พญาแลนด์ - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

พญาแลนด์

ท้องฟ้าเหนือประเทศสักแห่ง พายุมวลใหญ่วีตีต้นไม้แถวนั้นเปิดเปิง เกิดปรากฏการณ์แบบไม่คาดฝัน อีกาสามตัวปรากฏบนฟ้าอย่างฉับพลัน กลุ้มรุมยื้อแย่งสิ่งของ จิกตีปีกหัวหางกันกระจุยกระจาย เสียงสนั่นปานฟ้าฝนใหม่ บ้านเมืองเบื้องล่างแตกตื่น วิ่งวุ่นออกมาดู ต่างตกใจอกสั่นขวัญหาย ขวัญเอ๊ยขวัญมา ไม่มีเค้าฝนฟ้าพายุ หรือแผ่นดินถึงคราวพินาศเภท์ม้างแล้ว

สงครามบนฟ้ายังไม่จบ ปรากฏเมฆก้อนใหญ่ดำคล้ำคล้ายคนขึ้น ฝูงกาหันไปสนใจผู้มาใหม่

“เอาของกูคืนมาๆ พวกขี้ขโมย อีกาหัวขโมย หน้าไม่อาย” เสียงคำรามโกรธเกรี้ยว

กาได้ยินเสียง ลืมสนใจสิ่งที่กำลังยื้อแย่ง

“ผู้ข้าไม่ได้เอามา เจ้านี้มันฉกมาต่างหาก” กาตัวไหวพริบดีชิงปัดความผิดก่อน

ตัวโดนป้ายความผิดไม่รอช้า “เจ้าว่าอย่างนี้ได้ยังไง ก็พวกเราวางแผน…”

เจ้าของทรัพย์แทบฟาดสายฟ้าใส่อีกา “อย่างนี้นี่เอง มึง พวกมึงวางแผนจะลักเอาของของกู พวกมึงทุกตัวต้องโดนทำโทษด้วย มา…” กำลังจะจับ กาทั้งสามตัวก็บินหนีไปทางใครทางมัน “พวกมึงไปรับโทษที่แถนฟ้าเดี๋ยวนี้เลย ไอ้พวกฉิบหาย” เมื่อทำอะไรไม่ได้ ปู่ฤๅษีเสียรู้สันดานกาแล้ว ทำให้ท่านต้องไปแจ้งเรื่องกับแถนฟ้าให้ทำโทษพวกกา บริกรรมเพียงสั้นๆ ร่างท่านก็หายจากอากาศตรงนั้น

พวกกาหนีไปโดยไม่รู้ว่าของที่พวกมันแย่งกันได้ร่วงสู่เบื้องล่าง ต่างหนีตาย หนีความผิด ไม่สนใจสิ่งที่อยากครอบครอง

ปั้นข้าวคำหนึ่งหล่นลงใกล้ภูเขาแห่งหนึ่ง

ปั้นข้าวคำหนึ่งหล่นลงหมู่บ้าน ตรงภาชน์ข้าวใต้ต้นมะยมต้นหนึ่ง

“บักเหี้ย มึงจะไปไหน” เสียงขี้คันคากร้องถามลงมาจากกะลาบนยอดภูเขา

บักเหี้ยเงยคอตั้งบ่าแลบลิ้นตอบ “กูกะไปที่เก่านั่นล่ะ”

“มึงคือออกแต่เช้าทุกวันแท้ ได้ที่หากินดีๆ ก็บอกกันบ้าง อย่าเก็บไว้แต่ผู้เดียวหลาย เห็นมึงหมั่นทุกวันเลย”

“กูก็ไปตามประสากูนั่นล่ะ มุดน้ำหากินแถวตาฝั่ง บ่ได้มีหยังดีเกินมึงดอก ไม่เชื่อมึงก็ไปนำกูสิ กูจะพามึงมุดน้ำ ไปไหมๆ ถ้าจะไปนำกันก็ฟ้าวลงมา”

“กูพูดเล่นดอก ไปสา บ่ไปนำดอก”

ระหว่างที่สัตว์สองตัวคุยกัน สรรพสัตว์ที่อาศัยอยู่ในภูเขาก็เริ่มตื่น ทุกตัวต่างตะแคงหูคอยฟังเรื่องราวความเคลื่อนไหวของเวลาเช้า ที่อดรนทนไม่ได้ก็แสดงตัว บางตัวรำคาญเสียงก็เผ่นจากตรงนั้น ไปหาที่เหมาะสำหรับตนเอง ส่ำสัตว์ไม่ค่อยมีเวลาทะเลาะทำร้ายกัน เสียเวลาหากิน ยกเว้นแต่ขัดแย้งเรื่องอาหาร ต่างมีขอบเขตของตัวเอง

คนมาใกล้แค่เฉียดๆ กรายๆ ไม่เคยได้บุกลุยลุกล้ำเข้าไปซอกแซกรังพวกมัน เพราะคนรังเกียจ โดยเฉพาะวันฝนตก น้ำไหลลงสู่ห้วย กลิ่นจะฟุ้งกระจายไกลไปเป็นโยชน์ ตรงกันข้ามกับพวกสัตว์ พวกมันจะชอบมาก เพราะจะมีอาหารเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ

ปกติบักเหี้ยก็หากินตามตาฝั่งใกล้ภูเขา ไม่ไปไกล น้ำที่ลาดลงจากภูเขาก็มีกลิ่นเรียกสัตว์น้อยใหญ่มาเป็นเหยื่อบักเหี้ย บางวันมันแอบจอบอยู่ในพุ่มไม้ ปากลิ้นมันรู้ดีว่าตรงไหนควรหากิน

ขณะที่มันส่ายหัวแลบลิ้น มันเห็นสิ่งของสีขาวอย่างหนึ่ง ไม่คุ้นตา มันเข้าไปดูใกล้ๆ ให้แน่ใจ อาจได้อาหารแต่หัววัน ยิ่งใกล้ยิ่งหอม กลิ่นหอมนวลอย่างไม่เคยสัมผัสในชีวิต ขนาดไม่ใหญ่มาก มันแลบลิ้นเข้าใกล้ อยากสัมผัส เอาตีนหน้าเขี่ยตบ สิ่งนั้นไม่ไหวติง หอมเกินที่มันจะอดใจได้ คิดว่าถ้ากินไม่ได้ก็คายออกมาจะเป็นไรไป คงไม่ตายหรอก ไม่เป็นอันตรายดอกนา มันฝืนใจ ฝืนความรู้สึกกลัว อ้าปากงับ หอม หอมมาก รู้ชาติจืดคราวลิ้นสัมผัส รสชาติมันเมื่อเคี้ยวละเอียด อ้า หอมเหลือเกิน กลืนลงคอแล้ว รสชาติยังหอมอยู่เลย หอมอยู่ในหัว

อารมณ์ของบักเหี้ยเริ่มดีขึ้นแล้ว อิ่มอกอิ่มใจ เดินไปสักพัก ท้องของมันเกิดระเบิดตูมอยู่ข้างใน แสบร้อนไปทั้งตัว สุดท้ายเรอเป็นไฟจ๊วดออกมา มันตกใจมาก วิตกกลัวอันตราย ด่าตัวเอง ไม่น่าเลย กินไปทั่ว โดยหารู้ไม่ว่ามันได้รับความพิเศษจากสิ่งที่มันกลืนลงไป

วันนี้ไม่อยากไปไกล กลัว หากินแถวนี้ก็แล้วกัน มันจึงมุดลงห้วย จะข้ามไปที่เกาะกลางน้ำ ก่อนจะถึงเกาะ มันเห็นเหยื่อรายแรก งอยอยู่บ้านหลังน้อยกลางน้ำ บ้านหลังน้อยที่มีท่อขนาดใหญ่หลายท่อลอยอยู่กลางน้ำ และมีสายไฟระโยงระยาง เสียงแซ่ตลอดวันคืน นกน้อยตัวหนึ่งกำลังอาบน้ำ มุดน้ำดำว่ายขึ้นลง สลัดขนบนท่อ กระพือปีกสะบัดขน หมุนคอหมุนปาก

บักเหี้ยจ้องตอนนกเผลอ กระโดดสวบ นกน้อยความรู้สึกเร็วเอียงตัวหลบ กระพือปีกบินหนีในฉับพลัน บักเหี้ยเสียหลักตกลงไปอีกฟากของท่อน้ำ ได้ยินเพียงเสียงแซ่เต็มสองหู ตาลายหมุนฟัดหมุนเหวี่ยงทั่วทีป ไม่รู้ทิศไม่รู้ทาง มันควบคุมตัวเองไม่ได้ ถูกแรงดูดบางอย่างดึงตัวมันเข้าไป ตาย กูตายบัดทีนี่ล่ะ ตัวมันไหลไปตามกระแสน้ำที่ดูดแรงขึ้นเรื่อยๆ

กำลังจะทรงตัวได้ มันถูกอะไรสักอย่างหมุนตีตัวหัวตีน ทั้งเจ็บทั้งตกใจ คิดว่าคงตายวันนี้แล้ว ยังไม่ได้ลาใครเลย มันโดนตีพัดหมุนจนลิ้นห้อย เจ็บแสบแต่ไม่มีบาดแผลสักหย่อม ปกติถ้ามันอยู่ในน้ำนานขนาดนี้ มันตายตั้งนานแล้ว ตอนนี้มันกลับไม่เป็นอะไรเลย กำลังวังชายังอยู่เหมือนเดิม ไหนๆ จะตายแล้ว ลองออกแรงฮึดสุดท้ายสิ มันออกแรงตีนหน้าหลังพลุ้ยน้ำ จ้วงเอาๆ บ๊ะ มันช่างกระฉับกระเฉงดีแท้ๆ ไปลิ่วโรจน์กู จะเจออะไรก็ให้เจอ กูไม่กลัวแล้ว

ใจมันโรจน์ ใจมันเหิม แลบลิ้น ลืมตาแงงดูน้ำ มองเห็นหมดทุกสิ่งที่อยู่ในน้ำ แจ้งปานตาวันขึ้น มันแหวกว่ายตามกระแสน้ำไปจนเมื่อยล้าแล้ว เจอทางแยกเข้าไปช่องน้อย มุดเข้าไปได้สบายปานตัวของมันหดสั้นขยายใหญ่อย่างไรก็ได้ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองเข้าไปช่องแคบ มันก็เข้าไปได้ มุดเล่นมุดหัวไปตามสายน้ำน้อยใหญ่ ไปจนสุด เห็นแสงสว่างข้างหน้า มุ่งไปจนโผล่ออกจากสายน้ำ ออกมาพบแสงสว่างบนบก มันดีใจเป็นการใหญ่ เสียงน้ำแตกตูม หล่นลงในโอ่งมังกร ยื่นหัวขึ้นแลบลิ้น เห็นบ้านคนเห็นบ้านเมืองที่มันบ่เคยเห็น ยิ้มดีใจ หดตัวมุดเข้าไปช่องเดิม ว่ายน้ำเข้าออกสิบที่ห้าที่

บ้างเห็นคน บ้างคนเห็น คนไล่ มันไล่คน ตกอกตกใจทั้งสองก่ำฝ่าย ตื่นเต้นไม่เกินไม่หย่อนกว่ากัน วิ่งหนีกัน คุกคามกัน สีหน้าของคนที่เห็นมันทำให้มันหัวร่อ คนเอ๋ยคนจำกูไม่ได้ พวกมึงเคยเอาขยะไปทิ้งภูเขาบ้านกูอยู่ กูคุ้นหน้ามึงหลายคน โดยเฉพาะบักเตี้ยหัวล้านดำ

มุดเข้าก๊อกน้ำกลับสู่ช่องใหญ่ ว่ายทวนน้ำกลับไปบ้านภูเขามัน มันรู้ตัวแล้วว่าใบพัดใหญ่ที่หมุนตีไม่สามารถทำร้ายมันได้ ว่ายน้ำเข้าชนอย่างจัง แค่แสบๆ คันๆ ออกมาโผล่บ้านน้อยกลางน้ำเมื่อเริ่มสนธยาแล้ว รู้ตัวอีกที ทั้งวันมันกินแค่ข้าวปั้นเดียว ไม่หิว กลับอิ่มหนำสิ่งที่มันได้รับ

สรรพสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายทั้งมีพิษมีเขี้ยวทยอยกลับบ้านภูเขา แมลงสาบฝูงใหญ่รวมตัววิ่งวุ่น พวกมันแยกย้ายกันไต่ตอมทั้งบริเวณ วิ่ง หยุด วิ่ง หยุด มือตีนจับกันขวักไขว่ หนวดส่ายเป็นระวิง ปากหยุบหยับชอนไชมุดเข้าไปในกองเศษอาหาร

แมลงป่องยกหางเข้าไปอยู่ใต้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มันขุดให้ลูกน้อยทั้งหลายอยู่

สักครู่ใหญ่ขี้คันคากร้องถามหนูขี้เรื้อน “หนู บักหนูขี้เรื้อน มื้อนี่ มึงไปหากินไส”

หนูขี้เรื้อนเงยคอตั้งบ่าขึ้นไปประมาณช้างหกเจ็ดตัวต่อกัน ร้องไปที่กะลา “ขี้คันคาก มึงเป็นหยัง มึงเป็นบ้าซะบ้อ แต่เช้ามา มึงคือร้องถามผู้นั่นผู้นี่แท้ มึงคือบ่ออกไปหาอยู่หากิน หรือมึงอิ่มทิพย์”

“กูไปไสบ่ได้ดอก กูไข่อยู่”

“แล้วไผหาแนวอยู่แนวกินให้มึง”

“ชู้กูบ่อึดบ่ยาก หาให้กูกิน ตกลงมึงหากินไสแท้”

“กูจะไปไสได้ ก็หากินอยู่ป่าข้าวใกล้ๆ นี้ละ ข้าวของชาวนาแถวนี้”

“หมานบ่ล่ะ”

“กูว่าจะเปลี่ยนที่กินใหม่ รวงข้าวมีแต่เมล็ดลีบๆ บางที่ต้นล้มตายระเนระนาด เพราะน้ำดำไหลเข้าไปทั่ว บางที่ต้นข้าวแคระแกร็นตายเป็นเวิ้ง แย่ แย่มากๆ กูต้องคอยระวังเจ้าของ ตาซอนหารวงเต่งๆ ที่ไหนได้ เหลียวมองไปใด เห็นแต่รวงแกร็นชี้โด่ชี้เด่เต็มทุ่งนา อุกอั่งใจหลาย”

“ถ้าแถวนี้บ่คือ มึงก็ลองไปหากินที่ใหม่ ดูสิ ตัวมึงจ่อยผอมโกกโซกหมดแล้ว กูดูแล้ว พวกหนูคือจะบ่ใหญ่บ่ยังบ่เหลือ ไป ไปหาที่ดีๆ”

“ที่ใดล่ะที่มึงว่า มึงก็เห็นมีแต่ภูเขาบ้านเรานี่ล่ะ บ้านที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คนมันเอาขยะมาทิ้งเรื่อย ไม่เห็นหมดไปสักที เผาก็เหม็นไหม้ ฝนตกน้ำเน่าลาดเทลงแม่น้ำลงนาทั่วทีป เหลือใจหลาย พวกมันบ่พากันหายใจบ่ พวกสัตว์ก็อพยพเข้ามาหลายกว่าเก่า พวกอยู่เก่าก็ขยายหน่อแนวออกแพร่หลาย ทำให้หากินยากหลาย”

“มึงคือบ่นเป็นแท้บักหนู” เสียงดังมาจากแม่น้ำ

บักเหี้ยคลานแลบลิ้นมา เสียงดังทำให้สัตว์หลายตัวส่องหน้าออกมาจากที่อยู่ทั้งที่ใกล้มืดเต็มที

“พวกมึงรู้ไหม” บักเหี้ยชะเง้อมองทั้งภูเขา “ว่าวันนี้กูเจออะไรมาบ้าง พูดไปกูว่าพวกมึงไม่อยากเชื่อแน่เลย”

คำพูดของมันสร้างความอยากรู้อยากเห็นให้สัตว์หลายตัวเลย โดยเฉพาะพวกกับแก้ เสนอหน้าออกมาก่อนเลย คลานเข้ามาใกล้บักเหี้ย ยกหัวขึ้นพูด “มึงมีหยังจะมาโม้อีก กูเห็นมึงหากินอยู่แถวแม่น้ำ จะมีอะไรที่พิสดาร หึ”

คำพูดของกับแก้เหมือนหนามหยามใจบักเหี้ย มึงไม่รู้รึว่ากูบ่ได้คือเก่าแล้ว “กับแก้ มึงตัวเท่านี้ มึงคือกล้าพูดกับกูอย่างนี้”

“เอ้า กูพูดจริ…” ยังไม่ขาดคำ กับแก้ตัวนั้นก็เข้าไปอยู่ในท้องบักเหี้ย

ทำเอาบริเวณนั้นแตกตื่น ไม่เคยมีใครเคยทำร้ายกันอย่างนี้ หลายตัวเอาหัวซุกกลับที่เดิม รอจนเหตุการณ์สงบดีแล้ว ค่อยแง้มโผล่หน้าออกมาอีก

“ถ้าพวกมึงพูดกับกูดีๆ จะไม่มีใครเจอชะตากรรมแบบบักกับแก้ตัวนี้ เราอยู่ด้วยกัน กูก็ไม่เคยข่มเหงใคร แต่บักนี้มันหยามกูชัดๆ เอาอย่างนี้นะ นี้ก็มืดแล้ว ให้ทุกตัวเข้านอนกันดีกว่า มีอะไรกูจะเล่าให้พวกมึงฟังมื้ออื่น” บักเหี้ยบอกให้ทุกตัวแยกย้าย ทุกตัวแยกย้ายเข้าที่ตัวเอง ไม่มีเสียงส่ำสัตว์ชนิดใด แม้กระทั่งจักจั่นเรไรก็ไม่ทำหน้าที่เหมือนเคย ความมืดคืบคลานกลืนกินบ้านของพวกมันเรื่อยๆ

แสงทองยังไม่เรื่อนัก พวกตื่นเช้าขยับตัวออกจากที่อยู่ ทุกตัวไม่ลืมเหตุการณ์เมื่อวาน เพียงแต่ไม่มีตัวใดกล้าปริปาก ทำได้เพียงกลบเกลื่อนความสงสัยและความกลัวของตนเองไว้เท่านั้น

มีเพียงแม่ขี้คันคากที่ทักทายสัตว์ตัวนั้นตัวนี้ ทักทายเพียงพาดๆ พูดไม่เต็มปากเต็มคำ ตาก็จ้องมองดูที่ที่เหี้ยจะออกมา ไม่มีเพียงมันตัวเดียวเท่านั้นที่ชะเง้อรอดู สัตว์ตัวอื่นๆ ตั๊กแตนเอย จิ้งหรีดเอย หนูเอย และตัวอื่นๆ มากมายก็รอดูว่าวันนี้เหี้ยจะพูดอะไรกันแน่

บักเหี้ยเดินออกมา มองสรรพสัตว์รอบๆ แล้วยิ้ม “กูไม่อยากสาธยายคุณวิเศษของกูให้พวกมึงฟังดอก จะบอกแค่ว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป กูจะคุ้มครองดูแลพวกมึงเอง”

สัตว์หลายตัวคันปากอยากพูดแทรกเหลือเกิน แต่นึกเห็นภาพเมื่อวานแล้วให้แขยง ไม่เอาดีกว่า มันคงมีอะไรดีแน่ๆ จึงกล้าฆ่ากับแก้และกล้าพูดอย่างนี้

บักเหี้ยพูดแล้วคลานหนีออกมาไม่สนใจสัตว์ตัวใด คิดในใจว่าวันนี้คงมีอะไรดีๆ ให้ดู คิดแล้วมันมุดน้ำลงไปสู่ท่อที่ส่งมันเข้าไปในหมู่บ้าน ดำผุดดำว่ายโผล่หาแสงสว่าง

คราวนี้มันย่องเข้าไป ไม่ตูมตามเหมือนครั้งก่อน กลัวโดนไล่เหมือนครั้งที่แล้ว ใจก็กลัวถูกจับตัว อีกใจก็หาญในพละกำลัง ทำให้ความดื้อด้านพามันไปสู่เสียงสนทนาของคน

มันแปลกใจอย่างมากที่ฟังภาษาคนรู้เรื่อง นี่กูเข้าใจคำพูดของคน

…หลังจากคนเฒ่าหัวล้านวางหนังสือพิมพ์ไว้ ชายวัยกลางคนหยิบเอาไปอ่านต่อแล้วสั่งกาแฟ “อย่าเอาน้ำเน่ามาให้ผมกินนะ ผมเอากาแฟ เพราะว่าสีน้ำเน่ากับกาแฟใกล้เคียงกัน ผิดกันแต่กลิ่นเท่านั้นเอง ถ้าใครเป็นหวัดผมว่าเอาน้ำเน่ามาหลอกให้กินไปเลยนะเนี่ย” มองหน้าคนเฒ่าหัวล้านเหมือนขอความเห็น

“ทิดก่ำ มึงอย่าปากดีหลาย แน่จริงมึงก็ไปบอกนายกเทศมนตรีเองสิ ว่าน้ำบ้านเราใช้บ่ได้ กูเปิดทิ้งอยู่ครึ่งวัน นึกว่ามันจะใส ที่ไหนได้เน่ากว่าเดิมอีก ตาย!” พ่อใหญ่จิตพูดขึ้นมาบ้าง

“ผมว่าเรื่องนี้ต้องถึงจังหวัด” ก่ำ สีทอง โพล่ง

หลายคนในร้านหันหน้ามองทั้งสอง เอาใจช่วย

ก่ำ สีทอง ว่าต่อ “แล้วใครล่ะ จะเป็นคนทำ ใคร” เขามองคนในร้าน “มีไหม มึงไปบ่ทิดสมคิด มึงไปยื่นร้องทุกข์นำกูบ่” เขาชี้ชายวัยกลางคนบุคลิกดีคนหนึ่ง

ไม่มีเสียง

“พวกเฮา ทุกคนๆ ไม่ต้องแล้ว ดูนี่ นี่ นี่” ประมุขยื่นโทรศัพท์ให้ทุกคนในร้านดู

ภาพน้ำเน่าในถัง ในกะละมัง ในโอ่ง มีภาพเหี้ยที่ตัดหน้าคนใส่

“แก้ไขหรือแก้ตัว”

“ดื่มชากันเถอะครับ”

“นี่คือโฉมหน้าผู้โชคดี กินภาษีของพวกเรา”

“เหี้ยในร่างคน”

“มัวทำอะไรอยู่ ชาวบ้านเดือดร้อนมึงเคยมาดูแลไหม”

คนที่ตั้งสเตตัสเป็นคนที่ก่ำ สีทองสนิทมาก เขาสไลด์ดู คิดในใจว่าไอ้นี้กล้าน่าดู เห็นมันหงิมๆ ไม่คิดว่าจะกล้าทำ คนที่ไปแสดงความคิดเห็น คนแชร์มีแต่คนบ้านเราทั้งนั้น เขารู้ว่ามีคนจำพวกหนึ่งไม่พอใจสเตตัสนี้ มีไม่กี่คนหรอก แต่คนส่วนใหญ่ต่างกดไลค์ยินดีกับการตั้งสเตตัส

เบื่อแล้วบักเหี้ยก็โผล่ไปอีกที่หนึ่ง

…“หนักมากไหมเด็กชายสมบุญ”

“พอสมควรอยู่ครับครู”

“มีอะไรอยู่ในกระเป๋า ทำไมแบกมาเยอะแยะจัง”

“มีหมดครับ ที่สำคัญคือน้ำดื่ม ขนาดถ้วยจาน แม่ผมยังให้ขนมาด้วยเลยครับ กินเสร็จเอาไปล้างที่บ้านก็ได้ พ่อตักน้ำจากทุ่งทางโน้นมาใส่โอ่งไว้”

“อะไรจะขนาดนั้น มันไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นหรอกสมบุญ”

เสียงหนึ่งแทรกเข้ามา “ครูก็ซื้อน้ำกิน ผมรู้อยู่”

“เฮ้ย!… อย่าพูดแทรกสิ ครูพูดอยู่ มึงนี่มารยาทไม่ดีเลยไอ้ชาญ”

ครูมองหน้าเด็กชายสมบุญ

เด็กชายสมบุญยกมือขึ้นไหว้ “แฮ่ ผมขอโทษครับครู ที่พูดคำหยาบ ลืมตัวว่าอยู่ต่อหน้าครู ผมขอโทษครับ”

เด็กชายชาญชัยพูดขึ้นก่อนเพื่อนโดนตำหนิกว่านี้ “ผมก็เอามาเหมือนกันครับครู นี่ เต็มกระเป๋าเหมือนกัน” คิดขึ้นมาได้ ร่ายยาวต่อ “เมื่อวานน่ะสิครับ ผมกับบุญไม่คิดว่าน้ำจะเน่าเหม็นขนาดนี้ ลืมตัวด้วยแหละ เตะบอลเสร็จ จะหาน้ำล้างหน้า ก้มหัวลงใต้ก๊อก เปิดก๊อกสุดเลย ตอนน้ำลงหัวก็เย็นดีอยู่หรอก เมื่อมันไหลลงมาปากไหลลงมาจมูกนี่สิครับ เหม็นจนผมจะฮากแตก น้ำบ้าน้ำบออะไรจะเหม็นขนาดนี้ เหม็นปานขี้กะบ่ปาน” พูดด้วยหน้าขยะแขยง

สมบุญสำทับ “ใช่ครับครู ดีนะที่ชาญชัยโดนก่อน ถ้าผมใจร้อนเหมือนมัน ผมว่าผมได้แก้ผ้าวิ่งเข้าบ้านตั้งแต่ตอนนั้นแหละ ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ไหวนะครับครู พวกเราจะอยู่กันอย่างไร

“ใช่ครับครู แล้ว ผอ. ว่ายังไงบ้าง ไม่เห็นแก้ปัญหาเลย”

“ท่านก็กำลังแก้อยู่ ใจเย็นหน่อยสิ”

“เย็นมาตั้งนานแล้วครับ เขาบ่นกันทั้งโรงเรียนแล้ว ไม่รู้ต้องหอบสัมภาระการอยู่การกินไป-กลับ บ้าน-โรงเรียน ถึงวันไหน”

“ท่านก็ไม่ได้นิ่งนอนจะ…”

“ครูๆๆๆ เหี้ยๆๆ มันเข้าออกๆ ก๊อกน้ำ ผมว่าแล้ว ทำไมน้ำมันเหม็นแท้ ตัวอันนี้นี่เอง”

บักเหี้ยรีบหนีเข้าก๊อกน้ำ มุดเข้าไปออกอีกก๊อก มาโผล่ที่ที่มีคนเยอะ

…“ยายสม เจ้าก็ดูสิ ปกติน้ำล้างปลาล้างเนื้อมันก็เหม็นคาวอยู่แล้ว แล้วพวกเราจะเอาน้ำดีๆ จากที่ไหนมาล้างผักล้างเนื้อได้ อย่างนี้มันก็เหม็นคับตลาดนั้นแหละ เวลาเก็บค่าแผง มันก็เก็บเต็ม แต่ตอนเราเดือดร้อน บอกให้แก้ไข มันก็บอกว่ากำลังดำเนินการอยู่ จนจะเดือนหนึ่งแล้ว คือแก้ไม่ได้” ยายสีถลกผ้าซิ่นสะบัดระบายความอัดอั้นตันใจ

“ยายสี เจ้าว่ามาก็ถูกหมดนั้นแหละ แต่รบกวนไปพูดไกลๆ ฉันจะได้ไหม ไม่อยากฟัง ตั้งแต่ตีห้าก็พูดแต่เรื่องเดียวๆ พูดแล้วมันมีอะไรดีขึ้นบ้าง พู้น เจ้าไปร้องบ้านนายกเทศมนตรีพู้นนา ลาวนั้นล่ะ เป็นผู้ต้องรับผิดชอบเต็มๆ ไม่ใช่สองหูฉัน ต้องมาทนรับเจ้าพ่นเสียงแปร๊นๆๆ” ยายสมชักจะทนยายสีไม่ไหว

ยายสีเสียงอ่อน “มีกันอยู่เท่านี้ เจ้าจะให้ฉันไปพูดกับใคร ก็มีเจ้านี้ล่ะ รับฟังทุกเรื่องของฉัน”

“ฉันก็เดือดร้อน คนอื่นก็เดือดร้อน ดูหน้าตาแต่ละคนสิ ไม่มีใครพอใจสถานการณ์อย่างนี้หรอก ใช่ไหมพี่อุ่นพี่เหมือนน้าหว่างน้าพิศ” ยายสมหาแนวร่วม มองหน้าคนนั้นคนนี้ พูดเสียงดัง “พวกเราต้องทำอะไรกันแล้ว ให้ยายสีนี่แหละเป็นคนไปเจรจา ดีไหมพวกเรา” ลาวพูดเล่นดักคอยายสี

“โอ้ย พูดอะไรอย่างนั้นละยายสม ฉันก็พูดไปอย่างนั้นแหละ จริงๆ แล้วฉันพูดไม่เก่งหรอก พูดเล่นพูดหัวพอได้อยู่ แต่ถ้าให้ไปเจรจาว่าความแพ้ชนะ ฉันสู้ใครเขาไม่ได้หรอก อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ฉันไปไม่ได้หรอก” ยายสีรีบออกตัว

ยายสมเหมือนปิ๊งความคิด “เออ เป็นความคิดที่ดีเหมือนกันนะ ตอนแรกฉันก็พูดเล่นๆ ปากพาไปหรอก แต่มาคิดดีๆ แล้ว มันก็น่าจะเข้าท่านะพวกเรา ดีไหมๆ” ขอความเห็นทุกคนที่อยู่บริเวณนั้น “พวกเราส่งตัวแทนสักสองสามคนไปคุยที่เทศบาลดีไหม อยากรู้ว่าทำไมนายกไม่แก้ปัญหาสักที”

“ว้ายๆๆ เฮ้ยๆๆ เหี้ยๆๆ มันมาได้ยังไง ไม่เคยเห็น ทิดม่อน ไปทางมึงแล้ว ตีๆ ไล่มันไป”

ทั้งตลาดสดแตกตื่น ไม่เคยมีตัวเหี้ยเพ่นพ่านแถวนี้ หลายคนเห็นกับตาว่ามันมุดเข้าไปในก๊อกน้ำ เหี้ยตัวอย่างใหญ่มันมุดเข้าไปได้ยังไง ถ้าไม่เห็นเอง คนมาเล่าให้ฟัง ไม่เชื่อเด็ดขาด ตาฝาดตาฟางก็ไม่น่าจะเหมือนจริงขนาดนี้ หลายปากถามว่าเห็นเหมือนกันไหม ต่างผงกหัวให้กัน ขนลุกกับเหตุการณ์ที่ผ่านไป มีแต่เรื่องราวให้หนักใจ

ถ้าบักเหี้ยไม่รีบหนี หัวมันคงแตกเพราะไม้ของคนในตลาดสดแน่แท้ มีแต่เสียงบ่นด่าในที่ที่มันไป ชักไม่ดีแล้วที่ฟังคนรู้เรื่อง

…“เป็นยังไง เล่าให้อ้ายฟังดูน้องหล่า มึงมีพี่น้องเป็นตำรวจรึ ถึงได้ไปโรงพัก กูไม่คิดว่ามึงจะโดนเหมือนกับเขา นึกว่าไปเยี่ยมญาติพี่น้องทางแม่มึงซะอีก” ก่ำ สีทอง เย้าเขา

พัน มีคำ ญาติห่างๆ ลูกพี่ลูกน้องคนสนิทก่ำ สีทอง มันผงะเงยหน้ามองก่ำ สีทอง มือรินยาธาตุน้ำใสตรารวงข้าวยกส่งให้ก่ำ สีทอง พร้อมคำตอบ “โถ…พี่ทิด เจ้าคือพูดอย่างงั้นเล่า เจ้ากะหยอกน้องแรงเกินไป รีบยกให้หมด น้องจะเล่าให้ฟังอย่างมันส์ๆ”

ก่ำ สีทองลวกกระเพาะรอฟังมันเล่า

“รินมาๆ เครื่องกูเริ่มติดแล้ว เร็วๆ”

“นายกสมศักดิ์ ศรีประสาน ลาวแจ้งความจับพวกผมหกคน มี…ทิดลัด ทิดบาน ทิดประชา ทิดชล ผม และเซียงถ่าน ให้ตำรวจเรียกมาพาตัวไปโรงพัก ข้อหาหมิ่นประมาทลาว ตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายแล้วล่ะ ผม ทิดประชา ทิดชลไปช่วยกันสูบบ่อปลา” คำพูดมันเหมือนจะกลบเกลื่อนอาการบางอย่าง พูดไปเรื่อย มันหยุด นิ่ง คิด เหมือนฉุกคิดอะไรขึ้นมาในหัวได้

“อ้าว…! เงียบทำไมวะ เครื่องกระตุกรึ” ก่ำ สีทอง กระตุ้นมัน

“เดี๋ยว…! พี่ทิด ผมนึกอะไรได้ ใจเย็นนะ ให้ผมคิดดีๆ ก่อน” ขณะที่ดวงตาเหม่อลอย มันก็จ่อแก้วจรดริมฝีปาก ยกพรวดเดียว ตาใสปิ๊งเหมือนสำเร็จความสุขบางอย่าง “ผมโพสต์ก่อน ไม่ใช่ น่าจะมีคนอื่นโพสต์ก่อนแล้วแหละ ผมไม่แน่ใจ เอาเท่าที่คิดได้ก่อนนะพี่ทิด วันนั้นผมซักผ้า ขยี้บิดไล่ฟองออก เสื้อผ้าประมาณสิบกว่าตัว บิดโยนใส่ตะกร้าไว้ เตรียมล้างน้ำแรก” พัน มีคำ ทำมือคลำอะไรสักอย่างเหมือนซักผ้า

“เฮ้ย…! มึงเป็นอะไรมากไหม เอาดีๆ สิ” ก่ำ สีทอง ชักหงุดหงิด

“ผ้าขาวผมกลายเป็นผ้าเหลืองทันที เริ่มตงิดใจ เปิดน้ำสองใส่กะละมัง ไม่ได้มีแค่สีพี่ทิดเอ๋ย กลิ่นมันก็มาด้วย ผมไม่แน่ใจ ยกผ้ามาดม ชัดเลย กลิ่นคาวขี้ตมขี้เลน นี่มันขี้ตมที่พวกผมลงจับปลาชัดๆ สีเข้มข้น ผมปิดน้ำทันที จับผ้าใส่ตะกร้า เทน้ำทิ้งทันที ทีนี้ ผมไม่ได้เทผ้าลงกะละมัง เปิดน้ำอย่างเดียว เปิดจนล้นกะละมัง จนน้ำไหลนองแถวนั้น น้ำยิ่งทวีความเข้มข้นทั้งสีทั้งกลิ่น ผมเปิดทิ้งไว้ หวังว่าน้ำจะใสขึ้นบ้าง แต่สภาพเหมือนเดิม ผมก็เลยโพสต์ภาพเหล่านั้นโรจน์แล้ว เรื่องมันก็เป็นอย่างที่พี่ทิดเห็นนั้นล่ะ พวกที่คอมเมนต์ก็โดนนำกัน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ว่าซั้น โคตรพ่อโคตรแม่มันนี่ โดนข้อหาหมิ่นประมาท” พัน มีคำ บอกด้วยสีหน้าที่เหลือใจ

ก่ำ สีทอง ได้แต่สงสารน้อง คนไหนออกหน้าออกตามักโดนอย่างนี้แหละ ทั้งที่ก็เดือดร้อนกันทุกคน ทั้งหมู่บ้าน แล้วก็ไม่เคยรวมตัวกันได้เลย ห่วงหน้าตาบ้าง กลัวอันตรายบ้าง กลัวเสียผลประโยชน์ กลัวติดคุกตะราง ไม่อยากขึ้นโรงขึ้นศาล แต่ก็ต้องทนอยู่ในสภาพทุเรศทุรังอย่างนี้ เขาด่าทุกคนรวมทั้งตัวเองด้วย

ดีแล้วที่บักเหี้ยเข้าใจแค่คำพูดของคนจากน้ำลาย ไม่เข้าใจถึงความหมายของน้ำตาจากดวงตาของหลายคนที่หลั่งไหล ดีแล้ว

วันนั้นบักเหี้ยได้ไก่น้อยหลงแม่ตัวหนึ่งเป็นอาหาร ถือว่าโอชะนักหนา ก่อนมุดเข้าท่อ มันเห็นเค้าลางไม่ดีโชยทั่วหมู่บ้าน

หลังจากวันนั้น บักเหี้ยได้รับบรรณาการจากการเล่าเรื่องที่มันไปเจอมา ยิ่งเนิ่นนาน ของกำนัลจึงเป็นธรรมเนียมของเหล่าสัตว์ภูเขาขยะ ต้องหาเหยื่อมาให้บักเหี้ย อาการกำเริบของมันยิ่งทวีความรุนแรงเหมือนกลิ่นขยะและเสียงของชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน

ขณะที่บักเหี้ยกำลังเปรมใจในลาภสักการะที่มันได้ อยู่ๆ ก็มีเสียงใบพัดหมุนดังอยู่ในอากาศ พร้อมทั้งตัวเหล็กใหญ่ตัวหนึ่งลอยวนกลับไปกลับมาเหนือบ้านภูเขา ตัวเหล็กหมุนบินอ้อมไปมาอยู่นาน จนสัตว์แหงนคอดูเกิดความรำคาญ เพราะลมที่พัดตีพลาสติก ฝุ่น และเศษมูลฝอยคลุ้ง ทำให้บริเวณที่พวกมันอยู่วุ่นวาย หนูตัวหนึ่งทนไม่ได้จึงบอกให้บักเหี้ยทำอะไรสักอย่าง

“พวกมึงคอยดูนะ กูทำอะไรได้หลายอย่างกว่าที่พวกมึงเห็น พวกมึงจะว่ากูขี้โม้อีกไม่ได้”

ทุกสายตาจ้องมันอย่างหมิ่นเหยียด พวกมันไม่อยากไปหาเหยื่อให้บักเหี้ย ต่างรอทับถมเหยียบซ้ำบักเหี้ย อยากให้มันจมกองขยะตาย ไม่อยากเป็นขี้ข้ารับใช้มันอีกแล้ว ทุกสายตาจดจ้อง

บักเหี้ยขึ้นไปบนยอดภูเขา จ้องเล็งเข้าไปในตัวเหล็กอยู่นาน ในตัวเหล็กมีคนอยู่สี่คน สวมชุดดำคล้ำแตกต่างกัน คนมองมัน มันใช้สายตาแข็งกร้าวมองตอบไม่ลดละ ตัวเหล็กยังบินวนเวียนไม่ไปไหน เข้ามาใกล้มัน คนหัวเราะเยาะมัน มันแลบลิ้นครั้งสุดท้าย ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะกล้าทำ เมื่อตัวเหล็กบินมาใกล้ มันย่อตัวตะกุยพื้นถีบตัวเองขึ้นไปยังตัวเหล็ก คนในนั้นแตกตื่นกันใหญ่ ร้องโวยวาย ฉวยคว้าสิ่งของมาตีไล่มัน แต่ช้าเกินไป มันจู่โจมคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างรวดเร็วอย่างเด็ดขาด เสียงร้องเจ็บปวดโอดโอยระงมเมื่อโดนกัด คนสุดท้ายที่มันต้องกำราบก็คือไอ้คนที่นั่งอยู่ข้างหน้า ควบคุมตัวเหล็กให้บินไปมา ถ้าจัดการคนนี้ ตัวเหล็กก็จะบินไม่ได้อีก มันกระโดดตะครุบทันที ตัวเหล็กเอียงวูบ หล่นลงอย่างเร็ว มันไม่คิดว่าตัวเหล็กจะตกลงเร็วขนาดนี้ รู้อย่างนี้จู่โจมไอ้คนนี้เป็นคนแรกดีกว่า

ตัวเหล็กเสียการควบคุม ตกลงมาสู่กองขยะอย่างแรง เสียงดังโครมอย่างน่ากลัว พวกสัตว์เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น พวกมันเห็นท่าไม่ดีตั้งแต่บักเหี้ยขึ้นตัวเหล็กแล้ว ต่างพากันวิ่งหนีออกจากกองขยะแตกกระเจิดกระเจิง เสียงตัวเหล็กแตกพังไม่เป็นท่า

พวกมันตกใจและดีใจในขณะเดียวกัน หน้าชื่นตาบานเมื่อไม่มีบักเหี้ยแล้ว จะได้รอดพ้นจากการกดขี่ ต่างจับกลุ่มติดตามดูผลอย่างตั้งอกตั้งใจ

ยังไม่ทันสิ้นความคิดของสัตว์น้อยใหญ่ บักเหี้ยตะกุยขยะออกมา ทุกตัวใจหาย จากสภาพของตัวเหล็กไม่คิดว่าบักเหี้ยจะรอด ทำไมมันทนขนาดนี้ ต่างหน้าถอดสี วิ่งเข้าไปหาบักเหี้ยด้วยความจำใจ ลุกลี้ลุกลนช่วยจับประคอง

ที่ไหนได้ “ไม่ต้อง พวกมึงไม่ต้องมาช่วยกูดอก เห็นไหม กูแข็งแกร่งขนาดไหน พวกคนในตัวเหล็กนอนตายอยู่ในนั้น กูไม่เป็นอะไรเลย ฮา ฮา ฮา สะใจโว้ย พวกมึงเห็นหรือยัง กูปกป้องพวกมึงได้ กูเบิ่งแงงพวกมึงได้ ต่อไปนี้พวกมึงไม่ต้องกลัวอะไร มีกูซะอย่าง ขนาดตัวเหล็กตัวใหญ่กูยังพังได้ ไม่ต้องกลัวใครทั้งนั้น ฮา ฮา ฮา” มันผยองยิ่งกว่าเดิม ทำเอาพวกสัตว์หน้าหมองไปตามกัน หารู้ไม่ว่าเรื่องใหญ่จะเกิดขึ้นหลังจากตัวเหล็กตก

นอกจากเรียกชาวบ้านมาหาแล้ว เสียงตัวเหล็กตกยังเรียกสถานการณ์ที่บักเหี้ยคาดไม่ถึงมาหาพวกมันด้วย ชาวบ้านแตกตื่นมาดู พวกสัตว์วิ่งหนีเข้าสู่ที่อยู่ของตนแทบไม่ทัน ทั้งที่ไม่อยากเจอภาพเหล่านี้นายกสมศักดิ์ ศรีประสาน ก็ต้องมาดูความเสียหายที่เกิดขึ้นในเขตปกครองของตัวเอง

ภาพขยะสารพัด กลิ่นที่ชวนคลื่นเหียน ต้องเอาหน้ากากอนามัยสวมใส่ เข้าไปใกล้ที่เกิดเหตุ ยิ่งเจอสารพัดสัตว์น่าขยะแขยงทำหน้าผลุบๆ โผล่ๆ  สิ่งเหล่านี้คือผงที่เคืองตาท่านนานแล้ว ไม่อยากเห็น ไม่อยากเข้าใกล้ ทั้งเกลียดทั้งกลัว แต่ต้องมาแก้ไขสถานการณ์ เมื่อได้สัมผัสแล้ว กลับเกิดความรู้สึกอีกอย่าง ถึงว่าชาวบ้านโวยวายไม่หยุดหย่อน

ท่านให้ลูกน้องแจ้งเหตุร้ายให้ตำรวจรู้

ครู่ใหญ่ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองทั้งตำรวจและกู้ภัยก็มาถึงพร้อมขบวนนักข่าวหลายช่อง งานนี้ได้ข่าวใหญ่นำเสนอต่อสังคม ทั้งข่าวเฮลิคอปเตอร์ตกและข่าวภูเขาขยะมหาศาลที่เหม็นเน่าอยู่ริมแม่น้ำ ผู้ประกาศข่าวต้องพยายามพูดให้เสียงดังผ่านหน้ากากอนามัย ทั้งแมลงหวี่แมลงวันไต่ตอมผู้คนที่มาในวันนั้น

“กำลังแก้ไขครับ” คือคำตอบที่ได้จากนายกสมศักดิ์ ศรีประสาน เมื่อโดนถามจี้เข้าก็ขอตัวไปแก้ไขสถานการณ์ ไปช่วยเหลือคนเจ็บ

“กำลังแก้ไขครับ” คำตอบที่แพร่ภาพทั่วประเทศ นำพาเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังคับประเทศ ทั้งการแสดงความคิดเห็นและแสดงความจริงดังกระหึ่ม

“กำลังแก้ไขครับ” คำตอบที่จุดประเด็นให้อดีตที่ผ่านมาของท่านโดนขุดคุ้ย คนได้รู้จักสิ่งที่ท่านเคยทำมา ทั้งการแจ้งความและวี่แววส่อทุจริตหลายอย่าง

แต่นายกสมศักดิ์ ศรีประสาน ยังมีความเป็นอยู่ปกติดี ท่านสามารถควบคุมสถานการณ์ให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการได้ เพียงแต่ต้องแก้ไขบางอย่างให้มันดูดีกว่านี้ ทำให้เข้าที่เข้าทางตามคำสั่งของผู้ใหญ่จากเบื้องบน

หลังจากวันนั้น รัศมีอำนาจของบักเหี้ยยิ่งเปล่งปลั่งกว่าเดิม มันสร้างอาณาจักรของมันให้เป็นปึกแผ่น ออกแบบที่อยู่ใหม่ทั้งหมด มีมันอยู่ใจกลางของบ้านภูเขา สิ่งอำนวยความสะดวก อาหารการกิน และผู้ที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาดูแลมันครบครัน วางกำลังไว้ล้อมรอบบ้านภูเขา มีเวรเปลี่ยนกะ มีผู้ควบคุมตรวจตรารายงานมันเป็นระเบียบเรียบร้อย ตัวบ้านภูเขาจัดสรรให้เป็นที่อยู่ของพวกสัตว์ มันเป็นผู้จัดให้ ตัวใดเป็นที่พอใจ ตัวนั้นไปอยู่ที่ตำแหน่งการกินที่ดี ส่วนเผ่าพันธุ์ใดที่เคยสร้างความขุ่นเคืองให้มัน มันจัดการให้ไปอยู่ปลายแถว ไปอยู่ไกลหูไกลตา อย่าเข้าใกล้ ท่ามกลางบริเวณล้อมรอบ มันหาความเหมาะสมอย่างเต็มที่

“บักกับแก้ วันนี้มึงมีอะไรมาให้กู” บักเหี้ยทักถามพวกกับแก้ด้วยนัยน์ตาเยิ้มฤทธิ์ของหมักของเมา

ฝูงกับแก้พากันวิ่งเข้าหา พูดหงอๆ “พญาครับ อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลยครับ พวกผมออกไปหากินไกลกว่าครั้งก่อน พู้นๆๆๆๆ ไปถึงป่าดำไกลพู้นน่ะ ไม่ได้อะไรมาสักอย่างเลย ขอความเห็นใจเถิดครับ”

บักเหี้ยเงยหน้าขึ้นแลบลิ้น ย่างสามขุมไปหาพวกกับแก้ “กูจะให้โอกาสทุกตัว เอ๊ะ หรือว่า…” มันเข้าใกล้หัวหน้ากับแก้ อ้าปากงับ “พวกมึงจะเป็นอาหารแทนเหยื่อที่หาไม่ได้…” ก้มหน้าพูดกับกับแก้ตัวรองลงไป “พวกมึงจะเป็นอาหารมื้อนี้เลยไหม หรือจะหามาให้กูจนได้ อยากเป็นคือบักหัวหน้าพวกมึงไหม” มันยิ้ม เดินมานั่งที่เดิม

“พวกผมจะตั้งใจหาเหยื่อมาให้พญาหลายๆ ครับ จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกแล้วครับ” รองหัวหน้ากับแก้บอกด้วยอาการสั่นๆ

“ดี ให้มันได้อย่างนี้ กูขอแต่งตั้งให้มึงเป็นหัวหน้าตั้งแต่มื้อนี้ พาลูกน้องไปหาเหยื่อมาให้กูให้ได้ ถ้าบ่ได้ มึงคงรู้ว่าจะเจออะไร ไป๊!”

พวกกับแก้ไปได้คราวเดียว เสียงแตกตื่นอยู่ข้างนอก มีผู้เข้ามารายงานว่าเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ ให้พ่อพญาออกไปดู

บักเหี้ยออกฉุน “อะไรของพวกมึงวะ” คลานต้วมเตี้ยมออกไปอย่างคนเมา ออกมาเห็นคนมากมาย รถมากมายวิ่งเข้ามาสู่บ้านภูเขาของพวกมัน

รถแทรคเตอร์ใหญ่ รถแบ็คโฮ รถดัมพ์ และรถเจ้าหน้าที่

รถที่ทรงสง่ากว่าคันอื่นจอด มีคนเปิดประตูให้ คนหัวล้านเตี้ยดำเดินลงมาจากรถ ทุกคนวิ่งเข้าไปล้อมหน้าล้อมหลังเขา

นายกสมศักดิ์ ศรีประสานสั่งการให้กำจัดขยะ ทุกคนรับทราบวิ่งไปประจำที่ตนเอง

อาการเมาของบักเหี้ยหายเป็นปลิดทิ้ง หน้าใสขึ้นมาทันควัน ก่อนที่รถแทรคเตอร์จะดันกองขยะที่อยู่ต่อหน้าของมัน มันยืนสองขาพ่นไฟจ๊วดใหญ่เผาผลาญทั้งคนทั้งรถ คนตกใจ รีบวิ่งหนีตายลงจากรถ เพื่อนช่วยมาดับไฟแทบไม่ทัน

บักเหี้ยยืนขึ้นสองขาปากออกมา “ใครใช้ให้พวกมึงมาทำลายบ้านกู ไป๊! หนีไป! ก่อนกูจะเผาพวกมึงตายหมด พวกมึงคือบังอาจคักแท้ พวกห่ากินหัวมึง” คลานเร็วเข้าไปใกล้คน คุกคามข่มขวัญคน “บังอาจแท้ๆ อย่ากลับมาให้กูเห็นอีก คอยดู บ้านพวกมึงจะไม่เหลือหลอ กูใจดีกับพวกมึง ไป!” มันตวาดออกเป็นเสียงคนดังก้องฟ้าก้องแผ่นดินแถวๆ นั้น จนต้นไม้ต้นหนึ่งไหวติงผิดปกติ

คนที่หนีรอดไปแล้ว วิ่งไปหานายกสมศักดิ์ ศรีประสาน “ท่าน ท่านครับ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว มีเหี้ยตัวหนึ่งพ่นไฟเผารถเราวอดวายเลยครับ”

“แค่เหี้ย ไอ้พวกเหี้ย แค่เหี้ย พวกมึงก็ขับรถทับให้ตายไปเลยสิ โถ ทำไมมีลูกน้องโง่ขนาดนี้วะ” ท่านหัวเสียมาก แต่เมื่อเกิดเสียงแตกตื่นทำให้ท่านรีบไปดูด้วยตาตัวเอง

ท่านเดินนำหน้าไปสู่ที่เกิดเหตุ ลูกน้องตามหลังเป็นพรวน เดินลิ่วๆ ไปคว้าท่อนไม้เหมาะมือท่อนหนึ่ง กะว่าจะทุบให้ตายในทีเดียวเลย

แต่เมื่อประจันหน้ากันจริงๆ นัยน์ตาสบประสานกัน นิมิตในหัวทั้งสองบังเกิดภาพปั้นข้าว กลิ่นหอมฟุ้งในอนุสติ รสชาติมันหอมหวนย้อนกลับมาเหมือนวันนั้น

ทั้งสองแสยะยิ้มให้กัน

ก่อนที่พวกอีกาบนต้นไม้ใหญ่จะกระพือปีกเข้าโจมตีทั้งเหี้ยทั้งคน.

วัฒนพงษ์ แก้วนาพันธ์
เป็นชื่อ-สกุลและนามปากกา ลูกหลานบ้านยางลาว  อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์
รักการอ่านจากหนังสือการ์ตูน แตกกอต่อยอดจนถึงวรรณกรรม และรักการเขียนด้วย
สนับสนุนวรรณกรรมไทย โดย

สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย
สำนักพิมพ์แสงดาว

Author

WAY of WORDS
โครงการเปิดรับต้นฉบับเรื่องสั้นและบทกวี ไม่จำกัดความยาวและเรื่องที่อยากเล่า ต้นฉบับทั้งเรื่องสั้นและบทกวี ถูกอ่านและพิจารณาโดยคณะบรรณาธิการสายแข็ง ก่อนเผยแพร่ทาง waymagazine.org

Illustrator

เสฎฐวุฒิ โกมารกุล ณ นคร
เรียนจบศิลปกรรมศาสตร์ ภาพพิมพ์ จากมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นคนสำส่อนทางการเสพย์ความบันเทิง มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่ศิลปะโมเดิร์นจนถึงกราฟฟิตี้ของเหล่านักเรียนช่าง หนังของ มาร์ติน สกอร์เซซี ไปจน พจน์ อานนท์ ไม่เกี่ยงทั้ง เจนนี่ แบล็คพิ้งหรือ เจนนี่ ปาหนัน เพราะได้หมดถ้าสดชื่น ความสนใจล่าสุดคือการทำคอนเทนต์ออนไลน์ จึงลองชิมลางด้วยการฝึกงานกับทีม WAY