การเดินทางด้วยรถไฟในเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

การเดินทางด้วยรถไฟในเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง

1

พ่อครับ เรื่องสั้น1 ที่พ่อเขียนลงในเนชั่นสุดสัปดาห์ ผมอ่านมันจบแล้วนะ

ถ้าพ่ออยากรู้ ผมเองก็เสียใจเหมือนกัน กับสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เราสองคนไม่ยอมพูดมันออกมา สุดท้ายกลายเป็นต้องเบือนหน้าหนี เอ่ยคำลาต่อกันอย่างผ่านๆ ผมทำเหมือนคนที่มายืนส่งตรงชานชาลาในวันนั้น ไม่ใช่พ่อ แต่เป็นใครสักคนที่ผมเพิ่งรู้จัก ผมรู้ นั่นล่ะผม

ในขณะที่รถไฟเคลื่อนตัวออกไปแล้ว ซึ่งต่อมามันได้กลายเป็นตอนจบในเรื่องสั้นของพ่อเรื่องนั้น แต่เรื่องราวของผมกลับเพิ่งจะเริ่มขึ้น ผมทำได้แค่นั่งลงทะเลาะกับตัวเอง ตลอดทางผมเถียงกับตัวเอง เรื่องระหว่างเราสองคน พ่อคงคิดว่าอย่างน้อยที่สุด ผมก็น่าจะแหงนตัวออกมาทางหน้าต่าง ก่อนที่รถไฟจะไปลับ มองดูกันอีกสักครั้ง เพราะยังไงแล้วพ่อก็ยังเป็นพ่อของผมอยู่ดี แต่ความทะนงตัวที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยให้ผมผ่านทุกอย่างมาได้อย่างเข้มแข็ง กลับไม่ยอมให้ผมทำแบบนั้น

 

2

เย็นวันนั้น วันที่เราเจอกันที่หัวลำโพง พ่ออุตส่าห์มานั่งคอยผม แต่ผมอยากบอกตรงๆ ผมคิดถึงเพียงแค่การกลับบ้าน คิดแค่จะไปจากที่นั่นให้เร็วที่สุด ผมทนแออัดมากับรถของหน่วยฝึกทหารใหม่ แยกย้ายกับเพื่อนหลายคนที่จุดซื้อตั๋ว บางคนบอกว่าจะไม่กลับมาอีกแล้วไม่มีทางเหยียบไปที่นั่นอีกแล้ว ผมเองก็ลังเล สองจิตสองใจ เวลาแค่สามวันลาหลังการฝึกน้อยเกินไป ผมคิดผิดจริงๆ ที่สมัครไปเป็นทหารเกณฑ์ ชลบุรีอยู่ไกลเหลือเกิน แล้วทำไมต้องเป็นทหารเรือก็ไม่รู้ เพราะปู่เหรอ เพราะรูปถ่ายใบนั้นใบเดียวจริงๆ เหรอ

ผมเกลียดอากาศที่นั่นมาก ปลายเดือนพฤศจิกาฯ หนาวเหมือนพิษไข้ อาหารที่ต้องกินก็เหมือนทำให้คนในคุก ผมนอนไม่เคยเต็มตา หวาดระแวงกับเสียงแตรปลุก รำคาญเพลงที่ไม่รู้ว่าต้องร้องกันไปทำไม มองไปทางไหนก็ได้แต่ถามตัวเองว่าผมมาทนอยู่ที่นี่เพื่ออะไร ผมเหนื่อยหน่ายสิ่งต่างๆ ไม่สนุกกับการเป็นทหารเกณฑ์สักนิด การต้องมาเจอพ่อในช่วงเวลาหลายปีที่เราไม่ได้เจอกัน กลายเป็นสิ่งที่ผมยังไม่พร้อม และพูดเลยก็ได้ว่าอยากหลีกเลี่ยง ผมไม่ได้ไม่อยากเจอหรอกนะ จะช้าจะเร็วเราก็ต้องเจอกันอยู่ดี แต่ผมแค่สับสน ถ้าพ่อมองเห็นแววตาของผม มองให้ลึกลงไป พ่อจะเข้าใจว่าทำไม

หนึ่งเดือนของการฝึกเปลี่ยนผม ทำให้เห็นทั้งหมดนั้นเป็นเพียงเกมเกมหนึ่ง เกมที่มีตัวละครหลายตัว แต่ตัวที่อยู่ข้างบนได้ประโยชน์จากเรามากที่สุด ผมอยู่ที่นั่น มองดูเพื่อนคนอื่นๆ ทุกคนสงสัยเหมือนกัน ทำไมประเทศเรายังต้องเกณฑ์ทหารกันอีก พออยู่ไปสักอาทิตย์ เกมการฝึกเหล่านั้นก็เหมือนเรื่องตึงเครียดที่ถูกสร้างขึ้นมา เพราะถ้าไม่ซ่อมไม่ลงโทษกัน สิ่งที่ทำก็เหมือนไม่มีความหมายอะไรเลย

ผมนับวันแต่ละวันที่ผ่านไปเหมือนถูกคุมขัง จิตใจห่อเหี่ยว เกมเหล่านั้นเปลี่ยนเราอย่างช้าๆ แต่ไม่ได้เปลี่ยนให้เข้มแข็งหรือเข้าใจอะไรอย่างที่คิด มันแค่เปลี่ยนให้เรารู้จักกร้านกับคนอื่นกว่าเดิม ทำให้เรารู้สึกเหมือนต่างหรือเหนือกว่าคนอื่น กำลังทำสิ่งที่สำคัญแต่กลับบอกตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าอะไร แต่ไม่รู้ทำไมผมกลับพบว่าตัวเองต่ำเตี้ยลงเรื่อยๆ ห่างเหินจากตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาทำให้เราเหมือนๆ กัน รับบททดสอบที่ทำให้ความเป็นคนค่อยๆ ถดถอย เราเริ่มไม่กล้าเรียกร้องอะไร ไม่กล้าบอกแม้แต่อาการป่วย เพื่อนร่วมรุ่นบางคนถูกทำโทษให้อับอาย ผมไม่อยากเล่าให้พ่อฟังหรอกว่าพวกเขาทำกับเรายังไง ไม่อยากบอกด้วยซ้ำว่าทุกๆ คนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังยิ้มได้ และหัวเราะได้

แต่ครูฝึกมักจะบอกอยู่เสมอว่าทั้งหมดเป็นแค่เกม ก่อนนอนก็แค่หลับ ตื่นขึ้นมาก็เล่นใหม่ และเราต้องเล่นให้จบ ไม่ยังงั้นก็ไปซะ แต่จะไปไหนได้ยังไง เรามีชนักติดหลังอยู่กับมันแล้ว

 

3

สิ่งที่พ่อเขียนลงในเรื่องสั้น ความจริงผมเกือบลืมไปหมดแล้ว พ่อรู้สึกเศร้าใช่ไหม บางครั้งผมก็ใจหาย แต่สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็คือผ่านไปแล้วเท่านั้นเอง

ผมไม่ได้นึกหวนหา ขนาดแม่เองยังทำให้ผมประหลาดใจได้เลย หลังกลับจากเยี่ยมผมที่ชลบุรี แม่บอกว่าเจอพ่อโดยบังเอิญที่กรุงเทพฯ และบอกว่าพ่อเองก็อยากเจอผม โอ้โห สิบสองหรือสิบสามปีแล้วนะ ผมสงสัยเหมือนกันว่าเป็นไปได้ยังไง ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าพ่อกับแม่จะเจอกันได้อีก โลกใบนี้พิลึกชะมัด แต่ลึกๆ แล้วผมก็ดีใจ ผมดีใจจริงๆ พ่อเองก็น่าจะดีใจนะ เพราะแม่พูดถึงพ่อดีขึ้นเยอะกว่าเมื่อก่อน เรื่องของเรามันเปลี่ยนกันได้ วันเวลาทำให้มันเปลี่ยน หรือเป็นเราที่ต่างคนต่างเปลี่ยน แม้ผมจะยังนึกถึงน้ำเสียงที่พ่อกับแม่เคยทะเลาะกันได้อยู่ เหมือนมันยังก้องอยู่ในหูเป็นบางครั้ง ซึ่งแผ่วเบาลงไปแล้ว แต่ก็นั่นแหละ ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าอะไรนักหรอกครับ

สมัยนั้นพ่อกับแม่รักกันได้ยังไงนะ ผมหมายถึงว่า-ในเมื่อต่างคนต่างก็มีถิ่นฐานบ้านเกิดไกลกันขนาดนั้น พ่อเป็นคนลพบุรี ผิวขาว พูดกลาง ส่วนแม่ก็สาวใต้แท้ ห้าวๆ บ้านอยู่หลังป่าหลังเขา วันหนึ่งมาเจอกันแล้วก็รักกันง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ ผมนึกไม่ออกจริงๆ ไม่เห็นมีใครเคยเล่าให้ผมฟังบ้างเลย ความแปลกหน้าแปลกถิ่นมันมีส่วนด้วยใช่ไหม มันดึงดูดและทำให้พ่อกับแม่รักกันง่ายขึ้นด้วยใช่ไหม ยายเคยบอกว่าตอนแรกยายไม่ชอบพ่อเลยนะ คนต่างถิ่นเจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง จะให้ไว้ใจได้ยังไง มาก็ตัวเปล่า กรีดยางก็ไม่เป็น ที่สำคัญที่สุดคือพ่อเป็นนักดนตรีนี่แหละ ก็ถูกของยาย ใครๆ ก็ห้ามแม่ทั้งนั้น แต่ผมว่าดีแล้วล่ะ แม่น่ะเหมาะแล้วสำหรับพ่อ เหมือนขิงก็ราข่าก็แรงอย่างที่เขาว่า

สุดท้ายก็อย่างที่ผมนึกภาพออก ใครมันจะไปห้ามความรักของพ่อกับแม่ได้ ต่างคนต่างรั้นกันขนาดนั้น ผมรู้เพราะผมรับเชื้อความดื้อรั้นนั้นมาเต็มๆ เสียดายก็แค่ในเมื่อได้รักกันแล้ว ทำไมไม่พากันให้ตลอดรอดฝั่ง เรื่องนี้ผมเคยถามตัวเองตอนกลับจากบ้านย่าครั้งสุดท้าย ตอนที่ผมตั้งใจไปหาพ่อแล้วก็ไม่ได้เจอกันอีกนั่นแหละ คืนนั้นก่อนจะหลับไปบนรถทัวร์ ผมสงสัยจริงๆ ทำไมเมื่อพ่อกับแม่ได้รักกัน ถึงไม่หวงแหน ไม่ประคับประคองความรักไปให้ได้ มันจะยากแค่ไหนกันเชียวเรื่องแค่นั้น

 

4

พ่อเปลี่ยนไปเยอะนะ เจอกันวันนั้นผมเกือบจำไม่ได้ แต่ใส่กางเกงสแลคโคร่งๆ แบบนั้นแล้ว พ่อยิ่งดูแก่ตัวลงไปอีก ผมขอโทษนะพ่อ แต่มันคิดอยู่ในใจแบบนั้นจริงๆ ตอนนั้นผมก็ได้แค่มองพ่อเพื่อเทียบกับภาพจำเทียบกันแบบส่วนต่อส่วน จมูกเอย ตาเอย คิ้วเอย นิ้วมือพ่อ เล็บพ่อ พ่อไม่สูบบุหรี่แล้วสินะ ผมไม่ได้กลิ่นบุหรี่เลย แต่แว่นนี่สิ ผมไม่เคยมีภาพพ่อใส่แว่นตามาก่อน ใส่แล้วดูเหมือนหมอโรคจิตนะผมว่า

ทั้งหมดผมไม่ได้พูดออกไปก็จริง เพราะลึกๆ แล้วสำหรับผมมันชวนเศร้า ผมรู้สึกเศร้าอยู่ลึกๆ ก็เพราะความโรยราเหล่านั้นทำให้พ่อดูเหมือนเต็มไปด้วยเรื่องทุกข์ใจ ผมถึงเอาแต่ฟังพ่อพูดอย่างเลื่อนลอย ให้พ่อพูดอย่างที่พ่อปรารถนามานาน และผมตอบได้เท่าที่ตอบได้ พ่ออยากรู้เรื่องของผม อยากรู้รายละเอียดของชีวิตผม เส้นกราฟในห้วงสิบกว่าปี การงาน คนรัก หรือเป้าหมายต่อไปในชีวิต ผมจำไม่ค่อยได้แล้วว่าตอบอะไรพ่อออกไป แต่น่าจะเป็นเพียงประโยคที่เบี่ยงไปสู่คำถามอื่น หรือไม่ก็ความเงียบ ความเงียบที่บอกว่าเราไม่ควรมีคำถามนั้น

จริงๆ ผมเองก็มีเรื่องมากมาย แต่ไม่ได้ถามหรือเป็นฝ่ายเล่าให้พ่อฟัง มันเยอะแยะไปหมด มันทับถมกันมาปีต่อปี วันแล้ววันเล่า แต่ยิ่งนานวันคำถามเหล่านั้นก็กลายสภาพตัวมันเองไปเป็นอารมณ์อย่างอื่นเสียหมด พอเป็นแบบนี้มันเลยยากจะคาดคั้นออกมา พ่อรู้ไหมว่าความผูกพัน นานวันก็กลายไปเป็นความชินชา ความรักก็กลายไปเป็นความขมขื่นได้ สิ่งหนึ่งกลายเป็นอีกสิ่ง บางคำถามจึงไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว อย่างเช่นถ้าผมจะถามว่า พ่อเคยอยากกลับมาหาผมบ้างไหม แต่บางคำถามก็ยังน่าสงสัยอยู่เสมอ อย่างเช่นถ้าผมถามว่า พ่อไปอยู่ที่ไหนมาบ้าง ที่ผ่านมาพ่อได้ข่าวผมบ้างรึเปล่า ที่เหลือผมนึกไม่ออกแล้วล่ะ เหมือนเรื่องที่ถามไปก็คงพะอืดพะอม เราไม่ได้สนิทใจกันมากพอจะพูดด้วยล่ะมั้ง ผมยังจำตอนเด็กๆ ได้ดีนะ ผมเล่าทุกอย่างที่ผมคิดให้พ่อฟังคนแรกเสมอ และพ่อก็ฟังมันอย่างจริงจังด้วย ผมเคยบอกใช่ไหมว่าผมอยากเป็นดารานักแสดงในเรื่องขบวนการนินจาคาคุเรนเจอร์ ผมจริงจังว่าอยากเป็นจริงๆ มันสนุกที่พอเล่าให้ฟังแล้วพ่อก็พูดตอบมาว่า เอาสิ โตกว่านี้จะพาไปสมัครที่ญี่ปุ่นเลย แต่ตัวสีแดงคนน่าจะสมัครกันเยอะนะ

 

5

พ่อรู้ไหม เมื่อปีที่แล้วผมรักผู้หญิงคนหนึ่ง เธอสวยแล้วก็น่ารักมาก ตาเธอโต ปากอิ่ม ผมของเธอหอมจนติดจมูก เธอเองก็รักผม อย่างน้อยผมก็เชื่อว่าเธอไม่ได้รังเกียจอะไรผม เราแอบพบกันหลายครั้ง ในโรงหนัง สวนสาธารณะ ต่อมาก็ตามห้องพักชั่วคราว จนคืนหนึ่งเรานอนตัดสินใจร่วมกันว่าจะบอกให้ผู้ใหญ่ได้รับรู้เสียที แต่ปรากฏว่าที่บ้านเธอไม่มีใครชอบผมเลย ไม่รู้ทำไม แต่พวกเขามองผมกันแปลกๆ แม้จะพยายามทำตัวดีๆ พูดจาแบบที่พวกเขาอยากฟัง แม่พูดให้ผมเจ็บใจเล่นว่าเพราะเราจนไง ตอนแรกผมก็เถียงนะ แต่ไม่นานก็เห็นจะจริง เราจนจริงๆ ว่ะพ่อ ไม่มีอะไรเลย ผมเพิ่งเข้าใจคำว่าไม่มีอะไรเลย เมื่อไม่นานนี้เอง แต่ตอนนั้นผมเศร้า แม้ตอนนี้ผมจะรู้สึกขำๆ นี่ถ้าเขาเรียกสินสอดเป็นแสนๆ ยังไม่รู้เลยจะเอาอะไรไปให้เขา สุดท้ายเธอเชื่อพ่อกับแม่ของเธอ ไม่ยอมมาเจอผมอีก แต่ผมก็ไม่ได้นึกเศร้าอะไรมากมาย มันก็เศร้าแหละ แรกๆ น่ะ แต่คิดว่าบางทีเธอทำแบบนั้นก็ดีแล้วล่ะสำหรับเธอ เรื่องนี้เช่นกันที่มีส่วนให้ผมนึกโมโหเรื่องที่พ่อกับแม่เลิกกัน ถึงจะไม่เกี่ยวกันเลยก็เถอะ แต่พ่อเห็นไหม สมัยนี้ความรักที่คนสองคนได้รักกันน่ะยากเย็นขนาดไหน

ตอนพ่อไปจากเราใหม่ๆ ผมเสียใจ แต่ก็เบาใจว่าอย่างน้อยความขัดแย้งก็จบลงเสียที แม่จะทะเลาะกับใครได้อีกล่ะในเมื่อพ่อไม่อยู่แล้ว คงเพราะผมกลัวพ่อมาก กลัวแบบที่ไม่เคยรู้สึกกลัวมาก่อน แม่ไม่เคยทำให้ผมกลัวแบบนั้น เพราะแม่อ่อนแอเกินกว่าจะทำร้ายพ่อได้จริงๆ ความกลัวมันเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อพ่อนั่นแหละลงมือทำร้ายแม่ ทำร้ายร่างกายนั้นโดยไม่หันมาแยแสผมแม้แต่น้อย อย่า…นั่นแม่ของผมนะ ผมตะโกนห้ามจนสุดเสียง ตะโกนจนร้องไห้ออกมาเหมือนใกล้เสียสติ เพียงเพื่อให้พ่อหยุด หยุดและไปให้พ้นจากเรา ตัวของผมสั่นไปหมด ผมกล้าชี้หน้าไปที่พ่อ มองดูด้วยความเจ็บปวด ผมไม่ได้แค่สงสารแม่ เพราะทั้งพ่อและแม่ต่างก็เป็นคนก่อเรื่องนี้ขึ้นมา ผมกำลังสงสารตัวเองมากกว่า สงสารที่ครอบครัวตัวเองกำลังย่อยยับลงไป

แต่พอพ่อไปแล้วจริงๆ ผมจึงพบว่าตัวเองมีแผลขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ เป็นแผลที่ใครก็มองไม่เห็น ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงกลายเป็นแบบนั้น ตกลงผมอยากให้พ่ออยู่หรือไป ตกลงผมต้องการพ่อหรือผมกลัวพ่อมากกว่ากัน มันเป็นเรื่องราวที่ไม่มีคำตอบ ทุกวันนี้ย้อนกลับไปผมก็ตอบตัวเองไม่ได้ แต่ในห้วงแห่งความสับสนนั้นผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับเพื่อน มันทำให้คิดถึงพ่อน้อยลง ทำให้ลืมข้อขัดแย้งนั้นได้บ้าง เหมือนยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งยากขึ้น แล้วผมจะทนคิดถึงพ่อไปทำไม ในเมื่อคิดถึงไปพ่อก็ไม่อยู่ตรงนั้น แม่เองก็เอาแต่ตอกย้ำซ้ำๆ ซากๆ ว่า พ่อมึงหนีไปมีเมียใหม่ ผมไม่ชอบน้ำเสียงกระแนะกระแหนของแม่เลย แม้เวลาต่อมาจะเข้าใจได้เองว่าแม่ต้องพูดออกมาแบบนั้นก็เพราะความชอกช้ำ

มีบางทีเท่านั้นแหละ อย่างเช่นเวลาถูกเพื่อนแกล้งที่โรงเรียน ผมถึงจะคิดอยากพาพ่อกลับมาจัดการกับพวกมัน ทั้งๆ ที่แม่ก็เป็นคนดุ ยิ่งพ่อไม่อยู่แล้วแม่ยิ่งดุมาก แต่ผมไม่ยักนึกถึงแม่ในเวลาแบบนั้น ผมแค่ต้องการใครสักคน ใครสักคนที่เป็นผู้ชายพร้อมออกมาปกป้องผม มันคงเป็นความคิดแบบเด็กๆ ไร้เดียงสา เพราะในเวลาอื่นๆ ผมก็ลืมพ่อได้เสมอ

ผมใช้เวลาไปกับการวิ่งเล่น อยู่กับเพื่อนละแวกบ้าน ทำอะไรไปตามประสาเด็ก ผมทำในสิ่งที่พ่อเคยห้าม ลงบึงไปจับปลา เข้าป่าไปยิงนก ทุกๆ อย่างนั่นแหละ โชคดีที่ไม่เคยมีเพื่อนคนไหนพูดล้อให้ได้ยินว่าผมไม่มีพ่อ หรือเป็นเด็กถูกพ่อทิ้งไปมีเมียใหม่ เพราะถ้ามีอะไรแบบนั้นเข้าหู ผมคงอดไม่ได้จริงๆ เปล่าหรอกพ่อ ผมไม่ได้จะท้าต่อยท้าตีอะไรกับใคร เจออะไรแบบนั้นเข้า ผมก็คงทำได้แค่หลบไปแอบร้องไห้

 

6

พ่อยังจำน้าสันได้ไหม แกตายแล้วนะ วันนั้นที่หัวลำโพงผมน่าจะพูดเรื่องนี้กับพ่อ น้าสันเป็นน้องชายของแม่ที่ผมรู้สึกว่าแกเป็นเหมือนเพื่อนของพ่อมากกว่า ผมเข้าใจว่าพ่อกับน้าสันคงถูกอกถูกคอกัน

หลังพ่อไปจากเรา น้าสันเป็นคนเดียวที่ไม่เคยเกลียดพ่อเลย และคอยบอกผมอยู่เสมอว่าอย่าเกลียดพ่อ วันหนึ่งผมจะได้เจอพ่ออีกครั้ง และอย่าคิดมากเลย

ผมรู้สึกว่าคำปลอบโยนนั้นมีความหมายบางอย่าง เป็นความอบอุ่นแบบที่ผมกำลังต้องการ ผมจึงค่อยๆ ยักย้ายถ่ายเทความขาดนั้นไปที่น้าสันโดยไม่รู้ตัว ผมทำเหมือนเป็นลูกชายของครอบครัวนั้น ทั้งน้าสันและน้าเอ๋คงนึกสงสาร พวกเขารับรู้ได้แน่ ยิ่งเมื่อแม่แต่งงานใหม่ พวกเขาก็ยิ่งให้ความใกล้ชิดกับผมมากขึ้น ทั้งสองคนให้เวลากับผมจนความบาดหมางในใจที่มีต่อแม่เรื่องแต่งงานใหม่กลายเป็นไม่มีความหมายอะไรเลย เหมือนแม่เป็นของคนอื่นไปแล้ว ทั้งๆ ที่การแต่งงานใหม่ของแม่ แปลความได้ว่าครอบครัวเดิมของผม จะไม่มีวันย้อนคืนกลับมาได้อีก

ผมแอบอ่านสมุดบันทึกของน้าสันด้วย พ่อรู้อะไรเกี่ยวกับน้าสันบ้าง รู้รึเปล่าว่าพวกเขาเขียนเกี่ยวกับความรักที่พวกเขามี เขียนกันทุกวัน เพราะก่อนที่น้าสันกับน้าเอ๋จะได้อยู่ด้วยกัน ต่างคนต่างก็อยู่ไกลกันมาก ผมรู้สึกซาบซึ้งไปกับสมุดบันทึกหลายๆ เล่มเหล่านั้น มันเป็นเหมือนนิยายรักที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยอ่าน พวกเขาเขียนลงไปทั้งความหวังดีและความรู้สึกผิด ผมได้เรียนรู้ว่าชีวิตคู่ของคนคนหนึ่งที่มองเห็นว่าราบรื่นดีนั้น ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย มันเต็มไปด้วยอุปสรรคต่างๆ และยังเต็มไปด้วยเยื่อใยที่คอยเกาะเกี่ยวกัน นั่นทำให้ผมเข้าใจพ่อกับแม่มากขึ้น

น้าสันดูไม่เหมือนใครในบรรดาลูกๆ ของยาย แกเป็นลูกชายคนสุดท้อง และเป็นคนเดียวที่ได้เรียนมหาวิทยาลัย แกเลือกเรียนสถาปัตย์ ชอบฟังเพลงอัลเทอร์เนทีฟ ทั้งๆ ที่คนอื่นฟังเพลงเพื่อชีวิต แกรู้จักอ่านวรรณกรรมดีๆ ทั้งๆ ที่คนอื่นๆ ในบ้านไม่ค่อยมีใครชอบอ่านหนังสือ นี่แหละสิ่งต่างๆ ที่ผมซึมซับจากแก เรียนรู้และเข้าใจว่าโลกนี้ยังมีสิ่งที่ดีกว่า ผมในช่วงวัยรุ่นจึงไปขลุกอยู่ที่นั่น ไปนอนดูหนัง ฟังเพลง รวมทั้งหัดเล่นกีตาร์

ผมยังคงจำวันที่เราเล่นกีตาร์เพลงรักเธอเสมอ2 แล้วน้าสันก็ร้องเพลงนี้ได้ดีอย่างจับใจ เราสองคนนั่งเล่นกันที่หลังบ้าน ตอนนั้นแกรู้ตัวว่าป่วยแล้ว และรู้แล้วว่าสิ่งที่เป็นไม่มีทางรักษาให้หายขาด ผมเล่นกีตาร์เพลงนั้นด้วยความเศร้าทั้งหมดที่มีอยู่ภายในใจ ผมนึกถึงพ่ออยู่เหมือนกัน จนน้ำตาของน้าสันไหลออกมา ผมพยายามแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ผมเบือนหน้าหลบ แต่แล้วผมก็ร้องไห้ เราทั้งคู่กลั้นน้ำตาตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ แม้ว่าน้าสันยังคงร้องเพลงเพลงนั้นต่อ ร้องจนจบเพลง ร้องจนเหมือนจะจดจำนาทีเหล่านั้นเอาไว้ด้วยกัน

พ่อครับ ไม่มีใครได้ยินเพลงนั้นเลย เพราะวันนั้นไม่มีใครอยู่ที่บ้านนอกจากเราสองคน แต่ผมเจ็บปวด และยังคงเจ็บปวดมาจนถึงทุกวันนี้ ลึกๆ ผมรู้แล้วว่าน้าสันกำลังจะจากผมไปอีกคน และเมื่อแกไปแล้วจริงๆ ผมก็ไม่เคยทำใจได้เลย

 

7

หลังจากน้าสันตาย ผมกลายเป็นเด็กไม่ได้เรื่อง หักเหไปจากเดิม ผมเรียนแย่ลง เอาแต่หม่นหมองกับชีวิต จากเคยสอบได้ลำดับต้นๆ ของห้อง ได้ทุนเล่าเรียน ผมก็เริ่มไม่เข้าเรียน ไม่มีความคิดเกี่ยวกับการเรียนต่อมหาวิทยาลัย ผมรู้สึกแปลกแยกกับเพื่อนในห้อง เหมือนผมยังยืนอยู่ที่เดิม ในขณะที่ทุกคนเดินไปข้างหน้า ผมแทบไม่อยากอยู่บ้าน เหมือนไม่สนิทใจกับพ่อเลี้ยง แม้ว่าเราไม่ได้มีเรื่องบาดหมางอะไรกัน ผมแค่รู้สึกว่าคนรอบตัวไม่มีใครเข้าใจผมแบบน้าสันได้อีกแล้ว แม่ดูจะไร้เยื่อใย หรือตั้งใจปล่อยผม ไม่รั้งหรือพยายามจะประสานผมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว

แต่พ่อครับ แค่ไม่กี่ปีต่อมาครอบครัวใหม่ของแม่ก็จบลง ผมได้น้องชายฝาแฝดมาสองคน ผมไม่อยากรู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นอีก เพราะแม่ก็ยังเป็นแม่แบบที่พ่อรู้จักดี ทั้งดื้อรั้น ทะนงตน และเอาแต่ใจ เหมือนผมรู้ตั้งแต่แรกว่ามันจะจบลงแบบนั้น ผมเคยพูดตรงๆ ให้แม่ฟังครั้งหนึ่ง แล้วก็ไม่เคยพูดอีกเลยเมื่อแม่บอกว่าผมไม่ควรยุ่มย่ามเรื่องส่วนตัว สุดท้ายแม่ก็แต่งงานใหม่อีก แม่ไม่เคยเข็ดหลาบกับความรัก และครั้งนี้ต่างไปเพราะผมเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้ว ผู้ชายคนนั้นคือคนที่พ่อได้เจอพร้อมกับแม่โดยบังเอิญที่กรุงเทพฯ นั่นแหละ

ผมคงพูดถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้วได้ไม่หมด สิบกว่าปีที่เราไม่เจอกัน ผมยอมรับว่าเคยเล่าความลับ รวมทั้งความช้ำใจบางอย่างให้คนอื่นฟัง เพราะผมไม่รู้จะพูดสิ่งเหล่านั้นกับใคร แม้แต่กับแม่ แปลกดีที่ผมไม่ได้สนใจอยากถามว่าพ่อทำงานอะไร อยู่ยังไง มีครอบครัวใหม่ หรือมีลูกกี่คนแล้ว ผมไม่กล้ารู้มากกว่า แต่ไม่ใช่เพราะผมไม่แคร์สิ่งเหล่านั้นหรอกนะ บางทีเหมือนเรานึกประโยคที่จะใช้ถามไม่ออก เหมือนผมคิดไปเองว่าถ้าพ่ออยากบอก-พ่อก็บอกเองแหละ และไม่ว่าเรื่องราวเหล่านั้นเป็นอย่างไร ผมก็จะซาบซึ้งไปกับมัน

วันนั้นแม่ให้เบอร์ของพ่อไว้ แต่ผมก็ลังเลว่าจะโทรไปดีหรือเปล่า มันไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจได้ง่ายๆ-เหมือนจะง่ายนั่นแหละ-แต่ก็ไม่เลย สำหรับผม ถ้าผมยังเด็กกว่านี้ ผมคงโทรไปตั้งแต่แรก คุยกัน ลืมอะไรต่ออะไรได้ง่ายๆ แต่พอโตเป็นผู้ใหญ่ พ่อคงนึกออกว่าทำไม ที่ผ่านมาผมถึงไม่โทรหา

แต่สิ่งที่เราได้คุยกัน บางอย่างผมก็ยังคิดอยู่ต่อมา พ่อเหมือนคนแปลกหน้าไปแล้วจริงๆ ไม่ใช่ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่โรยรา แต่เป็นทุกๆ อย่างที่พ่อพูดออกมามากกว่า พ่อดูพยายาม และกลิ่นก็เหมือนคนอื่นๆ ทั่วไป เหมือนเซลส์แมนที่พยายามจะขายของบางอย่าง ผมคงจำพ่อเอาไว้อีกแบบ ซึ่งมันใสซื่อมากๆ แบบที่เด็กเจ็ดขวบจำ มีมิติเดียวและไม่ยืดหยุ่น ผมจำตอนที่เราคุยกันได้เรื่องหนึ่ง พ่อพูดขึ้นมาว่าตอนนี้กำลังคิดจะย้ายกลับไปอยู่บ้านที่ลพบุรี พอผมนึกถึงปู่กับย่าขึ้นมาเท่านั้นแหละ พ่อก็เหมือนจางหายไปจากเรื่องที่พ่อกำลังพูด ผมไม่รู้หรืออาจจะลืมเหตุผลไปแล้วว่าเพราะอะไร อยู่ๆ ทำไมพ่อถึงอยากจะย้ายกลับไปอยู่บ้าน ในห้วงนึกนั้นผมคิดถึงแต่ปู่กับย่า คิดถึงตอนเป็นเด็ก ช่วงปิดเทอม ได้เล่นซน มันสนุกไปเสียหมด จากวันหนึ่งๆ ไปอีกวันหนึ่ง ผมคงยิ้มอยู่คนเดียว ในขณะที่พ่อก็คงพูดของพ่อไป จนโน่นแหละ พ่อถามย้ำว่าเป็นไงมาไงถึงมาเป็นทหาร เหมือนร่วงหล่นจากความทรงจำเหล่านั้น ผมหันมาหาพ่อ

คำถามนั้นทำให้ผมไม่มีความสุขเหลืออยู่เลย

 

8

ตอนรถไฟกำลังจะออก เราได้ยินเสียงประกาศจากนายสถานี ผมลุกขึ้นจากม้านั่งยาว พ่อดูเศร้าลงถนัดตา พ่อมองผม และคล้ายจะพูดบางอย่าง แต่ก็ไม่พูด

ผมต้องไปแล้วนะ…

พ่อรู้ไหม ตอนต้องบอกลา เมื่อผมต้องเอ่ยคำว่า พ่อ…ก่อนที่เราจะจากกันอีกครั้ง ผมกลับกลัวความเจ็บปวดขึ้นมาในตอนนั้น ผมเลยเลี่ยงที่จะพูดคำนั้น ผมตัดมันออกในตอนนั้นเอง ปล่อยทุกอย่างแต่เว้นคำนั้นเอาไว้

เราสองคนจึงเดินไปด้วยกันที่ตู้ขบวนเหมือนคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เพราะเราทั้งคู่ไม่มีใครรู้วิธีพูดสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ ผมรู้ว่าพ่ออยากจะขอโทษ แต่เป็นการขอโทษที่ไม่ใช่การขอให้ผมยกโทษ ส่วนผมเองก็อยากจะพูดว่าผมรักพ่อ แต่ความรักนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาในตอนนั้นเพียงเพราะความสงสาร

ผมเดินเข้าไปในตู้ขบวน เพราะไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไป มันเงียบเหงาและอ้างว้างจนเหลือทน ทั้งๆ ที่ผู้คนกำลังแออัดกันกลับบ้านเพื่อให้ทันวันปีใหม่ พ่อไม่ได้ตามขึ้นมาส่งบนรถ แต่ผมรู้สึกได้ว่าพ่อยังยืนอยู่ตรงนั้น นานแสนนาน เหมือนไม่ยอมไปไหน เหมือนลังเลใจแบบเดียวกันกับผม

แม้ว่ารถไฟขบวนนั้นจะไปไกลมากแล้วก็ตาม

 

เชิงอรรถ

  1. เรื่องสั้น โลกสมมุติในพ่อคน ตีพิมพ์ในนิตยสาร เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1193 ประจำวันที่ 10 เมษายน 2558
  2. เพลงของ อัสนี-วสันต์ อยู่ในอัลบั้ม รุ้งกินน้ำ (1993)

 

ชาคริต คำพิลานนท์

ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่กระบี่ เป็นนักเขียนอิสระ

 

Author

WAY of WORDS
โครงการเปิดรับต้นฉบับเรื่องสั้นและบทกวี ไม่จำกัดความยาวและเรื่องที่อยากเล่า ต้นฉบับทั้งเรื่องสั้นและบทกวี ถูกอ่านและพิจารณาโดยคณะบรรณาธิการสายแข็ง ก่อนเผยแพร่ทาง waymagazine.org

Illustrator

บัว คำดี
จากนักเรียนสายหนังผันตัวมาทำกราฟิกดีไซน์และงานโมชั่น แม่นยำเรื่องจังหวะเวลาแม้กระทั่งการเคี้ยวข้าวทีละคำด้วยความเร็วสม่ำเสมอจนหมดเวลาพักเที่ยง ฝากลายเส้นไว้ในชิ้นงานแนวรักเด็ก รักโลก ละมุนละไม แต่อีกด้านที่ทำให้กองบรรณาธิการต่างเกรงกลัวไม่กล้าแบทเทิลด้วย คือความเอาจริงเอาจังกับตารางเวลา ตรงไปตรงมา ลงจังหวะเน้นเป๊ะตามบาร์แบบชาวฮิพฮอพ