทา นานๆ ทีอยู่ที่จะมีการประชุมหรือติดต่องานการภายนอกที่ต้องไปในตอนกลางวันอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นก็ต้องยอมรับกันไป

ส่วนชาวหมู่บ้านที่ไม่มีทางเลือกสำหรับการทำงานมากนัก เช่นเป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทที่มีเวลาเข้างานตายตัว ถ้าใครไม่มีภาระอะไรก็ยอมต้องออกเดินทางตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นและกลับมาหลังพระอาทิตย์ตกดิน พกข้าวห่อปลาไปจากบ้านเพื่อให้ความจำเป็นที่จะต้องออกไปพบกับแสงแห่งวันนั้นลดลงไปมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เช่นนี้หลายคนพบแง่ดีงามที่มาพร้อมปัญหานี้ นั่นคือพวกเขาไม่ต้องลำบากเดือดร้อนกับการจราจร และลดค่าครองชีพไปในตัว

ส่วนผู้ที่ประสบข้อขัดข้องหนักที่สุดคือเด็กๆ ที่ต้องไปโรงเรียน ซึ่งนอกจากเลี่ยงไม่ได้แล้ว พวกเขาก็ไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมจะต้องไปยืนเข้าแถวเคารพธงชาติให้ปวดคันแสบร้อน แม้แต่ว่าบางโรงเรียนจะอะลุ้มอล่วยเรื่องนั้นได้บ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ในที่สุดชีวิตประจำวันในสถานศึกษาตอนกลางวันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสัมผัสกับแสงอาทิตย์อยู่นั่นเอง ในที่สุดก็มีผู้ค้นพบทางแก้ปัญหาที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ นั่นคือ การเปิด home school หลังพระอาทิตย์ตกขึ้นเองในหมู่บ้าน โดยมีสมาชิกคนหนึ่งซึ่งเป็นนักวิชาการด้านการศึกษาช่วยรับจัดการ ร่วมกับสมาชิกอีกสองสามท่านที่ทำงานเป็นครูอาจารย์อยู่แล้ว รวมถึงคนที่ไม่อยากไปทำงานกลางวันหลายคนก็อาสามาสอนหนังสือเพื่อจะได้ลาออกจากงานประจำที่หลีกเลี่ยงแสงตะวันไม่ได้ ทุกคนได้ประโยชน์ และบ้านของทุกคนก็หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันเป็นห้องเรียนของเด็กๆ ลานกลางหมู่บ้านก็มีไว้สำหรับกิจกรรมเข้าแถวเคารพธงชาติในเวลาแปดนาฬิกาหรือสองทุ่ม รวมทั้งการออกกำลังกายและเล่นกีฬา

ภายหลังการเกิดขึ้นของโรงเรียนราตรี ทุกคนในหมู่บ้านก็เริ่มปรับตัวและทำลายกรอบคิดเรื่องกลางวันกลางคืน โดยย้อนไปสู่จุดเริ่มต้นจากสมมุติฐานที่ว่า ถ้ามนุษย์เป็นสัตว์กลางคืนกันมาตั้งแต่เกิด เราจะดำรงชีวิตหรือมีกิจวัตรอย่างไรในสังคมยุคใหม่ในปี 2018 พ.ศ. 2561 นี้

สองเดือนหลังจากมีโรงเรียน สมาชิกท่านหนึ่งในหมู่บ้านของเราก็เปิดซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดย่อมๆ ที่ขายสินค้าในราคาสมเหตุสมผลกว่าร้านสะดวกซื้อเจ้าใหญ่ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเราใช้เป็นแหล่งซื้อข้าวของที่เดียวเพื่อประทังชีวิตหลังเวลาที่ห้างร้านภายนอกปิดทำการแล้ว ร้านค้าของสมาชิกในหมู่บ้านท่านนั้นมีโภคภัณฑ์อันจำเป็นครบถ้วน ขาดก็แต่เนื้อสัตว์และของสดผักผลไม้ ซึ่งก็มีสมาชิกอีกบ้านเป็นธุระจัดหามาขายต่อจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ ตามด้วยร้านขายเสื้อผ้า ยา และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักพื้นฐานของชีวิต

เพียงครึ่งปีนับแต่ที่พวกเรายอมรับได้ว่าไม่รู้เมื่อไรจะกลับมาต้องแสงสว่างได้ ซอยเสนารัตน์ ๒๒ ก็มีสภาพกลายเป็นหมู่บ้านขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนสมัยก่อนหน้านั้นหลายสิบปี เราทุกบ้านรู้จักกันหมด และรู้ว่าใครทำอะไรเก่งอะไรอย่างไร เราเพิ่งรู้ว่าเรามีเพื่อนบ้านแทบทุกอาชีพ แพทย์ เภสัชกร กราฟิกดีไซเนอร์ ครูอาจารย์ ทนายความและผู้พิพากษา ขาดเพียงตำรวจทหารซึ่งดูเหมือนไม่จำเป็นต่อหมู่บ้านวิกาลของเราเท่าไร

สมาชิกชาวซอยเราหลายคนลาออกจากงานประจำที่สร้างความเจ็บปวดคันคะเยอมาทำงานในหมู่บ้าน และเราก็เริ่มพึ่งพาแลกเปลี่ยนกันแบบต่างตอบแทน น่าแปลกดีที่โรครัตติกาลนี้ทำให้พวกเรากลับไปใช้ชีวิตอย่างกึ่งบรรพชนหรือสังคมยุคแรกอีกครั้ง เพียงแต่เป็นบรรพชนที่มีไอโฟนใช้และรับประทานพิซซ่ากับไอศกรีมฮาเก้นดาส ใช้ชีวิตอยู่ในความมืดหลังแสงแห่งวันลับลาลงแล้ว

อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังคงเลือกที่จะทำงานประจำต่อไป ด้วยว่าหากเท่าที่เงื่อนไขการทำงานตามที่เป็นอยู่นี้ ก็ถือว่าไม่เดือดร้อนอะไร การปรับตัวเข้ากับชีวิตมนุษย์กลางคืนดูจะเรียบง่ายกว่าคนอื่นอยู่พอสมควร

“มาส่งคุณแบบนี้ ผมนึกถึงครั้งหนึ่งที่เคยไปส่งผู้โดยสารแถวๆ … มีนบุรีมั้งครับ ตอนตีสองเกือบตีสามแบบนี้แหละ”

“เดี๋ยวเลยปั๊มน้ำมันตรงนั้นไป จะเห็นศาลา เลี้ยวซ้ายซอยที่อยู่เลยศาลาแล้วเข้าซอยไปประมาณห้าร้อยเมตรครับ”

“ที่ให้ไปส่งเป็นหมู่บ้านหรือเปล่าครับ” โชเฟอร์ชวนคุย

“แต่ก่อนใช่ครับ มันเคยเป็นหมู่บ้านจัดสรรรุ่นเก่าเมื่อนานแล้ว แต่ตอนนี้เป็นซอยธรรมดาๆ ไม่มีนิติบุคคล ไม่มีอะไรแล้วครับ”

“ที่ผมไปส่งผู้โดยสารคราวหนึ่งก็คล้ายๆ แบบนี้เลยคุณ เข้าซอยไปลึกๆ หน่อย ก็จะเจอเหมือนหมู่บ้าน มีร้านค้า มีป้อมยามเก่า แต่ที่แปลกคืออะไรรู้ไหมครับ หมู่บ้านที่ไปในตอนนั้นนี่ ตีสองจะตีสามแล้วนะ แต่เขายังเปิดไฟกันสว่างอยู่เลย ร้านรวงก็เปิดขาย มีคนแก่ออกมานั่งเล่นหมากรุก คนหนุ่มๆ ออกมาเตะตะกร้อ แม่บ้านเพิ่งจะเอาผ้ามาตาก แม้แต่เด็กเล็กๆ ก็ออกมาเล่นกันบนถนนกันเจี๊ยวจ๊าวเหมือนเพิ่งเลิกเรียน”

“แปลกดีนะครับอย่างนั้น”

“นั่นสิครับ แถมมีรถเข็นขายปาท่องโก๋ ขนมครก อะไรพวกนี้ด้วย คือดึกๆ แล้วยังมีแผงก๋วยเตี๋ยวหรือร้านลาบนี่พอว่านะ นี่ปาท่องโก๋กับขนมครกตอนตีสอง ผมไม่เคยเจอ ตอนนั้นรู้สึกหลอนๆ แปลกๆ เหมือนกันครับ แถมเหมือนทุกคนในซอยจะหันมายิ้มให้ผมอย่างนั้น”

“แล้วจากนั้นเป็นไงฮะ…”

“ไม่มีอะไรครับ ผมก็ขับรถออกจากหมู่บ้าน แล้วขับไปจนเช้าถึงเลิกกะ แต่พอตอนกลางวันนี่สิ ผมต้องไปส่งผู้โดยสารแถวๆ นั้นอีกครั้ง เลยลองแวะเข้าไปดู เชื่อไหมครับ ทั้งซอยเงียบกริบ บ้านทุกหลังปิดมืด หน้าต่างทุกบานรูดม่านทึบ ทั้งๆ ที่มีรถจอดอยู่ทุกบ้าน มีแต่พวกหมาแมวเดินกัน ไม่มีคนสักคนเดียว พวกร้านค้าที่เห็นตอนกลางคืนก็ปิดกันหมด เรื่องนี้มันแปลกดี ผมเลยจำได้จนถึงตอนนี้เลยครับ” เขาเล่าต่ออย่างยืดยาว

“เดี๋ยวพี่จอดเลยปาท่องโก๋ที่อยู่ถัดจากร้านมือถือไปหน่อยก็ได้ครับ”

แท็กซี่สีเหลืองจอดหน้าบ้าน ข้าพเจ้าลงจากรถ จ่ายเงินค่าโดยสารเกินจากมิเตอร์สิบกว่าบาทโดยบอกเขาว่าไม่รับเงินทอน ปิดประตูรถ ตบไหล่ทักทายน้องไทม์ที่ถือลูกบอลออกมาจากบ้านข้างๆ ยิ้มให้พี่อรที่ถือตะกร้าออกมาจากร้านของสดคุณมานิตย์ ทักทายไต่ถามเธอว่าทำอะไรกินเป็นอาหารมื้อก่อนสว่าง

พวกเรายิ้มให้แท็กซี่คันนั้น และมองส่งเขาวิ่งออกจากหมู่บ้านไปจนสุดสายตา

เมื่อเรารู้สึกชินกับวิถีชีวิตแบบนี้เสียแล้ว เอาเข้าจริงการยอมรับปรับตัวก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรนัก.

 

 

กล้า สมุทวณิช

เกิด ปี พ.ศ. 2518 ที่กรุงเทพมหานคร สำเร็จการศึกษานิติศาสตร์ทั้งปริญญาตรีและโท จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศนียบัตรบัณฑิตทางกฎหมายปกครองและเนติบัณฑิตไทย เคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสระยะหนึ่งด้วยภารกิจทางการศึกษา

เริ่มเขียนเรื่องสั้นตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ได้ตีพิมพ์บ้างประปราย จนมาเขียนเรื่องสั้นอย่างจริงจัง เมื่อเรื่องสั้น มนุษย์ตับหวาน ได้รับรางวัลรองชนะเลิศนายอินทร์อะวอร์ดปี 2552 และในปีต่อมาก็ได้มีหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มแรก ข้อความต่างด้าว และเล่มที่สองคือหนังสือรวมเรื่องสั้น หญิงเสาและเรื่องราวอื่น ได้รับรางวัลชมเชยของ สพฐ. ในปี 2557 และเข้ารอบสุดท้าย รางวัลซีไรต์ของปีเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีหนังสือ RULE บนเนยแข็ง ซึ่งเป็นรวมความเรียงแนวกฎหมายและความยุติธรรมจากคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์มติชน และงานวิจัยทางกฎหมายรัฐธรรมนูญอันเป็นงานตามวิชาชีพอีกหลายชิ้น

ปัจจุบันมีงานเขียนคอลัมน์ ‘คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง’ ประจำทุกวันพุธในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน และจัด podcast ชื่อรายการเดียวกันนี้ในช่อง ‘โลกไปไกลแล้ว’ ทาง Soundcloud และ iTunes Podcast ทุกวันพุธและวันเสาร์ ส่วนโครงการในอนาคต มีนวนิยายที่เขียนแล้วรอการพิมพ์เผยแพร่อยู่สองเรื่อง

ภาพประกอบ: บัว คำดี

สนับสนุนวรรณกรรมไทย โดย

สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย
สำนักพิมพ์แสงดาว

author
WAY of WORDS
โครงการเปิดรับต้นฉบับเรื่องสั้นและบทกวี ไม่จำกัดความยาวและเรื่องที่อยากเล่า ต้นฉบับทั้งเรื่องสั้นและบทกวี ถูกอ่านและพิจารณาโดยคณะบรรณาธิการสายแข็ง ก่อนเผยแพร่ทาง waymagazine.org