ก่อนกลางสี่แยก

1

 

ท้องฟ้ายามเย็นแผ่ปกคลุมสันเขาที่อยู่ไกลลิบ ชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งนั่งหันหลังอยู่บนพื้นหญ้า พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า คล้ายภาพย้อนแสงจึงไม่เห็นลักษณะของทั้งสองอย่างชัดเจน เขาและเธอจับมือกันและกัน แผ่นหลังของทั้งสองเหมือนกำลังบอกเล่าเรื่องราวอะไรบางอย่าง เป็นทิวทัศน์ที่แปลกตาและไม่คุ้น ดูไม่ออกว่าคือสถานที่ใด ศิลปินคนใดกันที่วาดภาพรูปนี้ พจน์นึกสงสัยขณะกำลังนั่งรออยู่ในห้องต้อนรับซึ่งเลยเวลานัดมาสี่สิบห้านาที ที่โต๊ะกลางห้อง มีหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าพาดหัวข่าวตัวโต ต่ำสุดรอบ 10 ปี สับปะรดราคากิโลฯ ละ 1 บาท ใต้พาดหัวข่าวเป็นรูปเหล่าสับปะรดที่ถูกทิ้งไว้กองมหึมา พจน์กลับไปสนใจภาพวาดอีกครั้ง หญิงสาวกับชายหนุ่มและแผ่นหลังของพวกเขา พวกเขารักกันจริงๆ? หรือเป็นเพียงความฝันเฟื่องของตัวศิลปินที่ทำให้ทั้งคู่รักกันตอนที่วาดภาพนี้ พจน์อยากรู้ว่าหน้าตาของหญิงสาวในภาพวาดเป็นอย่างไร เธอจะสวยบาดใจตัวเขาเองได้หรือไม่ เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และแล้วประตูก็เปิดออก ชายร่างอ้วนในชุดสูทสีเทาเอ่ยขึ้น “ขอโทษที่มาสาย คุณต้องเห็น สับปะรดเกลื่อนถนนไปหมด” ทนายปลดกระดุมเสื้อสูทพลางนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามพร้อมยื่นมืออ้วนป้อมออกมา

พจน์ชำเลืองมองรูปภาพอีกครั้ง และหันกลับมามองหน้าทนาย เหมือนแววตาของตัวเขาสะท้อนความท้อแท้อะไรบางอย่างออกมา เพราะเขารับรู้ได้จากสีหน้าของทนายที่ดูจะพยายามปลอบโยน

“หน้าตาคุณบอกว่ามีปัญหาอย่างอื่นอีก นอกจากเรื่องราคาสับปะรด” ทนายพูดออกมาอย่างเป็นกันเอง

พจน์พยักหน้ารับ ไม่วายไพล่หางตามองภาพวาดอีกครั้ง เหมือนมันมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่างจากสีสันเหล่านั้นที่เร้าความสนใจจากเขาได้เป็นอย่างมาก เขาอยากละสายตาจากมัน แต่รู้สึกทำไม่ได้

“รักษ์คุณเคยหมดรักใครบ้างหรือเปล่า” เขาถามออกไปแผ่วเบาประหนึ่งรำพึงกับตัวเอง

แม้ภายนอกเขาดูเหมือนจะไม่เสียใจ แต่ลึกๆ แล้วข้างในของเขาช่างปวดร้าวยิ่งนัก ยี่สิบสามปีของชีวิตคู่ที่ดำเนินมากำลังหมดอายุลง คล้ายการพิมพ์วันเดือนปีด้านล่างของสับปะรดกระป๋องจากโรงงานของเขาเอง รสชาติของการหมดอายุมันเป็นอย่างไรกัน พจน์เคยตั้งคำถามกับตัวเอง เมื่อเห็นสับปะรดกระป๋องที่หมดอายุถูกตีกลับมาหลังการขนส่งผิดพลาดในครั้งนั้น บริษัทของเขาได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง โดนฟ้องร้องและถูกตั้งคำถามถึงมาตรฐานของการผลิตและส่งออก ครั้งนั้นรักษ์ผู้เป็นทนายก็คอยช่วยเหลือหาทางแก้ปัญหาและให้คำปรึกษา ก่อนที่พจน์จะกอบกู้ความไว้เนื้อเชื่อใจคืนมาได้ใหม่อีกครั้ง ตอนนั้นพจน์มองดูสับปะรดกระป๋องที่หมดอายุเบื้องหน้า เขาลองเปิดฝาออก ฟองอากาศลอยอยู่ด้านบน น้ำเชื่อมกลายเป็นสีน้ำตาลคล้ำส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวฉุนโชยออกมา เขาใช้ส้อมจิ้มสับปะรดขึ้นมาหนึ่งชิ้น เอาใส่ปากและเคี้ยวมันอย่างช้าๆ พจน์รับรู้ได้ถึงรสชาติของการหมดอายุว่าเป็นเช่นนี้เอง ก่อนจะอาเจียนเอาสิ่งที่กินเข้าไปออกมา แต่สำหรับครั้งนี้ เขารู้ว่าเขาไม่สามารถกลับไปสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจได้อีก ทุกอย่างมันกลายเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถควบคุมได้อีกแล้ว เขาไม่อยากจะเชื่อว่ามันเกิดขึ้นกับเขาจริงๆ แม้มันจะเกิดขึ้นแล้วก็ตาม แต่พจน์ยังคงหลอกตัวเองให้เชื่อว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“กาแฟ หรือวิสกี้สักแก้วดี?” ทนายถาม

“ผมอยากได้สับปะรดหมดอายุสักกระป๋อง”

ทนายหัวเราะขึ้นก่อนพูดต่อ “คุณนี่ช่างมีอารมณ์ขันเหลือเกิน”

“ผมไม่เคยคิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับผม”

“ชีวิตไม่ใช่เรื่องที่ออกแบบเอาไว้ล่วงหน้าแล้วจะไม่ถูกแก้ไข” ทนายรักษ์เงียบไปนิดนึง “แม้แต่สิ่งที่พระเจ้าออกแบบเอาไว้ก็ย่อมถูกเปลี่ยนแปลงได้”

“คุณน่าจะไปเป็นบาทหลวง”

“นั่นมันอาชีพของคนที่บริสุทธิ์ คุณก็รู้ว่าผมไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างบริสุทธิ์ขนาดนั้น บางครั้งผมก็หากินอย่างหลอกลวงเพื่อให้ตัวผมเองได้ผลประโยชน์” ทนายหัวเราะขึ้นอีกครั้ง คางของเขากระเพื่อมสั่นขึ้นอีกระลอก พจน์นึกถึงคลื่นของทะเลที่ซัดเข้าหาฝั่ง และกลิ่นของมันก็ฉุดพาเขากลับไปสู่ความทรงจำในอดีต แดดแรงในฤดูร้อนและพรายฟองของคลื่นเกลื่อนตัวอยู่บนชายหาดที่ไมอามี ผิวสีแทนของหญิงอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกัน เหงื่อที่ผลิผุดและกลิ้งไหลไปบนเรือนร่างที่ถูกปกปิดด้วยชุดว่ายน้ำ เธอสวมแว่นดำเพื่อกรองแสงจ้าหรือปิดบังสายตา เขาไม่แน่ใจ หากแต่ที่แน่ใจก็คือ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่างที่อุบัติขึ้น

“คุณไปได้รูปนี้มาจากไหน?” พจน์ชี้ไปทางภาพวาดบนผนัง

“เด็กหนุ่มในความอุปถัมภ์ของผมต้องการใช้เงิน ผมเลยซื้อภาพที่เขาวาด” รักษ์ตวัดสายตามองภาพก่อนตอบ “คุณชอบมันหรือ?”

พจน์พยักหน้า

“ผมยกให้คุณได้เลยนะ”

พจน์หันกลับไปมองภาพวาดบนผนังห้องอีกครั้ง ชายหนุ่มหญิงสาวมองดวงอาทิตย์ที่กำลังตกดิน เขาอยากให้ชายหนุ่มในรูปคือตัวเขาและหญิงสาวในรูปคือภรรยาของเขา แต่คนทั้งคู่เป็นเพียงแค่เงาร่างดำๆ ที่ไม่มีลักษณะของรายละเอียด แถมทั้งสองพร้อมจะถูกความมืดที่กำลังมาเยือนกลืนกินเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่ดึงตัวเรากลับไปสู่สิ่งที่อยู่ภายในของแต่ละคน เป็นความปรารถนาที่ดำมืด เป็นสิ่งที่กดเก็บและเผยตัวตนอันดิบเถื่อนออกมา เพื่อรอวันที่จะชำระแค้นอย่างเลือดเย็น

หน่อสับปะรดตระเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ถูกปักชำลงดิน มันคือความหวังและความฝัน มันคือชีวิตและจิตวิญญาณ จักรวาลที่ซ่อนตัวอยู่ในหน่อพันธุ์แห่งนั้น ซุกตัวหลับอยู่ในดินอันอบอุ่นและผ่านความชุ่มชื้นจากสายน้ำแห่งการฟูมฟัก และเมื่อกาลเวลาเคลื่อนตัวไป มันก็ค่อยๆ ก่อเกิดแทรกตัวขึ้นมาจากผืนดิน ใบอ่อนของมันผลิรับแสงแดด ใบสีเขียวสดก็ดูดซับพลังงานความร้อนเปลี่ยนเป็นอาหารที่หล่อเลี้ยง เพื่อการเจริญเติบโต ก่อนกลายเป็นผลผลิตในไร่อันโล่งกว้าง สีเขียวสดละลานตาเป็นแนวแถวยาวเหยียด ใบของมันที่มีหนามแหลมเอาไว้ป้องกันตัวก็คมกริบ มันจะฝากร่องรอยแห่งความเจ็บปวดไว้ในทรงจำกับผู้ที่ไม่ระมัดระวังและเผลอตัว

 

2

 

พจน์สะดุ้งตื่น เขามองดูปลายนิ้ว ความรู้สึกเจ็บแปลบยังคงอยู่ หนามแหลมของใบสับปะรดที่เกี่ยวปลายนิ้วจนเลือดไหลซิบ ก่อนที่เขาจะโดนใบของสับปะรดบาดนิ้ว พจน์เห็นพ่อของเขา พ่อที่เสียไปแล้ว ยืนมองดูไร่สับปะรด ไร่ที่พ่อของพ่อเป็นคนพลิกฟื้นผืนดินขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรง จอบรุ่นแรกที่ปู่ของเขาขุดลงไป เหงื่อที่หยดลงบนไร่ และหน่อพันธุ์ที่งอกเงยเมื่อสัมผัสดินและน้ำ จากหนึ่งขยายออกไปเป็นสอง จากสองเป็นสี่ จากสี่เป็นแปด ในวันที่ปู่ยืนกอดอกมองดูไร่สับปะรดของตัวเองเขียวสลับเหลืองไปตามแนวยาว พ่อของเขามองเห็นแววตาของปู่เป็นแววตาแห่งผู้ชนะ ก่อนที่ปู่จะหันมาบอกกับพ่อของเขาว่า ‘แรงของพ่อใกล้หมดแล้ว ต่อไปนี้จงใช้แรงของลูกทำแทนพ่อ’ ปู่ยกไร่สับปะรดทั้งหมดให้กับพ่อ จอบรุ่นที่สองของพ่อขุดลงไป (แท้แล้วมันเป็นรถไถ) เหงื่อที่หยดลงบนไร่ และหน่อพันธุ์ที่งอกเงยเมื่อสัมผัสดินและน้ำ จากแปดเป็นสิบหก จากสิบหกเป็นสามสิบสอง จากสามสิบสองเป็นหกสิบสี่ พ่อของพจน์ยืนมองไร่สับปะรดที่สืบทอดต่อจากปู่ ก่อนจะพูดกับตัวเองว่า ‘แรงของพ่อใกล้หมดแล้ว แต่ต่อนี้ไป พ่อจะใช้แรงของคนอื่น’

พ่อของพจน์ลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปสับปะรด กลายเป็นสับปะรดกระป๋องและส่งออก ตอนเด็กเมื่อถึงเวลาปิดเทอม พ่อชอบพาพจน์ไปไร่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เล่าเรื่องราวของปู่ให้พจน์ฟัง แต่พจน์ไม่ชอบไร่สับปะรด เขาอยากเป็นคาวบอย มีฟาร์มเขียวขจีและกว้างใหญ่ มีวัวหลายตัวยืนเล็มหญ้าที่มีฉากหลังเป็นภูเขาทอดตัวแนวยาว ตัวเขาเองใส่ชุดหนัง สวมหมวกปีกกว้างอย่างที่เคยเห็นในหนังฮอลลีวูด ควงเชือกในมือ ควบขี่ม้าออกไปกลางทุ่งหญ้า และเมื่อขี่ม้ากลับมาบ้าน ก็จะเจอคาวเกิร์ลสาวคนรักทำสตูเนื้อเอาไว้คอยท่า นั่นคือปรารถนาเบื้องลึก

“แล้ววันหนึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นของลูก” พ่อผายมือออกไปยังไร่สับปะรดที่กว้างไกลสุดสายตา แต่พจน์บอกกับตัวเองว่า วันใดที่ไร่นี้และโรงงานตกมาเป็นของเขา พจน์จะขายมัน เอาเงินไปซื้อฟาร์ม วัว ม้า เขาจะเป็นคาวบอยเท่านั้นในชีวิตนี้

ความรู้สึกของคมหนามยังคงอยู่ที่ปลายนิ้ว พจน์ลืมตาตื่นอย่างเต็มตัว นาฬิกาหัวเตียงบอกเวลาตีสามสี่สิบสองนาที เขาลุกนั่งอยู่บนเตียงในคอนโดมิเนียม เป็นคอนโดที่เรียบง่าย เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น ภายในตกแต่งสไตล์มินิมอลเน้นสีขาวและเทา จึงผสมผสานเข้ากับความเป็นโมเดิร์น

ข้างกายของเขา ร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาวหลับใหลอย่างมีความสุข พจน์อยากจะปลุกเธอขึ้นมา เล่าความฝันให้เธอฟัง แต่แล้วชะงัก เขาจะเริ่มเล่าความฝันของเขาว่าอย่างไร แน่นอน การจะเล่าความฝันให้ใครสักคนฟัง คำบอกเล่าแรกต้องเริ่มจากการบอกว่า ฝันนั้นเป็นเรื่องดีหรือร้าย แล้วการที่เขาฝันถึงพ่อที่กำลังยืนมองไร่สับปะรดและเขาถูกใบของมันบาดนิ้ว มันคือฝันดีหรือฝันร้าย หรืออาจเป็นทั้งสองอย่างที่ผสมกัน ฝันดีที่ได้ฝันถึงพ่อ และฝันร้ายที่โดนหนามของใบสับปะรดบาดนิ้ว

หญิงสาวกลับเป็นฝ่ายขยับตัวตื่น เธอถามเขา “ฝันร้ายอีกแล้วเหรอคะ?”

พจน์ก้มมองที่ปลายนิ้ว “จะเรียกว่าอย่างนั้นก็ได้”

“ฝันร้ายจะกลายเป็นดี” หญิงสาวพูดปลอบ

“แต่ฝันร้ายอาจจะร้ายตามความฝัน” พจน์รำพึง ก่อนจะว่า “ผมฝันถึงพ่อ…” แล้วชะงักงัน ไม่เล่าต่อ

“แบบนี้เรียกว่าฝันดีค่ะ” หญิงสาวเอามือลูบแผ่นหลังของเขาเบาๆ

“คงเป็นอย่างที่กานต์ว่า”

กานต์ยิ้มให้เขา “นอนต่อเถอะค่ะ”

“ผมนอนไม่หลับแล้ว กานต์นอนเถอะ” พจน์ลุกขึ้นจากเตียง แสงจันทร์ที่ส่องลอดเข้ามาทางบานหน้าต่างฉาบไล้เรือนร่างเปล่าเปลือยของเขา กล้ามเนื้อเต่งตึงเป็นมัด เขาออกกำลังกายหลังเลิกงานเป็นประจำทุกวัน บนหน้าอกมีรอยสักรูปบอลลูนสับปะรด เขาเดินไปนั่งที่เก้าอี้ในห้องครัว รู้สึกอยากสูบบุหรี่ขึ้นมา แต่พจน์กำลังอยู่ในช่วงเลิกบุหรี่ เขาแกะเปลือกลูกอม เอามันใส่ปาก รสชาติเปปเปอร์มินต์ซ่านอวล

พจน์นึกถึงความฝันในวัยเยาว์ที่อยากเป็นคาวบอย ครั้นเมื่อเขาได้รับมรดกจากพ่อทั้งไร่และโรงงานผลิตสับปะรดกระป๋อง เขากลับไม่ได้ขายไร่และโรงงานอย่างที่เคยคิด ความฝันที่จะเป็นคาวบอยค่อยๆ เลือนหายไปทีละเล็กละน้อยพร้อมการเติบโตของธุรกิจ เหมือนการเอากระดาษทรายขัดเหลี่ยมมุมความฝันให้กร่อนลงไปเรื่อยๆ จนเจือจางและไร้รูปรอยของมัน พจน์เรียนจบการบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยชื่อดังจากประเทศสหรัฐอเมริกา แม้ตัวเขาเองอยากเรียนศิลปะก็ตาม เมื่อจบมาแล้วก็เข้ารับตำแหน่งผู้บริหารต่อจากพ่อของเขาทันที พจน์กลายเป็นคนมีชื่อเสียงขึ้นมาในวงการผลไม้กระป๋อง แล้วบททดสอบแรกของเขาก็มาถึงอย่างรวดเร็ว

เมื่อประเทศไอวอรีโคสต์ อดีตเมืองขึ้นประเทศฝรั่งเศสในแอฟริกาตะวันตกซึ่งได้รับสิทธิทางภาษีผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) เหมือนกับประเทศไทย แต่ประเทศไอวอรีโคสต์อยู่ใกล้กับยุโรปมากกว่า จึงเอาส่วนต่างค่าขนส่งทางเรือมาใช้ในการตัดราคา และคุณภาพสับปะรดก็แทบไม่ต่างกับประเทศไทย เพราะประเทศไอวอรีโคสต์อยู่ในเส้นละติจูดเดียวกับไทย ทำให้ตลาดในยุโรปของการส่งออกสับปะรดกระป๋องของไทยเสียเปรียบ แต่นั่นก็เป็นปัญหาอยู่เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง เพราะประเทศไอวอรีโคสต์เกิดปัญหาทางการเมืองภายในขึ้น ตลาดยุโรปจึงยกเลิกการนำเข้าสับปะรดกระป๋องจากประเทศไอวอรีโคสต์ที่ปกครองด้วยรัฐบาลเผด็จการในทันที เพราะต้องจ่ายภาษีเต็มจำนวน ยุโรปจึงหันกลับมานำเข้าสับปะรดกระป๋องจากประเทศไทยเหมือนเดิม แม้ภายหลังประเทศไอวอรีโคสต์จะกลับมามีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่ทางสหภาพยุโรปก็ไม่ไว้ใจ พจน์ในตอนนั้นที่เพิ่งขึ้นมารับตำแหน่งผู้บริหารสามารถประคับประคองธุรกิจการส่งออกสับปะรดกระป๋องเอาไว้ได้ ทำให้ชื่อของเขาในฐานะผู้ประกอบการหนุ่มเป็นที่จดจำเล่าขาน ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากผู้บริหารคนอื่นๆ ในวงการ เขากลายเป็นที่ยอมรับ มีคนรู้จักมากขึ้น ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงมากความสามารถ และในงานเลี้ยงของสมาคมผู้ค้าและส่งออกฯ พจน์ก็ได้พบกับปรางค์ซึ่งจะกลายมาเป็นภรรยาของเขาในอนาคต

ดวงจันทร์หลบเข้าก้อนเมฆ แสงจันทร์ที่สาดส่องก่อนหน้านี้พลอยเลือนหาย กานต์หลับอยู่บนเตียง พจน์บอกกับตัวเองว่า เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับกานต์เป็นอุบัติเหตุทางอารมณ์ มันเป็นสิ่งที่เข้ามาเติมเต็มในความว่างเปล่าที่ปรางค์ไม่สามารถมอบให้กับเขาได้ กานต์กลายมาเป็นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งเธอยอมรับข้อเสนอบทบาทที่พจน์ยื่นให้

พจน์ยังรักปรางค์อยู่ แม้เขาจะมีกานต์อีกคน กานต์ผู้เป็นเลขาฯ สาวที่ยอมพลีกายให้เขา ไม่ใช่ด้วยความอยากก้าวหน้า แต่เธอรักเขาอย่างที่ผู้หญิงคนหนึ่งพึงรักผู้ชายคนหนึ่ง แม้เธอจะรู้ว่าพจน์มีภรรยาอยู่แล้วก็ตาม แต่พจน์บอกตัวเองว่าเขาไม่ได้รู้สึกรักกานต์อย่างที่เธอรักเขา มันมีอำนาจอะไรบางอย่างที่เข้ามาพัวพันและเกี่ยวร้อยพวกเขาทั้งสามเอาไว้ เป็นปมเชือกที่ขดพันกัน ปมของเชือกที่เมื่อพันกันแล้วก็ยากยิ่งที่จะแก้มันออก แต่ใครเป็นคนที่ทำให้เกิดปมเชือกนี้ขึ้นมา ปมเชือกที่ผูกรัดพวกเขาเอาไว้ มันคือการเรียกร้องของเขา หรือคือการเรียกร้องของเธอ หรือของใคร แรงปรารถนาที่เขาหรือเธอต่างซุกซ่อนและเก็บกดเอาไว้ จนวันหนึ่งต่างฝ่ายต่างก็อยากที่จะทำให้มันเป็นจริงขึ้นมา ตอนนั้นใครเป็นคนพูดขึ้นก่อน พจน์พยายามนึกแต่นึกไม่ออก แต่เขารับรู้ได้ว่า เมื่อใครสักคนพูดขึ้นมา อาจเป็นตัวเขาเองหรือเธอ แต่เขาก็ยิ้มรับ พร้อมที่จะสนองความต้องการนั้น เพราะเขาก็อยากให้มันเกิดขึ้นจริง

พจน์รู้สึกหนาวขึ้นมาเพราะร่างกายไร้สิ่งปกปิด เขาเปิดตู้เสื้อผ้า แต่พบว่ามันว่างเปล่า เขาจึงรื้อกระเป๋าเดินทาง ดึงเสื้อยืดออกมาสวม กลิ่นของแสงแดดและทะเลยังคงติดตรึงอยู่บนเสื้อตัวนั้น ร่องรอยจากไมอามีและหญิงสาวผิวสีแทนเชื้อสายเม็กซิกันยังอุ่นใหม่คล้ายขนมปังปิ้งที่เพิ่งออกมาจากเตา พจน์ซุกหน้าลงบนเสื้อตัวนั้น

 

 

3

 

“ฉันเสียใจ” ปรางค์พูดด้วยความไม่พอใจและนอนหันหลังให้พจน์

“ผมขอโทษ”

“คุณหมดความต้องการในตัวฉันแล้ว?”

“ไม่ใช่อย่างนั้น” พจน์ลูบแขนเธอ “ช่วงนี้ผมเหนื่อย สารพัดปัญหามากมายในตอนนี้ คุณก็รู้คุณก็เห็น เกิดรัฐประหาร สหภาพยุโรปเกิดความไม่ไว้ใจสินค้าส่งออกจากประเทศไทย การส่งออกน้อยลง ปัญหาตามมาอีกสารพัด ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผมอาจต้องปลดคนงานออกเพื่อพยุงบริษัทเอาไว้”

“แต่เรื่องที่เรากำลังทำกันอยู่ มันจะช่วยคุณให้ผ่อนคลายได้มากขึ้น” ปรางค์ยังคงพูดด้วยความไม่พอใจ

“ผมเหนื่อย”

“คุณไม่เหมือนเดิม พักหลังนี้คุณไม่ค่อยแข็งตัว”

พจน์เงียบ

“คุณคงหมดความตื่นเต้นจากฉันไปแล้ว…หรือคุณมีคนอื่น?”

พจน์เงียบ ก่อนจะตอบแผ่วเบา “เปล่า”

“มีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้คุณกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้?” ปรางค์ถาม

แล้วเธอก็เงียบไป พจน์รู้สึกได้ว่าเป็นความเงียบที่แปลกประหลาด การแต่งงานอยู่กินกันมาเนิ่นนาน ทำให้เขารับรู้ได้ว่า เธอต้องการที่จะบอกอะไรบางอย่าง พจน์คิดว่ามันคงเป็นสิ่งเดียวที่เขาก็อยากจะพูดกับเธอเหมือนกัน แต่เขาไม่สามารถพูดมันออกมาได้ ทำได้เพียงแค่คิดและกักเก็บมันเอาไว้อยู่ภายในอย่างล้ำลึก เป็นจิตใต้สำนึกที่ถูกซ่อนเอาไว้พร้อมปิดทับด้วยปูนซีเมนต์อีกชั้นหนึ่ง พจน์ฝังความคิดนั้นและลืมเลือนมันไปตลอดกาล แต่แล้วเป็นปรางค์ที่ทุบพื้นปูนซีเมนต์นั้นให้แตกกะเทาะออกมา ความปรารถนากลับมาลอยฟุ้งขึ้นในกมลสันดานเขาอีกครั้ง

เขาทอดถอนหายใจออกอย่างหนักหน่วง เหมือนจะช่วยให้คำพูดนั้นหลุดออกมา แต่ก็กระดากเขินอายเกินกว่าจะพูดออกมาได้ เขาจึงพูดได้เพียงเสียงที่แผ่วเบา

“…จำภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดโพธิ์ได้ไหม?”

“พจน์!!!” ปรางค์แสร้งทำเป็นตกใจ

“ผมแค่ถามดูเฉยๆ ถ้าคุณไม่โอเค ไม่เป็นไร ผมขอโทษ”

พจน์เห็นนัยน์ตาของเธอกำลังครุ่นคิด เหมือนว่าเป็นชั้นเชิงที่ยั่วล้อและหลอกล่ออยู่ในที พจน์กำลังเฝ้ารอคำพูดของปรางค์ และปรางค์ก็สังเกตท่าทีของพจน์ เป็นการเสแสร้งซึ่งกันและกัน ประดับความเขินอายอย่างเพชรเม็ดหนึ่งบนศีรษะให้กับตัวเองเพื่อที่จะได้ไม่รู้สึกผิดในสิ่งที่เฝ้ารอ สิ่งที่จะพูดออกไปและเป็นการปกปิดบางสิ่งบางอย่างที่จะส่งผลในอนาคต

“ลืมมันไปเถอะ…”

“…ฉันจะเลือกอีกคนเอง” ปรางค์พูดแทรกขึ้นมา

พจน์ยิ้ม เป็นยิ้มที่เปิดเผยถึงเบื้องลึกของเขา เบื้องลึกที่เธอเป็นฝ่ายหยิบยื่นค้อนปอนด์ด้ามนั้นให้ เป็นค้อนปอนด์แห่งการทำลายล้างด้วยการทุบกระหน่ำลงไป

“โอเค ที่รัก ผมจะให้คุณเป็นคนเลือก แล้วคุณจะเลือกใคร?”

“ฉันเดาใจคุณออก ฉันรู้ว่าคุณอยากให้ฉันเลือกเธอคนนั้นเข้ามาสู่เกมนี้ด้วยกัน”

“ผมรอฟังคำตอบจากคุณ” พจน์ยิ้มเล็กน้อย

“ก็แม่เลขาฯ คนสวยของคุณยังไงล่ะ”

พจน์หัวเราะแล้วพูดออกมา “สมกับที่เราแต่งงานกันมายี่สิบสามปี”

“แต่คุณพึงระลึกเอาไว้เสมอว่านี่คือเกม ห้ามไปผูกมัดกับเธอเด็ดขาด!!!”

“ไม่มีปัญหา ว่าแต่ กานต์จะยอมเข้ามาร่วมเล่นเกมกับเราสองคนหรอ”

“ฉันมองตาก็รู้ว่าใครอยากจะมีอะไรกับผัวของฉันบ้าง”

พจน์หัวเราะออกมา “ปรางค์คุณก็พูดเกินไป”

“แล้วคุณจะเห็นจริงดั่งคำฉันว่า” เธอยิ้มออกมาในขณะที่พจน์ขึ้นมาทับบนตัวเธอ “เกมยังไม่ทันเริ่มแค่นี้คุณก็ตื่นตัวแล้ว” ปรางค์ยิ้มอีกครั้ง เป็นยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความหมายอะไรบางอย่าง

 

พจน์รู้สึกตื่นตัว เมื่อกานต์เดินเข้ามาในห้องวางเอกสารลงบนโต๊ะทำงานเบื้องหน้า หญิงสาวสวยสง่าสมกับตำแหน่งเลขาฯ หน้าห้องของเขา ตำแหน่งที่เขาเป็นคนเลือกเธอเข้ามาเอง หญิงสาวอายุยี่สิบห้าปี ดวงตาโตสีเทาเพราะใส่คอนแทคเลนส์ แต่งหน้าอ่อนๆ และทาลิปสติกสีแดงสด เธอรวบผมเป็นหางม้า ใส่ชุดสูทสีเทาอ่อนรัดรูป สวมกระโปรงสั้นเข้าชุดและรองเท้าคัทชูสีดำ พจน์นึกถึงคำพูดของภรรยาเมื่อคืนและความคิดก็จินตนาการไปก่อนหน้า เธอรอเขาเซ็นเอกสาร พจน์รับรู้ได้ถึงสายตาที่เธอมองมายังเขา แม้เขาจะจับจ้องอยู่ที่เอกสารเบื้องหน้า แต่ความรู้สึกของการถูกจ้องมอง สร้างความอึดอัดเล็กน้อยให้กับเขา ภาวะที่พจน์ไม่เคยรู้สึกมาก่อน แต่ตอนนี้เขากับตระหนักได้ถึงการถูกจับจ้องมองอยู่ในขณะนี้ เป็นภาวะกดดันที่แปลกประหลาดเหลือหลาย พจน์หลงลืมความเป็นตัวเองไปชั่วขณะนั้น และเขาก็นึกถึงคำพูดของภรรยาของเขาขึ้นมา พจน์ไม่เคยรับรู้มาก่อนว่ากานต์คิดอย่างไรกับเขา แม้เธอจะงดงามอย่างดอกไม้ที่สวยสด เป็นที่หมายปองของใครต่อใครในบริษัทของเขาก็ตาม แต่เขาเพิ่งจะรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของดอกไม้ดอกนี้ ดอกไม้ที่อยู่แนบชิดเขาตลอดเวลา เมื่อเธอสวมบทบาทที่เขามอบให้

พจน์เลื่อนกองเอกสารคืนกลับไปให้กานต์ เธอก้มตัวลงมาหยิบ สายตาของเธอที่มองมาพยายามที่จะสื่อสารอะไรบางอย่างกับเขา แต่พจน์จะพูดอย่างไรกับเธอดี ถึงข้อเสนอที่ภรรยาของเขาเป็นคนคิดขึ้นมา เพื่อชักชวนเธอเข้าร่วมเกมที่พวกเขากำหนดขึ้น และสิ่งที่ภรรยาของเขาบอกกับเขา มันจะเป็นจริงอย่างที่เธอรู้สึกนึกคิดไปเองหรือเปล่า

พจน์เปิดแฟ้มเอกสารสุดท้ายออกอ่านเพื่อจะเซ็น มันคือคำสั่งอนุมัติในการปลดพนักงาน หลังการประชุมใหญ่ผ่านพ้น มติที่ยังไม่ตกลงกันว่าบริษัทของเขาควรจะปลดพนักงานหลายอัตราออกหรือไม่ แต่พจน์จำเป็นต้องลดจำนวนพนักงาน การส่งออกเริ่มลดน้อยลง รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ก็เริ่มประสบปัญหา นี่คงเป็นบททดสอบของพจน์อีกครั้งหนึ่ง เศรษฐกิจของประเทศที่ผันเปลี่ยนไปตามรูปแบบการปกครองของผู้นำประเทศ เขายังไม่ได้เซ็นชื่อลงไป พจน์คิดว่าเขาจะเก็บเรื่องนี้ไปคิดอีกที เขาจึงปิดแฟ้มส่งคืนให้กานต์ แต่เธอไม่ได้สนใจสิ่งที่เขาคืนมาให้ กานต์เดินอ้อมโต๊ะและมาหยุดอยู่ด้านข้างของเขา สำรวจเนคไทเส้นใหม่ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็นลายสีน้ำเงินสลับขาวแนวเฉียงสี่สิบห้าองศา เธอจับเนคไทให้เรียบร้อย และหย่อนตัวเองบนตักของพจน์

เครื่องเพศที่ชูชันของเขาสัมผัสได้ถึงเนื้อผ้าของกระโปรงที่เลื่อมมัน เขารู้ว่ากานต์เองก็สัมผัสได้ถึงการตื่นตัวของมันบนก้นของเธอ

เขาสูดกลิ่นน้ำหอมยี่ห้อ JEAN PAUL ที่เคยซื้อให้กานต์จากแผ่นหลัง มันเป็นกลิ่นเดียวกับที่เขาเคยซื้อให้เธอคนนั้น กลิ่นพาเขาย้อนกลับไปหาหญิงสาวอีกคน นึกถึงผิวสีแทนของเธอเช่นเดียวกับผิวของกานต์ที่เขากำลังใช้ปลายนิ้วลูบไล้อยู่ขณะนี้ แต่มันกลับเป็นความว่างเปล่าอย่างสายลมที่พัดผ่านแล้วหายไปเหลือทิ้งไว้เพียงความรู้สึกที่จะค่อยๆ หายไปอีกเช่นกัน

พจน์แนบใบหน้ากับแผ่นหลังของกานต์ สูดกลิ่นน้ำหอมลึกอีกครั้ง

“ภรรยาผมอยากให้คุณเข้าร่วมเกม” พจน์พูด

“คุณนี่มันร้ายจริงๆ ไปหลอกล่อภรรยาของคุณสำเร็จจนได้ อย่าบอกนะว่าคุณเอาเรื่องภาพจิตรกรรมฝาผนังการเสพสังวาสไปชักชวนเธอ”

พจน์ไม่ได้สนใจคำพูดของเธอ “คุณพร้อมไหม?”

เธอไม่ตอบแต่พจน์รับรู้ได้ถึงการพยักหน้าของเธอผ่านแผ่นหลังที่เขากำลังแนบอิง

“คุณสัญญา?” เสียงของพจน์ถามเธอผ่านแผ่นหลัง

“สัญญาค่ะ”

สัมผัสที่แข็งขันยังคงไม่จางหาย และมันยิ่งจะเพิ่มความกระสันมากยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อกานต์หันมาเผชิญหน้ากับพจน์และเสียดสีกระโปรงของเธอเข้ากับมัน ลมหายใจของพจน์เริ่มหนักหน่วง แต่พจน์ส่งสัญญาณห้ามเธอด้วยสายตา แม้เขาต้องการแต่ก็พยายามหักห้ามใจ เธอจึงตอบกลับมาด้วยสายตาอ้อนวอนและต้องการและสายตานั้นก็ถามว่าคุณเองก็ต้องการไม่ใช่เหรอ เป็นความเงียบ เป็นการสื่อสารกันที่ไม่มีคำพูด ปล่อยให้ร่างกายกลายเป็นภาษาสากล กานต์ส่งสายตาถามถึงความต้องการของพจน์อีกครั้ง เขาพ่ายแพ้ยอมจำนนต่อตัณหาจึงค่อยๆ พยักหน้า กานต์ถกกระโปรงทรงเอสีเทาของเธอขึ้นและปลดเข็มขัดของเขาออก ก่อนที่จะจับความแข็งแกร่งของเขาเข้าไปภายในเรือนร่างของเธอ

กานต์กลายเป็นสิ่งสมมุติที่พจน์ให้เธอสวมบทบาท

เธอกระเส่าครางอยู่ใกล้หูของเขา และพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงเม็กซิกัน “คุณยังไม่ได้เซ็นเอกสารแฟ้มสุดท้าย”

พจน์ตอบเธอเป็นภาษาอังกฤษเช่นกัน “ผมยังคิดไม่ตก” เขาจับตัวเธอยกขึ้นและวางไปบนโต๊ะทำงานท่ามกลางกองเอกสาร

“ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป” เธอเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มเอกสารมากางให้เขาดูอีกครั้ง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอหยิบเอกสารให้เขาเซ็นระหว่างที่กำลังร่วมรักกัน มันเป็นกลไกการทำงานอย่างหนึ่งที่เธอเคยบอกเขา และปัญหาที่เขาคิดไม่ตกหลายครั้งว่าจะเซ็นหนังสือเอกสารฉบับนั้นดีหรือไม่ก็มาจากการที่เธอเป็นฝ่ายยื่นเสนอให้ระหว่างที่ร่วมรักและผลลัพธ์กลับเป็นผลดีต่อการงานของเขา แต่ปัญหาครั้งนี้มันเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าครั้งที่ผ่านๆ มันอาจส่งผลเสียหายต่อบริษัทอย่างรุนแรงกว่าที่ผ่านๆ มา แต่เขาจะเชื่อในสัญชาตญาณของเธออีกครั้ง กานต์หญิงสาวผู้ยอมเป็นใครอีกคนที่เขาเคยร้องขอให้เธอเป็น

พจน์หยิบปากกาขึ้นมาแล้วเซ็นชื่อลงไปบนเอกสารคำสั่งปลดพนักงาน และควบโยกเธอต่อไปจนกระทั่งถะถั่งออกมาใส่ต้นขาของเธอ

กานต์ลุกขึ้นแต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นแนบระหว่างอก เธอหันมายิ้มให้เขาก่อนที่จะเปิดประตูแล้วเดินออกไป

ความปกติเรียบร้อยกลับคืนสู่ห้องทำงานของพจน์อีกครั้ง เบื้องนอกท้องฟ้าสีครามของฤดูร้อนกระจ่างอยู่นัยน์ตาของเขา เมฆสีขาวสะอาดลอยอย่างอ้างว้าง ต่ำลงมา ตึกสูงเรียงตัวยาวออกไปอย่างทรนง การจราจรเบื้องล่างแน่นขนัด เสียงเครื่องยนต์และการบีบแตรแผ่วเบาแต่ก็ดังพอที่จะได้ยิน ไฟจราจรเปลี่ยนจากสีแดงเป็นเขียว ขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงเริ่มขึ้นแล้ว เกมกำลังเริ่มต้น

รถบรรทุกขนส่งสินค้าสีแดงคันหนึ่งจอดนิ่งอยู่ ท่อไอเสียส่งเสียงครางแผ่ว ควันสีเทาจางๆ ลอยออกมาจากปลายท่อ ไอร้อนเริงระบำเป็นคลื่นละเลียดพื้น รถบรรทุกคันนี้ยังดูใหม่เอี่ยม สีแดงของมันสะท้อนกับแดดบ่ายอันร้อนระอุ คล้ายเปลวไฟที่ลุกโหม เหมือนว่าตัวมันกักเก็บความรู้สึกบางอย่างอันร้อนรนไว้กับตัวเอง รถบรรทุกถูกอัดแน่นด้วยความโกรธแค้นบางอย่างที่สุมทรวงอยู่เบื้องหลังของมัน จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน จากเดือนสู่ฤดูกาล จากหน่อที่ถูกปักชำลงดินกลบฝัง ผ่านความชุ่มชื้น ความเอาใจใส่จากความรักที่ฟูมฟัก เพื่อเติบโตขึ้นมาเป็นความหวัง ความหวังที่ถูกหยิบยืมมาก่อนล่วงหน้า หยาดเหงื่อและแรงกายที่เปลี่ยนมาเป็นรถบรรทุกขนส่ง ด้วยการกู้ยืมเพื่อนำเงินตรามาไถ่ถอนคืนในภายหลังเมื่อผลผลิตถูกขาย เจ้ารถบรรทุกสีแดงจึงเต็มแน่นไปด้วยความท้อแท้สิ้นหวังอย่างเหลือหลาย รถบรรทุกสีแดงเริ่มเคลื่อนตัว ล้อของมันบดขยี้ไปบนพื้นดินอันร้อนระอุ เหมือนต้องการบดขยี้ความรู้สึกที่อยู่ภายใน

 

 

4

 

พจน์มองแผ่นหลังของหญิงสาวทั้งสอง แผ่นหลังของปรางค์ไม่เรียบเนียนอย่างแผ่นหลังของกานต์ เขารู้สึกอยากลูบไล้แผ่นหลังทั้งสองนั้นแต่ก็ห้ามใจตัวเองเอาไว้ พจน์นั่งมองทั้งคู่ที่กำลังกอดก่ายกันอยู่บนเตียงนอนของเขา ในคอนโดมิเนียมที่เครื่องปรับอากาศแผ่ความเย็นยะเยือกฉาบไล้เนื้อตัวของพวกเขา มันเกิดขึ้นรวดเร็วอย่างไม่ทันตั้งตัว

ปรางค์และกานต์ค่อยๆ ขยับเข้าหากันและกอดก่ายกันแนบแน่นยิ่งขึ้น เหมือนการหลอมรวมสสารที่ผสานกันเป็นหนึ่งเดียว เหมือนพจน์เป็นได้เพียงแค่ผู้ชมการแสดงบนอัฒจันทร์ ที่กำลังมองดูเธอทั้งสองเสพสมอย่างสนุกสนานหรรษากับกามกิจ พจน์ไม่เคยนึกคิดมาก่อนเลยว่า หญิงสาวทั้งสองจะมีความเป็นหนึ่งเดียวที่เข้ากันได้อย่างแนบเนียบเช่นนี้ เหมือนพจน์กำลังเฝ้ามองการกระทำของคู่รักอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งเป็นการกระทำที่ขาดไร้ความอายให้แก่กันละกัน อย่างที่ผู้หญิงสองคนที่ไม่เคยเปิดเปลือยเรือนร่างอย่างหมดจดให้เห็นกันมาก่อน

ซึ่งต่างจากตัวเขาเองที่เป็นฝ่ายได้เห็นเรือนร่างของหญิงสาวทั้งสองมาก่อนหน้านี้ และยังจำท่าทีลีลาของทั้งสองได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่พจน์เคยรับรู้ถึงความเสียวกระสันที่เธอทั้งสองเคยมอบให้นั้น กลับเป็นอื่นในขณะที่เขากำลังเห็นอยู่ตรงหน้า มันช่างงดงาม นวลเนียน เป็นธรรมชาติ และเร้าอารมณ์กว่าที่เขาเคยได้รับและรู้สึก เหมือนชั่วโมงแห่งความมหัศจรรย์นี้จะมอบให้แก่ผู้อันเป็นที่รักเท่านั้น ส่วนเขาเป็นเพียงแค่กลเกมการแสดงที่หญิงสาวทั้งสองต่างสวมบทบาทของแต่ละคน และแสดงมันออกมาด้วยการมีเขาเป็นตัวประกอบในแต่ละฉากแห่งกามารมณ์ที่ผ่านๆ มา

พจน์ยังคงนั่งอยู่บนโซฟาพร้อมเสื้อผ้าครบทุกชิ้น

ปรางค์ลูบไล้ไปบนแผ่นหลังของกานต์อย่างที่พจน์อยากจะทำ และมือของกานต์ก็ตอบโต้การลูบไล้คืนที่แผ่นหลังของปรางค์ มันง่ายงามในท่วงท่าของเธอทั้งสอง คล้ายภาพวาดของจิตรกรบนฝาผนัง เธอทั้งสองยังคงดำเนินกามกิจต่อไปโดยไม่ได้สนใจพจน์ที่นั่งมองพวกเธออยู่ เสมือนว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่ที่ตรงนั้น ถูกตัดขาดออกจากระบบการรับรู้

หรือนี่คือเกมกลการหลอกลวงที่เขาถูกทำให้หลงติดกับดักของเธอทั้งสองแทนที่จะเป็นฝ่ายเขาที่ล่อลวงภรรยาและสร้างเกมนี้ขึ้นมาเพื่อรองรับความปรารถนาภายในใจลึกๆ ของตัวเอง เพื่อกระทำการที่กักขฬะในห้วงจินตนาการที่สร้างเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมา พจน์รู้แล้วว่าตอนนี้ตัวเขาได้ตกลงไปในบ่วงของกับดัก กับดักที่เส้นใยของเชือกแต่ละเส้นที่เขาถักทอสานมันขึ้นมากำลังรึงรัดตัวเขาจนเขารู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก แต่การตกเป็นเหยื่อขณะที่ก่อนหน้านี้ตัวเขาเองเป็นผู้ล่า ทำให้สถานะของเขาตกเป็นฝ่ายที่ต้องจำนนและยอมตามการกระทำที่พลั้งพลาดของตัวเองและรอคอยว่าเมื่อไรที่กับดักชิ้นนั้นจะหลุดออกจากตัวของเขา

ริมฝีปากอันชุ่มเปียกฉ่ำไปด้วยคราบน้ำลาย หญิงสาวทั้งสองเริ่มรุนแรงและร้อนรนมากยิ่งขึ้น เหงื่อกาฬผลิผุดตามเนื้อตัวอย่างเหนียวเหนอะแม้อากาศจะเย็นจากเครื่องปรับอากาศ นี่คงเป็นความลับที่เธอทั้งสองปกปิดเขามาเนิ่นนาน และมันกำลังเปิดเผยตัวเองออกมาต่อหน้าต่อตาของเขา พร้อมกับแสดงเจตจำนงของความรู้สึกภายในของหญิงสาวทั้งสอง ความรู้สึกที่เธอเก็บกดเอาไว้ พร้อมที่จะชำระล้างและแก้แค้นให้สาสมกับสิ่งที่เธอทั้งสองต่างรู้สึก

พจน์รับรู้ได้ในตอนนั้นเองว่า เกมที่ภรรยาของเขาเคยพูดถึง แท้จริงแล้วมันคือการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างปรางค์กับกานต์ พวกเธอต้องเคยพบเจอกันมาก่อน และเคยเปลือยกายเสพสมร่วมกัน

การไม่แข็งตัวของเขาเป็นเพียงข้ออ้างของปรางค์ที่จะนำมาใช้สนองความต้องการของพวกเธอทั้งสอง โดยที่เขาหลงคิดไปว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ตัวเขาเองเป็นผู้กำหนดและควบคุมมันตั้งแต่เริ่มแรก ปรางค์คงรู้มาตลอดว่าเขาแอบมีสัมพันธ์ลับๆ กับกานต์ หรือมันเป็นแผนการของปรางค์ที่ให้กานต์ยอมพลีกายให้เขาในห้องทำงานของเขาในครั้งนั้น เพื่อให้เรื่องราวทั้งหมดได้ดำเนินมาสู่จุดมุ่งหมายในวันนี้ พจน์รู้แล้วว่าเธอทั้งสองเป็นคู่รักเลสเบี้ยน เธอทั้งสองรักกัน โดยที่มีเขาเป็นกึ่งกลางของเรื่องราวทั้งหมด

หญิงสาวทั้งสองยังคงดำเนินกามกิจต่อไปอย่างไม่สนใจเขา กานต์ขึ้นคร่อมบนตัวของปรางค์ ปรางค์ส่งเสียงกระเส่าส่ายครวญครางอย่างที่ไม่เคยส่งเสียงในคราที่ร่วมรักกับเขา พจน์คิดขึ้นมาได้ว่าเขาไม่เคยทำให้เธอสุขสมเท่านี้มาก่อน ท่าทีเรือนร่างของเธอที่อ่อนระทวย เบาบางอย่างไร้เรี่ยวแรงก็ทำให้เขายิ่งรู้สึกเศร้าลึกขึ้นไปอีก เขาคงเป็นผู้ชายที่ไม่เอาไหนจริงๆ ไม่สามารถสร้างความสุขอย่างนี้ให้กับภรรยาของตนเองได้ แม้เขาจะรู้สึกเศร้าใจในสิ่งที่ค้นพบ แต่ความปรารถนาภายในลึกๆ ของเขาก็เรียกร้องภาพตรงหน้า เขาอยากที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกามกิจ แม้เขาจะเกลียดมัน อยากนำพาตัวเองออกไปจากห้องนี้ แต่อีกใจหนึ่ง พจน์ก็รับรู้ว่าเขายินดีที่จะเข้าร่วมการเสพสังวาส ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ก็ตาม เขายินยอมพลีกายเพื่อชำระล้างบาป ให้เปลือยเปล่า ให้ล่อนจ้อน แม้แต่การถูกตำหนิและประณามในเวลาต่อมา เขาอยากนำพาตัวเองไปเกลือกกลั้วกับสิ่งที่ไร้เดียงสาไร้ยางอายตรงหน้า เขาทั้งรักและชังในช่วงเวลานี้ แล้วความเศร้าก็เกาะกินหัวใจของเขามากยิ่งขึ้น เป็นความเศร้าที่เขาไม่เคยรับมือกับมันมาก่อน ความเศร้านั้นที่อาจนับเป็นหนึ่งของการแก้แค้นของหญิงสาวทั้งสอง น้ำตาของพจน์ค่อยๆ ไหลออกมา เขาร้องไห้อย่างทารกคนหนึ่งที่พร้อมจะรับโทษทัณฑ์ แต่แล้วเธอทั้งสองก็หยุดกามกิจอย่างชะงักฉับพลัน คล้ายการกดปุ่มสวิทช์ให้หยุด ทุกสิ่งจางหายไปหมดสิ้นไม่หลงเหลืออะไรเอาไว้ต่อไป คล้ายภาพฝัน คล้ายหมอกควัน คล้ายไม่เกิดขึ้นจริง แม้จะเกิดขึ้นจริง พจน์ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีกแล้ว

พวกเธอหันมามองพจน์ เหมือนความรู้สึกของคนที่ถูกแอบดูและเมื่อค้นพบว่ามีสายตาของใครคู่หนึ่งกำลังจ้องมองในสิ่งที่พวกเธอกระทำ พจน์เห็นสายตาของเธอทั้งสอง เป็นสายตาที่รับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของเขาเป็นครั้งแรก พจน์ไม่เคยถูกทำให้เป็นอย่างนี้มาก่อนในชีวิต เขาไม่เคยรู้สึกว่าไร้ตัวตนขนาดนี้มาก่อน
“ถึงเวลาที่คุณต้องเข้าร่วมเกมแล้ว” ปรางค์ส่งเสียงผ่านหัวไหล่ของกานต์

กานต์ส่งสายตาอย่างเว้าวอนมาให้พจน์ที่นั่งอยู่บนโซฟา

“พวกคุณหลอกใช้ผม” พจน์หยุดไปนิดนึง “ทำไมไม่เคยมีใครบอกผมมาก่อน”

“ฉันกลัวคุณรับไม่ได้” ปรางค์พูดออกมา

“บอกผม พวกคุณรักกันตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“ตั้งแต่ที่คุณเริ่มไม่แข็งตัว” ปรางค์บอก

พจน์รู้ว่านั่นไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง แต่อำนาจเปลี่ยนจากมือของเขาไปอยู่ในมือของเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ได้ อำนาจที่เขาเคยคิดว่ามีแต่เขาเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะควบคุมทุกอย่างกลับถูกยึดไปจากมือของเขาเสียแล้ว

กานต์ลุกขึ้นจากการคร่อมตัวปรางค์แล้วเดินไปหาพจน์ที่นั่งอยู่บนโซฟ่า เธอดึงที่ปลายเนคไทให้เขาลุกขึ้น เหมือนเป็นการจูงสุนัขตัวหนึ่งให้เดินตาม เขาพยายามที่จะขัดขืนเล็กน้อย แต่แล้วกลับเปลี่ยนใจลองทำตามความปรารถนาของเธอว่าการถูกจูงจะนำพาเรื่องราวไปถึงจุดไหน พจน์ลุกขึ้นจากการถูกดึง กานต์แก้ปมเนคไทออกจากคอ แล้วเอามันมาผูกที่ตาของเขาก่อนที่จะเริ่มลงมือเปลื้องเสื้อผ้าของพจน์ทีละชิ้น พจน์มองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น มันมืดสนิทอย่างค่ำคืนที่เปล่าเปลี่ยวและโดดเดี่ยว เหมือนการยืนอยู่บนโลกที่หลงเหลือแต่เพียงเขาคนเดียว

“หลังจากนี้ทุกคนห้ามส่งเสียง” ปรางค์พูดขึ้น “แม้ว่าจะเสียวซ่านขนาดไหนก็ตาม และนี่คือกติกาของเกมนี้”

“ทำไม?” พจน์ถามขึ้นมาด้วยเสียงที่ไม่ชัดเจน

“คุณสังเกตไหม ชื่อพวกเราทุกคนในที่นี้ต่างมีตัวที่ไม่ถูกออกเสียง มันถูกบังคับด้วยเครื่องหมายการันต์ การมีอยู่อาจหมายถึงไม่เคยมีอยู่ เช่นเดียวกับพวกมันที่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง เพราะฉะนั้นฉันถึงอยากให้การร่วมรักแบบสามคนของพวกเราไร้ซึ่งการครวญคราง เป็นความสุขที่ไม่มีเสียง ให้หลงเหลือเพียงความเงียบ” ปรางค์เงียบไปนิดนึง “จะมีบทลงโทษสำหรับผู้ที่พูดออกมา หรือพยายามจะร้องออกมา”

และเกมก็เริ่มขึ้น

พจน์มองไม่เห็นเพราะเนคไทที่มัดรอบดวงตาของเขา แต่เขารับรู้ได้ถึงการถูกสัมผัสตามเรือนร่างที่เปล่าเปลือยของเขา ฝ่ามือของหญิงสาวทั้งสองลูบไล้ไปทั่วเรือนร่าง เขาพยายามแยกให้ออกว่าฝ่ามือไหนเป็นของปรางค์และของกานต์ ฝ่ามือที่กำลังลูบไล้หัวนมของเขานั้นคงเป็นมือของกานต์ แต่ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกว่ามันเป็นมือของปรางค์ด้วยเช่นกัน พจน์อยากจะถามเธอทั้งสอง และอยากบอกให้พวกเธอสัมผัสเขาที่ตรงไหน แต่เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดออกมา แล้วพจน์ก็รับรู้ได้ถึงริมฝีปากที่เอิบอิ่มและฉ่ำแฉะครอบลงบนองคชาตของเขา ริมฝีปากที่กำลังค่อยๆ รูดขึ้นลงอย่างเชื่องช้า เขารู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นวัตถุอะไรสักอย่าง วัตถุที่เขาไม่สามารถระบุชนิดและตัวตนของมันได้ เป็นได้เพียงแค่สิ่งหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่อาจมีค่าและขณะเดียวกันก็ไร้ค่า เป็นผลผลิตอันตกต่ำทางเศรษฐกิจ อย่างเช่นสับปะรดที่ราคาตกต่ำ

ไม่เป็นสับปะรด!!!

ความล้มเหลวในชีวิต ท่าดีทีเหลว กลายเป็นคนไม่เอาไหน เป็นคนที่ไม่เป็นสับปะรด พจน์นึกถึงคำนี้ขึ้นมา คำที่ถูกพ่นด้วยสเปรย์สีแดงบนกำแพงหน้าโรงงานของเขา หลังพนักงานกลุ่มหนึ่งไม่พอใจที่ถูกปลดออกจากงาน พวกเขารวมตัวกันหน้าโรงงาน เรียกร้องให้คืนงานกับพวกเขา แต่คำสั่งที่เขาตัดสินใจได้ถูกเซ็นอนุมัติไปเรียบร้อยแล้วก่อนหน้านี้ เขาจำเป็นต้องปลดพนักงานออก เพื่อความอยู่รอดของตัวเขาเองและบริษัท พจน์รู้ว่าสีสเปรย์ที่พ่นบนกำแพงนั้นเป็นคำที่พนักงานต่างโกรธแค้นและใช้โจมตีเขาโดยตรง เป็นคำเปรียบเปรยวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เอาไหนในการบริหารบริษัทของเขา หลังจากคำสัญญาที่เขาเคยให้ไว้กับพนักงานทุกคนว่า เขาจะไม่มีวันปลดพนักงานไม่ว่าจะเกิดวิกฤติอะไรขึ้นก็ตาม แต่คำสัญญากลายเป็นเพียงสิ่งที่ไร้สิ้นความหมายไปแล้วในตอนนี้ ความโกรธแค้น ฉุนเฉียว ทำให้เกิดการรวมตัวกันประท้วงหน้าโรงงาน

ความเสียวซ่านจากริมฝีปากที่ครอบลงองคชาตของเขาเกือบทำให้พจน์หลุดเสียงครวญครางออกมา ร่างกายของเขาระทวยแต่ขณะเดียวกันมันก็แข็งเกร็ง พจน์อยากรู้ว่าเป็นหญิงสาวคนใดที่กำลังใช้ปากทำให้เขาอยู่ในขณะนี้ เขาอยากจะถามแต่แล้วก็นึกถึงกฎที่ปรางค์ตั้งเอาไว้ เขาจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะถามออกไป แม้คำถามที่เขาอยากจะถามใครสักคนว่า ถ้าเขาเป็นคนที่ไม่เป็นสับปะรด แล้วสิ่งใดกันเหล่าที่ทำให้เขากลายเป็นคนที่ไม่เป็นสับปะรดอยู่ในขณะนี้

และแล้วร่างกายของพจน์ก็กระตุกสั่นเป็นจังหวะ พร้อมถะถั่งออกมาในปริมาณที่มากมาย

ริมฝีปากนั้นดูดกลืนของเหลวที่พจน์ปล่อยออกมา มันเป็นความสุขที่ทะลักอย่างท่วมท้น ความสุขที่มากเกิน เกินกว่าที่พจน์จะแบกรับมันได้ พจน์อยากถามออกไป แต่เขาไม่รู้ว่าเกมได้จบลงหรือยัง เขาถูกอนุญาตให้ถามได้หรือเปล่า แม้กามกิจในส่วนตัวของเขาถูกสำเร็จความใคร่ให้เสร็จสิ้นแล้ว เขาก็ไม่กล้าที่จะพูด แต่แล้วแรงปรารถนาที่เก็บกดเอาไว้ตั้งแต่แรกเริ่มก็ปะทุออกมา พจน์แก้เนคไทที่มัดรอบตาออก ดวงตาสัมผัสแสงกล้าของฤดูร้อน แสบตาไปชั่วขณะ และเมื่อปรับสายตาให้ชินกับสภาพแวดล้อมได้ เบื้องหน้าของเขา พจน์เห็นปรางค์และกานต์อิงแอบแนบชิดกัน พวกเธอต่างสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยยืนอยู่หลังกล้องวิดีโอที่กำลังบันทึกภาพอยู่ และเบื้องหน้าของพจน์ ชายอ้วนคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงหว่างขาของเขา ริมฝีปากของชายคนนั้นยังคงฉ่ำเยิ้มไปด้วยของเหลวก่อนหน้านี้ และบางส่วนที่ไหลลงมาที่คางเป็นชั้นของเขา พจน์ตกใจอย่างลนลาน รักษ์ยิ้มให้เขาอย่างแช่มช้าพร้อมขยับแว่นสายตาให้เข้าที่

“ไอ้เหี้ย!!! พวกมึงร่วมมือกัน” พจน์ตะโกนออกมา

“นี่คือการแก้แค้น” เสียงของปรางค์สั่นเครือเหมือนว่าเธอกำลังจะร้องไห้ “ไม่ใช่คุณหรอกหรือพจน์ ที่นอกใจฉันตั้งแต่แรก ฉันรู้มาตั้งนานแล้ว ทั้งหมดนี้คือแผนการที่ฉันสร้างขึ้นมา!”

“กานต์…” พจน์เสียงอ่อน

“ใช่แล้ว กานต์คือคนที่คอยช่วยเหลือฉันให้แผนนี้สำเร็จ เมียน้อยของคุณที่อยู่ที่อเมริกา” พจน์ตกใจเมื่อปรางค์พูดเรื่องนี้ขึ้นมา

“แต่โซเฟียเธอตายไปแล้วนะ” พจน์อธิบาย

“ฉันรู้ว่าคุณไม่เคยลืมเธอ คุณยกบทบาทสมมุติของเธอให้กานต์เป็น คุณมีลูกกับเธอ และก็ฉันรู้เรื่องลินดาลูกสาวของคุณอีกคนที่อเมริกา ฉันเลยวางแผนที่จะฟ้องหย่า โดยให้กานต์ทำทีเป็นให้ความสนใจกับคุณ ล่อลวงคุณให้ติดกับดักความสวยของเธอ แล้วคุณก็หลงกล คุณมันมักง่าย แต่นั่นเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของแผนการ ฉันอยากให้คุณไม่มีข้ออ้างในศาล ให้คุณดิ้นไม่หลุดเมื่อฉันต้องการฟ้องหย่า ทำให้คุณได้อับอายและขายขี้หน้าคนอื่นๆ ถ้าฉันฟ้องหย่ากับคุณแค่ข้อหาว่าคุณมีเมียน้อย มันจะดูธรรมดาเกินไป ฉันจึงจัดฉากให้ทำเป็นว่า ฉัน คุณ และกานต์มีอะไรกันแบบสามคน แล้วคุณก็เห็นดีเห็นงาม โดยที่คุณไม่ได้สังเกตอะไรเลยว่า นั่นคือโอกาสในการแก้ตัวของคุณ ถ้าคุณปฏิเสธ ฉันก็จะสารภาพกับคุณถึงแผนการที่ฉันวางเอาไว้ก่อนหน้า เพื่อให้คุณได้รู้ว่า ฉันได้รับรู้ความลับของคุณทุกอย่าง ฉันพร้อมที่จะให้โอกาสในการแก้ตัวกับคุณ มันคือฟางเส้นสุดท้ายที่ฉันจะใช้เหนี่ยวตัวฉันเองให้กลับมารักคุณใหม่อีกครั้ง มันเป็นบททดสอบ ขณะเดียวกันฉันก็ใช้มันทดสอบฉันด้วยเช่นกัน แต่คุณกลับตอบรับข้อเสนอของฉันอย่างง่ายดาย ฉันจึงรู้ว่า ในหัวใจของคุณนั้น สิ้นแล้วซึ่งความรักที่มีต่อฉัน ความรักที่ฉันเคยให้ เคยฝ่าฟันอุปสรรคมากับคุณ ฉันจึงจำเป็นต้องทำ เพื่อตัวฉันและลูก” น้ำตาของปรางค์ไหลเป็นสายอาบทั้งสองแก้ม “อย่างที่คุณเห็น วิดีโอบันทึกภาพของคุณกับทนายรักษ์เอาไว้หมดแล้ว” เธอสะอื้นไห้ “ฉันต้องการแก้แค้นคุณ ให้สาสมกับสิ่งที่คุณทำร้ายจิตใจของฉัน”

รถบรรทุกสีแดงขับมาตามถนนเพชรเกษมสายใต้จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มตลอดทาง เหมือนความโกรธแค้นที่อัดแน่นสุมอยู่ในอกอย่างเนิ่นนาน มันเคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็วเท่าที่การจราจรของเมืองหลวงจะอนุญาตให้มันทำได้ มันจอดตัวนิ่งพร้อมครางกระหึ่มอีกครั้งเมื่อสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดง เหล่าสายตาของผู้คนโดยรอบที่ใช้การจราจรมองดูเจ้ารถบรรทุกสีแดงคันนั้น มันดูเหมือนวัวกระทิงที่ดุร้าย พร้อมจะไล่ขวิดทุกสิ่งที่ขวางหน้า แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น มันกลับเคลื่อนตัวอย่างเรียบนิ่งเมื่อสัญญาณไฟถูกเปลี่ยนเป็นสีเขียว แต่มันก็ไม่ลืมที่จะครางกระหึ่มอย่างดุดันอีกครั้งเมื่อแล่นออกไป

 

 

5

 

ไม่เป็นสับปะรด

ข้อความยังไม่ถูกลบจากกำแพง มันโดดเด่นมากขึ้นเมื่อแสงแดดส่องกระทบบนกำแพงนั้น เขาขับรถเข้าบริษัทเพื่อประชุมถึงเรื่องที่เกิดขึ้น โลกภายนอกเรื่องของเขากำลังเป็นที่พูดถึง บุรุษผู้ไม่เป็นสับปะรด หลังจากข้อความถูกเผยแพร่ไปในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค แต่พจน์ไม่ได้สนใจฟังในสิ่งที่คณะกรรมการผู้บริหารบริษัทกำลังปรึกษากันเพื่อหาทางออกหรือทางเยียวยากับเหตุการณ์ปลดพนักงาน จิตใจของพจน์จมปลักอยู่กับเหตุการณ์อีกเหตุการณ์หนึ่งมากกว่า เขากำลังถูกฟ้องหย่า แต่เหมือนข่าวนี้ยังคงไม่แพร่ลามออกไปในบริษัท เขายังคงได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจต่อคณะกรรมการบริหารอยู่ แต่แล้วสิ่งที่พจน์คิดก็กลับพลิกผันเมื่อหนึ่งในคณะกรรมการบริหารพูดเรื่องอื้อฉาวของเขาขึ้นมาหลังจากการหารือถึงทางออกการปลดพนักงานเสร็จสิ้นลงแล้ว ในทีแรกพจน์ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกพูดถึงในที่ประชุม แต่เมื่อใครหลายคนมองมาทางเขา พจน์ก็กลับมาสู่การพิจารณาเบื้องหน้า พจน์จึงรู้ว่าเรื่องที่เขาคิดว่ายังคงเป็นความลับ ตอนนี้มันได้ถูกเปิดเผยแสดงตัวเองออกมาเบื้องหน้าตัวเขา มันถูกพิพากษาด้วยสายตาของคนเหล่านั้นแล้ว

ความไว้เนื้อเชื่อใจของเขาพังทลายลงอย่างต่อเนื่องจากเรื่องการปลดพนักงาน และคลิปฉาวของเขา สายตาที่อบอุ่นและพร้อมจะฝ่าฟันอุปสรรคของเพื่อนร่วมงานในครั้งอดีตจากปัญหาเรื่องผลิตภัณฑ์หมดอายุ เรื่องการถูกงดนำเข้าสินค้าในตลาดยุโรป แปรเปลี่ยนเป็นสายตาที่หมิ่นหยามและรังเกียจ ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะพังทลายลง สิ่งต่างๆ ที่ปู่และพ่อของเขาสร้างมากับมือกำลังจะจบสิ้นลงในรุ่นของเขา

และใครคนหนึ่งในที่ประชุมก็พูดขึ้น “พวกเราไม่ได้รังเกียจในเรื่องรสนิยมทางเพศของคุณ แต่การถูกพูดถึงในทางลบของคุณ กลายเป็นความไม่ไว้วางใจ การตัดสินใจที่ผิดพลาดของคุณ ที่พวกเราเคยคัดค้านคุณแล้วในเรื่องการปลดพนักงาน ทำให้บริษัทของเราสูญเสียความเชื่อมั่นทั้งๆ ที่คุณได้สัญญากับพวกเขาเอาไว้แล้ว ตอนนี้เราไม่มีสินค้าส่งออก (ภาพการร่วมรักกับกานต์ที่เธอล่อลวงให้เขาเซ็นเอกสารบนโต๊ะก็กลับมาโบยตีเขาอีกครั้ง) เพราะพนักงานรวมตัวกันประท้วงหยุดงาน มันกลายเป็นโดมิโนที่ค่อยๆ ล้มไปทีละตัว พวกเราจึงอยากให้คุณพจน์ลองกลับไปพิจารณาถึงตำแหน่งหน้าที่ของคุณเอง”

พจน์ตบโต๊ะและยืนขึ้นถามด้วยความฉุนโกรธ “สรุปว่าผมถูกไล่ออกจากบริษัทที่พ่อผมสร้างขึ้นมา?”

ผู้บริหารคนหนึ่งส่ายหน้าและพูดช้าๆ “คุณไม่ได้ถูกไล่ออก พวกเราอยากให้คุณได้ลองไปพักผ่อนดูบ้างครับ คุณลองไปเที่ยวต่างประเทศสักอาทิตย์สองอาทิตย์ แล้วค่อยกลับมาให้คำตอบกับคณะกรรมการบริหาร พวกเราให้คุณพจน์เป็นคนเลือกตัดสินใจด้วยตัวเอง”

 

พจน์ทิ้งตัวนั่งลงในรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ของตัวเอง เขากำลังขับรถออกจากโรงงานผลิตสับปะรดอัดกระป๋องที่เขาถูกไล่ออก พนักงานยังคงรวมตัวกันอยู่ที่ด้านหน้าทางเข้าของโรงงาน รถของพจน์เคลื่อนผ่านกำแพงที่ถูกสีสเปรย์พ่นเอาไว้ แต่เมื่อเขาเหลือบมองดูกำแพงอีกครั้ง มันก็เต็มไปด้วยข้อความ หาใช่คำใหม่ แต่เป็นข้อความเดิมที่ถูกพ่นซ้ำๆๆ กันหลายคำเป็นแนวยาวไปจนเต็ม

ไม่เป็นสับปะรด ไม่เป็นสับปะรด ไม่เป็นสับปะรด…

รถบรรทุกสีแดงจอดนิ่งสนิทอยู่กลางถนนสี่แยกเสียงครางกระหึ่มของเครื่องยนต์ที่ออกมาทางท่อไอเสียยังคงโกรธเกรี้ยว และมันก็พร้อมที่จะแก้แค้นอย่างเต็มที่ คันโยกถูกดึง ท้ายของรถบรรทุกสีแดงค่อยๆ ยกตัวเองลอยขึ้นตั้งฉากกับพื้นถนน ฝาปิดด้านท้ายของรถบรรทุกก็เปิดออก สิ่งที่ก่อตัวอยู่ในทรวงอกอันเป็นความอัดอั้นตันใจก็ไหลร่วงหล่นลงมากองระเนระนาดกับพื้นถนนกลางสี่แยก เป็นความโกรธเกรี้ยวที่บอบช้ำ มันคือความหวังที่เหนื่อยล้า มันคือน้ำตาที่รินไหล กอปรรวมเป็นภูเขาขนาดย่อมๆ กลางสี่แยกไฟแดง การจราจรหยุดชะงักติดขัด การสัญจรไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ กองภูเขาสับปะรดเกลื่อนกลาดไปทั่วท้องถนน

สับปะรด สับปะรด สับปะรด…

 

 

6

 

ท้องฟ้ายามเย็นแผ่ปกคลุมสันเขาที่อยู่ไกลลิบ พระอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า คล้ายเป็นภาพที่ย้อนแสงจึงไม่เห็นลักษะของเขาชัดเจน พจน์นั่งหันหลังมองไร่สับปะรดของตัวเอง ผืนดินที่จอบแรกของปู่พลิกฟื้นชีวิตให้กับมัน จอบที่สองของพ่อของเขาที่พัฒนาพาไร่ขยายออกไปและสร้างเป็นโรงงานผลิตสับปะรดอัดกระป๋องขึ้นมาได้ แล้วพอมาถึงรุ่นของเขาในตอนนี้ สิ่งที่ปู่กับพ่อสร้างมากำลังล่มสลายลงด้วยฝีมือของเขาเอง “ต่อไปนี้มันจะไม่ใช่แรงของตระกูลเราอีกแล้ว ผมขอโทษที่รักษาไว้ไม่ได้ ผมมันไม่เอาไหน ไม่เป็นสับปะรดอย่างที่ใครพูดเอาไว้” น้ำตาของพจน์อาบไหลลงข้างแก้ม

ก่อนหน้าที่เขาจะมาที่ไร่สับปะรดแห่งนี้ พจน์กลับไปที่สุสานในไมอามี เขายืนอยู่เบื้องหน้าหลุมศพของโซเฟีย พจน์พบเธอครั้งแรกตอนที่เขามาเรียนที่นี่ และทั้งคู่ก็รักกัน เขาชวนเธอไปอยู่ที่ประเทศไทยด้วยกัน แต่เธอปฏิเสธ เธอบอกว่าเธอก็มีความฝันของเธอ เธออยากเป็นผู้กำกับหนัง และจะเดินทางไปฮอลลีวูด เพื่อของานทำในกองถ่าย แต่ตอนนั้นพจน์ไม่รู้ว่าภายในเรือนร่างของเธอ มีหน่อพันธุ์ของเขาอยู่ในนั้น มันค่อยๆ เติบโตขึ้นในครรภ์ของเธอ แต่เธอไม่ยอมบอกสิ่งนี้กับพจน์ เธอไม่อยากนำมันมาเป็นข้อผูกมัดให้เขาต้องอยู่กับเธอ เธอรู้ว่าพจน์เองก็มีสิ่งที่ต้องกลับไปทำยังประเทศของเขา เธอยินดีที่จะเลี้ยงดูลูกเพียงลำพัง

เด็กหญิงถือกำเนิดขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าพ่อเขาของหน้าตาเป็นอย่างไร แม่ของเธอบอกเพียงว่าเขาเป็นคนไทยและมีธุรกิจอยู่ในประเทศไทย แต่เด็กหญิงเองก็ไม่ได้สนใจที่จะตามหาพ่อของเธอ แม้ในวันที่แม่จะจากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ก็ตาม เธอเติบโตขึ้นมาอย่างเดียวดาย จนวันที่พ่อของเธอกลับมาเมื่อรู้ข่าวเรื่องแม่ แต่แม่ก็นอนอยู่ในดินแล้วก่อนที่เขาจะมาถึง

พจน์นัดเจอลินดาที่หลุมศพของโซเฟีย นี่เป็นครั้งที่ห้าแล้วที่เขานัดลูกสาวมาเจอทุกครั้งเวลาที่เขากลับมายังสถานที่แห่งนี้ แต่ลูกสาวของเขาไม่เคยมาตามที่เขานัดและครั้งนี้ก็เช่นกัน ดูเหมือนทุกสิ่งบนโลกนี้พยายามจะหาหนทางแก้แค้นเขาทุกช่องทาง

เขากลับมาหาเธอเพื่อเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้เธอฟัง และวางช่อดอกไม้สีเหลืองที่เธอโปรดปรานก่อนที่จะกล่าวคำอำลา และนั่นเป็นการอำลากันครั้งสุดท้าย

พจน์ยังคงนั่งมองพระอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้าไปอย่างแช่มช้า สีสันของธรรมชาติยังคงสวยงามเสมอและมันจะมอบให้กับผู้ที่มองเห็นมันเท่านั้น ความทรงจำในวัยเด็กผุดขึ้นมาอีกครั้ง ถึงทุ่งหญ้า ฝูงวัว ฝูงม้า และการแต่งตัวแบบคาวบอย

พจน์เหลือบมองไปเห็นรถบรรทุกสีแดงใหม่เอี่ยมจอดนิ่ง เสียงท่อไอเสียของมันคำรามกระหึ่ม เขาเปิดประตูด้านคนขับแล้วขึ้นไปนั่ง ขณะบอกตัวเองว่ามันคือม้าตัวหนึ่งที่เขาจะควบทยานออกไปยังทุ่งหญ้า เท้าของเขาค่อยๆ เหยียบคันเร่ง เจ้ารถบรรทุกสีแดงค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป พจน์ขับออกจากไร่สับปะรด ตัดเข้าสู่ถนนเพชรเกษมอันว่างเปล่า รถบรรทุกสีแดงเคลื่อนตัวไปอย่างเรียบง่าย บนเส้นทางแห่งความหลอกลวงและความไว้เนื้อเชื่อใจ และแล้วความเร็วก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นๆ สายลมปะทะกับใบหน้าของเขา มันพัดพาน้ำตาที่หลั่งออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่เขาเองก็ไม่รู้ตัว รถบรรทุกยังคงเคลื่อนตัวต่อไป โดยที่จุดหมายปลายทางมีแต่ความว่างเปล่าไม่เป็นสับปะรด พจน์คิดว่าเขาจำเป็นต้องแก้แค้นอะไรบางอย่างที่ทำให้ชีวิตเขากลายมาเป็นเช่นนี้ แต่สิ่งใดกันเล่าที่เขาต้องการล้างแค้นมัน

เสียงของเครื่องยนต์ยังคงครางกระหึ่มอย่างต่อเนื่อง แม้มันจะดังมาเกินกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยหอบ และแล้วเมื่อมันมาถึงกลางสี่แยกไฟแดง การแก้แค้นต่อโชคชะตาก็ถึงเวลาปรากฏ!

เจษฎา กลิ่นยอ เป็นชื่อนามสกุลจริง เกิดและเติบโตในกรุงเทพฯ จบการศึกษาด้านศิลปะการถ่ายภาพ จากวิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันประกอบอาชีพอิสระ และเลี้ยงแมวชื่อ กามูส์

 

สนับสนุนวรรณกรรมไทย โดย

สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย
สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย
สำนักพิมพ์แสงดาว
สำนักพิมพ์แสงดาว

 

Author

WAY of WORDS
โครงการเปิดรับต้นฉบับเรื่องสั้นและบทกวี ไม่จำกัดความยาวและเรื่องที่อยากเล่า ต้นฉบับทั้งเรื่องสั้นและบทกวี ถูกอ่านและพิจารณาโดยคณะบรรณาธิการสายแข็ง ก่อนเผยแพร่ทาง waymagazine.org

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตาม นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึกการตั้งค่า