มหาสมุทรข้อมูล เจตจำนงแห่งความโปร่งใส และเรื่องลับๆ ในรัฐ (ชาติ) - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

มหาสมุทรข้อมูล เจตจำนงแห่งความโปร่งใส และเรื่องลับๆ ในรัฐ (ชาติ)

“ภาพยนตร์เรื่อง In the Mood for Love ปี 2000 ของ หว่องกาไว นั้น เหลียงเฉาเหว่ย พูดความลับในใจฝากเก็บไว้กับหิน ความลับที่อยู่กับหินตลอดไปเพราะหินพูดไม่ได้ ความลับที่อยู่กับพระเมื่อสารภาพบาป ความลับที่อยู่กับจิตแพทย์เมื่อไปปรึกษา เพราะฉะนั้นโลกที่ต้องการความโปร่งใส ที่ตรวจสอบได้ กลายมาเป็นวิถีสำคัญของสภาวะสมัยใหม่ เพียงแต่เจตจำนงแห่งความโปร่งใสไม่ได้เป็นสิ่งที่ประชากรในระบอบการเมืองมาตรวจสอบการทำงานของรัฐเท่านั้น แต่รัฐเองยังตรวจสอบวิถีชีวิตและความคิดของประชากรด้วย”

ธเนศ วงศ์ยานนาวา

ธเนศ วงศ์ยานนาวา อดีตอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเกริ่นเปิดนำไว้ในงานเสวนา 70 ปีรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้หัวข้อ ‘รัฐ (ชาติ) เทคโนโลยี และความขัดแย้งในศตวรรษที่ 21’ ก่อนจะกล่าวต่อถึงพลวัตของประชากรที่ต้องการควบคุมผ่านการบริหารจัดการเงินผ่านรัฐ ผ่านสายสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่ได้เท่าเทียมกัน ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากรัฐที่ต้องการตรวจสอบควบคุมประชากรเท่านั้น ภายใต้เทคโนโลยีแห่งการประมวลผลอภิมหาข้อมูล big data ได้กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญของทุนนิยมดิจิตอลที่ไม่ได้ทำงานผ่านการแสวงหาแรงงานราคาถูก นั่นเพราะแรงงานราคาถูกเป็นของถูก จึงเป็นสิ่งไร้คุณค่าเมื่อเทียบกับข้อมูลที่ได้มาโดยไม่ต้องลงทุนอะไร

ในมุมมองของธเนศ โลกดิจิตอลนั้นมีเป้าหมายในเชิงพาณิชย์ เป็นนวัตกรรมใหม่ที่นำพานักธุรกิจไปสู่โลกและตลาดแบบใหม่ มูลค่าที่ได้มาจากเครือข่ายต่างๆ สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น มีเป้าหมายเพื่อลบล้างการค้าแบบเก่าๆ หรือเทคโนโลยีใหม่ที่หยุดยั้งธุรกิจแบบใหม่ หรือ Instructive Technology เทคโนโลยีใหม่ที่ถูกใช้ในเชิงพาณิชย์จึงกลับกลายเป็นการทำลายธุรกิจแบบใหม่

“ถึงแม้ว่าการล่มสลายของบริษัทขนาดใหญ่จะเป็นที่รู้กันว่าเกิดขึ้นจากความเป็นระบบข้าราชการ ระบบขนาดใหญ่ ความหยิ่งยโสถือดีว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ความเหนื่อยล้าของสายเลือดผู้บริหารที่ไม่เอาไหน การลงฐานที่ย่ำแย่ในการลงทุน ทั้งหมดนี้ไม่ได้มีความสำคัญในการกำหนดความต้องการของตลาดและนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่จำเป็นเสมอไปที่ต้องล้มล้างธุรกิจแบบใหม่ การล้มล้างเชิงเทคโนโลยีเกิดจากการที่ผู้ประกอบการเห็นช่องทางในการนำเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้มาเปิดวิถีทางทางการค้าแบบใหม่ อันยังไม่เป็นที่ต้องการของตลาดกระแสหลัก คือเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้ทำให้ลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ยังไม่ได้มีความสำคัญ ยังไม่ปรับตัว”

อย่างไรก็ตาม ธเนศมองว่าธุรกิจที่หยุดยั้งธุรกิจเก่าๆ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการของภาคธุรกิจเท่านั้น นักธุรกิจเป็นผู้นำผลพวงที่เกิดขึ้นจากพัฒนาการเทคโนโลยีดิจิตอลมาใช้เชิงพาณิชย์ พลังสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีหลักนั้น เป็นพลังที่เกิดจากการผลักดันของภาคการทหาร ภาคที่ต้องการรายได้ที่สมบูรณ์แบบ ภาคที่ต้องการชัยชนะที่ไม่เหลือพื้นที่ให้ฝ่ายตรงข้ามยืน การยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขเป็นเป้าหมายสำคัญของสงคราม ซึ่งไม่ได้หมายถึงการต้องการชัยชนะเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการมีชีวิตรอดของรัฐ ภายใต้การต่อสู้

“สงครามที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นในป่าดงดิบอีกต่อไป แต่เป็นสงครามที่เกิดขึ้นในเมือง และไม่ได้มีขนาดใหญ่ สงครามในเมืองเกิดขึ้นในรูปแบบของการบ่อนทำลาย เช่น การก่อการร้าย การป้องกันและทำลายล้างก่อนภัยจะมาเป็นสิ่งที่ทำได้จากการตรวจสอบหรือค้นหาศัตรูที่ซ่อนอยู่ราวกับการงมเข็มในกอหญ้า การตรวจสอบเป็นวิถีสำคัญทางการเมือง เช่น ในการปฏิรูปศาสนา เป็นต้น สงครามในยุโรปกลายมาเป็นกิจวัตรประจำปีในยุโรป ทำให้การล้วงลูกลึกไปถึงความคิดภายในเป็นสิ่งที่สำคัญมากของการหาแนวรบ”

ทรัพยากรมนุษย์ต่อการดำรงอยู่ของรัฐ

เมื่อการตรวจสอบเป็นวิธีสำคัญทางการเมือง การตรวจสอบจึงต้องมาพร้อมกับการสืบความลับ รวมถึงข้อมูลใดๆ อันเป็นที่ต้องการของรัฐ เมื่อประชากรดำรงอยู่ในฐานะทรัพยากรที่เป็นหัวใจสำคัญของการดำรงอยู่ของรัฐ

“รัฐที่อาจจะมีฐานะเป็นเพียงสัตว์ประหลาดร้ายน่ากลัวแบบ Leviathan (สัตว์ประหลาดแห่งท้องทะเล) จึงต้องการความจงรักภักดี ประหนึ่งความศรัทธาที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า อันเป็นหัวใจสำคัญของศาสนาเอกเทวนิยม โดยเฉพาะโปรเตสแตนท์ ก็เพื่อให้เกิดความวางใจได้ว่า ทรัพยากรมนุษย์จะไม่ย้ายไปที่ไหน ประชากรจะกลายเป็นต้นไม้กิ่งหลักที่เคลื่อนตัวไปไหนไม่ได้อีกต่อไป”

นอกจากนั้น พรมแดนของรัฐยังเป็นประเด็นที่ธเนศมองว่ายังเป็นช่องทางที่ศัตรูจะเข้ามาบ่อนทำลายรัฐได้ โดยยกตัวอย่างกรณียุโรปในช่วงสงครามความขัดแย้งของศาสนา จากการบ่อนทำลายของฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นคาทอลิกหรือโปรเตสแตนท์ การสืบความลับจึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของรัฐ เพื่อล้วงหาความลับดำมืด เพื่อวิถีความอยู่รอดของรัฐ

ในทัศนะของอาจารย์คณะรัฐสาสตร์ ปฏิบัติการลับๆ ของรัฐไม่ต้องการการตรวจสอบ ปฏิบัติการล้วงความลับของรัฐเป็นวิถีที่ปฏิบัติกันมาตลอดระยะเวลาของประวัติศาสตร์ การมีชีวิตรอดของรัฐ ต้องกำความลับจากรัฐอื่นๆ และฝ่ายตรงกันข้าม ทั้งนี้ก็เพื่อจะปฏิบัติการก่อนหน้าที่ฝ่ายอื่นๆ จะลงมือปฏิบัติการได้ ความลับเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติการอย่างรวดเร็วในการปฏิบัติการของรัฐ ความลับและความเร็วจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของปฏิบัติการของรัฐ

“ปฏิบัติการลับเป็นรูปแบบหนึ่งของการเก็บข้อมูล การแทรกแซงของรัฐเพื่อผลประโยชน์ของรัฐเป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันอย่างเสมอๆ สิ่งที่รัฐสมัยใหม่จะทำได้คือ การมีหน่วยสืบราชการลับ ปฏิบัติการลับ ที่จะทำให้รัฐไม่มีทางโดนสงสัย ความลับที่อยู่ในรัฐไม่สามารถตอบประชากรของรัฐได้ แม้ว่าประชากรจะทำให้การปฏิบัติ​การลับๆ ของรัฐนั้นถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ​”

การมีชีวิตรอดของรัฐ

ดังนั้น ในมุมของธเนศ การมีชีวิตรอดของรัฐ จึงหมายถึงการหลอกลวงประชากร อะไรที่ดีสำหรับรัฐ จะหมายถึงสิ่งที่ดีสำหรับประชากร การสืบความลับเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชากรจึงเป็นเป้าหมายสำคัญ เพียงแต่ในการสืบความลับของรัฐ ไม่อาจมองข้ามการละเมิดสิทธิความเป็นเสรีภาพไปได้ นั่นเพราะความลับซ้อนทับอยู่กับความเป็นส่วนตัว ซึ่งเป็นเสรีภาพของประชากร

“รัฐต้องการความโปร่งใสจากประชากร ถ้าไม่โปร่งใสก็ต้องสอดส่องเพื่อทำให้โปร่งใส ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลในการประมวลผลเพื่อการคาดการณ์ล่วงหน้าเพื่อดูความเป็นไปได้ของการก่อการร้ายที่จะเกิดขึ้น

การสืบความลับของประชาชนเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัว แต่การแทรกแซงความเป็นส่วนตัวเพื่อล้วงความลับของรัฐ เป็นหัวใจสำคัญของรัฐ

องค์ประกอบสำคัญของความเป็นรัฐในฐานะองค์กรทางการเมือง จึงต้องการสืบความลับและปฏิบัติการลับ อย่างไรก็ดี ธเนศมองว่าการปฏิบัติการลับของเสรีนิยมถูกกำหนดอยู่เสมอว่า ต้องอยู่ภายใต้กรอบกำหนดของรัฐ เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน ผู้เปิดเผยความลับของการสืบความลับของรัฐบาลสหรัฐชี้ให้เห็นว่า การปกป้องรัฐบาลที่ปฏิบัติการลับและครอบครองความลับเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของรัฐ

“ทุกความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับวงจรความสัมพันธ์ของประชากร สายสัมพันธ์ของเป้าหมายของรัฐนั้น เกิดขึ้นจากการยึดพื้นที่ของความสัมพันธ์ที่มากมาย ทั้งนี้พลวัตของสายสัมพันธ์และอิทธิพลส่งผลต่อคนรอบตัว จากสายสัมพันธ์ที่มีไม่กี่สิบคน สามารถขยายเครือข่ายออกไปเป็นหลายพันคน ก่อนที่จะเป็นล้านๆ คน ประชากรล้านๆ คนเหล่านี้จะเป็นข้อมูลเพื่อตรวจสอบคนหนึ่งคน การกระทำดังกล่าวเป็นอะไรที่เกินความสามารถของมนุษย์ AI จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ในการประมวลอภิมหาข้อมูล”

ข้อมูลและความเป็นตายของรัฐ

ทั้งการตรวจสอบเสียงผ่านโทรศัพท์ การตรวจสอบข้อมูลของประชากรในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองผ่านโลกอินเทอร์เน็ตเพื่อขอวีซ่าของสหรัฐ ข้อมูลมากมายมหาศาลเหล่านี้มีความสำคัญในการกำหนดความเป็นความตาย เพราะข้อมูลเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของการปฏิบัติการลับ เช่น การปฏิบัติการระยะไกล อย่างโดรนสังหาร ซึ่งเป็นที่ต้องการของรัฐบาลสหรัฐ จีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ แต่ทั้งหมดเป็นการ ‘ควบคุม’ ไม่ใช่ ‘ยุติ’

“ในขณะเดียวกันรัฐก็ต้องการข้อมูลดิบของประชากรที่มาจากทั้งภายนอกและภายใน ทำให้สามารถป้องกันการก่อการร้ายและสงครามที่จะเกิดขึ้น เป้าหมายคือการบริหารจัดการประชากรในเรื่องความมั่นคง และแน่นอน นี่คือสิ่งที่สำคัญ เพียงแต่ว่าโลกของ AI และโลกของดิจิตอลต่างๆ นี้เกิดขึ้นด้วยความเร็ว โลกดิจิตอลมีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมโยงชีวิตต่างๆ เข้าด้วยกัน กับบรรษัทเอกชนขนาดเล็กไปจนถึงบรรษัทเอกชนขนาดใหญ่โดยใช้ข้อมูล ข้อมูลที่ไม่ต้องการต้นตอ เงื่อนไข บริบทและความเป็นมาของข้อมูล ข้อมูลต้องการการประมวลผลที่นำมาซึ่งผลลัพธ์และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับต่อไปในอนาคต

“ข้อมูลในปัจจุบันไม่ได้มีความหมายในปัจจุบัน แต่ข้อมูลอยู่เพื่ออนาคต อนาคตที่ยังมาไม่ถึง อนาคตที่ต้องพยายามออกแบบให้ได้และควบคุมให้ได้ เจตจำนงแห่งการควบคุมอนาคตจึงเป็นเจตจำนงซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุค Anthropocene (ยุคสมัยของมนุษย์) การประมวลข้อมูลดำเนินไปเพื่อการควบคุมอนาคต ดำเนินไปด้วยระบบ deduction (หักลบ) ที่ปฏิบัติการเคียงคู่ไปกับระเบียบวิธีวิจัยทางวิทยาศาสตร์  ประมวลผล หาข้อสรุปจากข้อมูลดิบ การคาดคำนวณว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตจึงเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่า การคำนวณว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างให้ดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้”

เช่นนี้เอง แรงปรารถนาที่จะควบคุมแสดงถึงความพยายามที่จะลดสิ่งต่างๆ ที่คาดการณ์ไม่ได้ หรือลดความเสี่ยงให้กลายเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ การลดความเสี่ยง หรือลดสิ่งที่ไม่ปรารถนาในอนาคต คือการเพิ่มความเป็นไปได้ของสิ่งที่พึงปรารถนา การลดความเสี่ยงคือการบริหารจัดการอนาคตที่จัดการได้ อนาคตอยู่ในมือประชากรของรัฐประชาชาติที่กำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้ อนาคตของประชากรที่จะคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นว่า อะไรคือสิ่งที่ไม่น่าจะเกิด

นอกจากนี้ ธเนศยังมองกลับมายังแวดวงวิชาการที่หนีไม่พ้นเรื่อง popular ผลงานที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุดคือตัวอย่างที่สำคัญ การจัดอันดับ ranking จึงเป็นการจัดอันดับการแข่งขันและความภาคภูมิใจที่จะนำไปสู่ความพึงพอใจ ในอดีต อายุเป็นเพียงตัวเลข ในยุคของอภิมหาข้อมูลในยุคดิจิตอล ชีวิตเป็นเพียงตัวเลข เช่น พฤติกรรมของประชากรในมิติต่างๆ ถูกแปรมาเป็นตัวเลข ดัชนีวารสารวิชาการว่าบทความใดได้รับการอ่านมากที่สุด ซึ่งอภิมหาข้อมูลเหล่านี้ทำให้เกิดสาขาวิชาใหม่ ที่ทำให้คนมีความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูล หรือ database management

กล่าวในเชิงปริมาณ ชีวิตประชากรอย่างเราๆ ล้วนเป็นของรัฐ และบรรษัทข้ามโลกอย่างเฟซบุ๊ค กูเกิล ซึ่งตัวเลขที่มีความสม่ำเสมอนี้ ทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าอนาคตจะเกิดอะไร พฤติกรรมของประชากรที่มีความคงที่ได้กลายมาเป็นข้อมูลมหาศาลสำหรับธุรกิจในโลกดิจิตอล ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เพียงแต่เป็นข้อมูลที่บริษัทแห่งข้อมูลดิจิตอลและโลกไซเบอร์ที่ไม่มีฐานการผลิตอีกต่อไป

ข้อมูลมหาศาลสามารถตอบสนองกับความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพกับการใช้บริการ และข้อมูลมหาศาลเหล่านี้ก็สามารถนำไปใช้ในการคาดการพฤติกรรมของผู้ใช้บริการได้ ข้อมูลที่เป็นส่วนเกินของบริษัทที่ทำให้บริการผ่านการประเมินข้อมูลเพื่อหารูปแบบต่างๆ สามารถที่จะนำไปขายให้บริษัทอื่นๆ

“นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการทำงานของมหาวิทยาลัย คนที่สำคัญที่สุดคือ เฟรเดอริค เทอร์แมน (Frederick Terman) แห่งมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด ที่ทำให้มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดนั้นกลายเป็นผู้ประกอบการอย่างทรงประสิทธิภาพ สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นจึงกลายเป็นว่า มหาวิทยาลัย นักวิชาการ คือกลไกสำคัญในการสร้างรัฐที่เรียกว่า Silicon Valley State ขึ้นมา และทุนนิยมดิจิตอล” ธเนศกล่าว

Author

นิธิ นิธิวีรกุล
เส้นทางงานเขียนสวนทางกับขนบทั่วไป ผลิตงานวรรณกรรมตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม มีผลงานรวมเรื่องสั้นและนวนิยายหลายเล่ม ก่อนพาตนเองข้ามพรมแดนมาสู่งานจับประเด็น เรียบเรียง รายงานสถานการณ์ทางความรู้และข้อเท็จจริงในสนามออนไลน์ เป็นหนึ่งในกองบรรณาธิการที่สาธิตให้เห็นว่า ข้ออ้างรออารมณ์ในการทำงานเป็นสิ่งงมงาย