WAY to READ: On Happiness: หรือเป็นแค่ (คืน) ความสุขเฉพาะพวกเขา

…ทั้งนี้ ถ้าพิจารณาด้วยหลักการของการแสวงหาอรรถประโยชน์สูงสุดอย่างการใช้เกณฑ์จำนวนเป็นตัวตัดสิน หมายความว่า การฆ่าใครสักคนหรือจำนวนหนึ่งที่ไม่พึงปรารถนาเพื่อทำให้สังคมสงบสุข หรือการละเมิดความยุติธรรมเพื่อความสงบสุข คือการมอบความสุขสูงสุด…

– หน้า 62

 

นอกจากชื่อหนังสือ ว่าด้วยความสุข หรือ On Happiness แล้ว บรรทัดต่อมาด้วยขนาดฟรอนต์ที่ย่อมกว่าตั้งคำถามสั้นๆ “อะไรคือ ‘ความสุข’ “

ย้อนกลับไปสมัยเด็ก ความสุขน่าจะเรียบง่ายและไม่ซับซ้อน เช่น การได้ดื่มนม ได้ไขว่คว้าอะไรเข้าปากแล้วส่งเสียงด้วยความพอใจ โตขึ้นมาหน่อยอาจเป็นแค่การได้ออกไปปั่นจักรยาน หรือเล่นกระโดดยาง ถ้าคุณเกิดและเติบโตในทศวรรษที่ 80 พ้นจากนี้คุณจะอยู่ในช่วงวัยรุ่น คุณจะพบร่างกายที่เริ่มขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงที่แตกต่างออกไปจนเหมือนได้ถือกำเนิดขึ้นในร่างใหม่ และคุณจะรู้จักความรักก่อนรู้จักความเจ็บปวดจากมัน และอีกไม่นาน คุณถึงได้รู้ว่าในนามของความรัก คนเราสามารถทำอะไรได้หลายอย่างเพื่อมัน หนึ่งในหลายสิ่งนั้นคือการฆ่าหรือทำร้ายคนที่คิดเห็นต่างจากคุณ เพียงเพราะคุณถูกประณามจากชาติและสถาบันที่คุณบอกใครๆ ว่ารักยิ่งชีพ และจะขอถวายความจงรักภักดี

ในหนังสือ ว่าด้วยความสุข ของ ธเนศ วงศ์ยานนาวา บทนำที่ชื่อ ‘ความสุขที่บริโภคไม่ได้’ สังเขปออกมาเป็นคำอธิบายที่ครอบคลุมตั้งแต่ยุคสมัยนับแสนปีก่อนที่มนุษย์ยังไม่รู้จักคำว่า ‘ความสุข’ หรืออย่างน้อยก็คงไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคือความสุข อีกทั้งไม่มีทั้งชาติและสถาบันคอยกำกับ ‘บอก’ ว่าอะไรคือหน้าที่ อะไรคือจริยธรรมและความดี เพราะความสุขที่บริโภคไม่ได้ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องอรรถประโยชน์นิยมที่เน้นถึงประโยชน์สูงสุด ซึ่งถูกกำกับด้วยกรอบของความเชื่อที่ว่า

...ประโยชน์สูงสุดคือความสุขที่เหล่ามวลสมาชิกจะได้เพราะการปฏิบัติการทางการเมืองหนึ่งๆ มีเป้าหมายอยู่ที่ความสุขสูงสุด…

– หน้า 61

ต่อเนื่องมายังบทที่ 1 ‘เมื่อกลไกอำนาจอธิปไตยสั่งให้มีความสุข’ ที่บอกเล่าในเชิงพัฒนาการของประวัติศาสตร์

โดยมีรากฐานจากความเชื่อทางด้านคริสต์ศาสนาที่ธเนศอธิบายว่า

สิ่งที่มีคุณค่าในกรอบคิดของคริสต์ศาสนาย่อมไม่ใช่ความสุข แต่เป็นความรักของคริสต์ศาสนาที่ให้ความสุขแก่มนุษย์…

– หน้า 71

โดยพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ไล่เรียงมาตั้งแต่ความคิดของ จอห์น ล็อค ในเรื่องการแสวงหาความสุข (pursuit of happiness) เป็นสิ่งจำเป็นเพราะเป็นพื้นฐานของเสรีภาพ และภายใต้คำประกาศเอกราชสหรัฐอเมริกา ความสุขที่เกิดจากการมีชีวิตที่ดี ชีวิตน่าอภิรมย์ หรือ joy คือการมีเสรีภาพและการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน (ให้ลองนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Joy) ในแง่นี้ ธเนศอธิบายจนทำให้เห็นภาพถึงการไขว่คว้าหาความสุขจากการเป็นเจ้าของทรัพย์สินผ่านสิ่งที่เรียกว่า ‘ทุนนิยมเสรี’ ภายใต้กรอบของเสรีประชาธิปไตย ที่ไม่ได้แตกต่างจากรัฐเผด็จการในแง่ของการถูกสั่งให้มีความสุข ทั้งเผด็จการและเสรีประชาธิปไตยต่างมีเป้าหมายของความสุขเหมือนๆ กัน แตกต่างกันแค่เพียงวิธีการได้มาซึ่งความสุข โดยในทัศนะของธเนศ เสรีประชาธิปไตยต่างถูกสาปให้มีเสรีภาพ ซึ่งภายใต้เสรีภาพย่อมต้องมีความสุขควบคู่ไปด้วย

ขณะที่ในรัฐเผด็จการ ความสุขเป็นสิ่งที่รัฐจัดหาให้ การปฏิเสธซึ่งความสุขอาจกลับกลายเป็นอันตรายต่อตัวผู้ท้าทายอำนาจรัฐได้ ยกตัวอย่างความสุขของปัจเจกคนหนึ่งหรือหลายๆ คน อาจเป็นเรื่องของการเรียกร้องเพื่อให้ได้สิทธิประกันสุขภาพที่ดี แต่รัฐมองว่าสิ่งนี้คือการละเมิดกฎหมาย ทำผิดต่อ พ.ร.บ.ความมั่นคง ตกเป็นอาชญากรแผ่นดินที่จำต้องถูกจำคุก ปรับ เพื่อให้พลเมืองอื่นๆ ได้มองเห็นว่าการละเมิดซึ่งความสุขที่รัฐจัดหาให้นั้นมีโทษรุนแรงเพียงไร โดยยังไม่ต้องพูดถึงการที่รัฐมีมาตรการรองรับต่อความชอบธรรมในการจำกัดซึ่งความสุขไว้แต่ในนิยามที่รัฐเป็นผู้ถือครองด้วยซ้ำ

ชุดคำของ ‘ความสุข’

ดัชนีชี้วัดความสุขในโลก (Happy Planet Index)

การมีชีวิตที่ดี (well-being)

รู้สึกเป็นปกติดี (feeling well)

คงไม่อาจปฏิเสธว่า ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ก่อนปี 2549 จนกระทั่งปัจจุบัน ชุดคำเหล่านี้หล่อเลี้ยงภาพฝันของสังคมบางสังคมให้นึกภาพเห็นกำเคียวเกี่ยวข้าวที่เคยมีภาพของการขูดรีดซ้อนทับให้กลายเป็นภาพของการแสวงหาซึ่งความสุขที่เรียบง่ายภายใต้วลีที่เราคุ้นเคยกันดี ซึ่งการละเมิดออกจากกฎของความเงียบง่ายที่ถูกสถาปนาให้กลายเป็นจุดมุ่งหมายในตัวประชากรโดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม มาจนถึงชนชั้นกลางในเมืองหลวงกลายเป็นภาพอันน่าชื่นชม ที่ถูกผลิตซ้ำว่า “เห็นไหม แค่พอเพียงคุณก็มีความสุข”

โดยไม่ได้มองไปถึงการถูกสาปให้มีเสรีภาพในทัศนะของธเนศที่ประชากรจำต้องแสวงหาความสุขเพื่อให้ได้มาซึ่งการถือครองที่ดินและทรัพย์สิน เหตุที่เป็นเช่นนั้น เราต่างก็รู้ดีว่าประเทศบางประเทศมีความเหลื่อมล้ำในระดับสูงจากจำนวนประชากรเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของประเทศ แต่กลับถือครองที่ดินเกือบทั้งหมด โดยที่ดินเกือบทั้งหมดนั้น เกษตรกร และผู้ที่ถูกสาปไม่ให้ไขว่คว้าเสรีภาพก็จำต้องยอมรับ ยอมจำนนภายใต้กรอบแนวคิดทางศาสนา และการจะได้มาซึ่งความสุขนั้นคือ ยอมรับ พอเพียง ไม่ดิ้นรน ไขว่คว้า

เสรีภาพจึงกลายเป็นของที่ไม่เหมาะกับประเทศ เสรีภาพจึงกลายเป็นสิ่งที่ถูกนำเข้า ไม่ใช่สิ่งเที่ยงแท้อันดำรงอยู่ภายใต้ความบริสุทธิ์ของความเป็นตัวตนประเทศนั้นๆ ประเทศที่เหมือนละลอยล่องอยู่เหนือพื้นผิวโลก และตั้งกฎเกณฑ์ของตนเองขึ้นมาอย่างไม่สนใจว่าโลกจะขับเคลื่อนไปเช่นไร

ภายใต้กรอบกว้างๆ ของความคิดที่บรรจุอยู่เพียงในส่วนแรกของ ‘ว่าด้วยความสุข’ ที่ธเนศอรรถาธิบายให้เราได้ทบทวน สิ่งที่เราอาจรู้สึกเมื่ออ่านจบลงคือ ถ้าประเทศที่ทุกคนมีความสุขนั้นมีอยู่จริง ก็ไม่ใช่ประเทศที่เรากำลังหายใจร่วมกับพวกเขาที่แทบไม่เคยมองความเป็นอื่นว่าเป็นพี่น้องร่วมประเทศแต่อย่างใด พวกเขาอาจร่ำไห้กระทั่งโศกเศร้าเจียนตายกับสัตว์หายากตัวหนึ่งที่ถูกฆ่าโดยนายทุน แต่พวกเขาจะไม่โศกเศร้ากระทั่งสะใจด้วยซ้ำ เมื่อความตายนั้นเป็นเรื่องของมนุษย์ที่เป็นอื่นจากความคิดความเชื่อของพวกเขา

ความสุขที่ทาบทาบนใบหน้าเมื่อเห็นความตายของคนกลุ่มหนึ่งเป็นแค่ ‘ควาย’ ไม่ใช่ ‘คน’


On Happiness ว่าด้วยความสุข
ธเนศ วงศ์ยานนาวา
สนพ. สมมติ

นิธิ นิธิวีรกุล

เส้นทางงานเขียนสวนทางกับขนบทั่วไป ผลิตงานวรรณกรรมตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม มีผลงานรวมเรื่องสั้นและนวนิยายหลายเล่ม ก่อนพาตนเองข้ามพรมแดนมาสู่งานจับประเด็น เรียบเรียง รายงานสถานการณ์ทางความรู้และข้อเท็จจริงในสนามออนไลน์ เป็นหนึ่งในกองบรรณาธิการที่สาธิตให้เห็นว่า ข้ออ้างรออารมณ์ในการทำงานเป็นสิ่งงมงาย

นิธิ นิธิวีรกุลWAY to READ: On Happiness: หรือเป็นแค่ (คืน) ความสุขเฉพาะพวกเขา

Related Posts

การงานของ ทองเลี่ยม บุตรจันทา ปราชญ์นักปลูกป่า

การงานที่รักของ...ทองเลี่ยม บุตรจันทา ปราชญ์นักปลูกป่า อดีตคนต้นเรื่องของโฆษณาชุด 'จน เครียด กินเหล้า' ผู้ผันตัวมาทำเกษตรตามวิถีพอเพียง ปัจจุบันเป็นนักปลูกป่า ด้วยปณิธานว่าจะปลูกต้นไม้ให้ได้วันละ 3 ต้น หรือปีละ 1,095 ต้น

perfect income for happiness1

ความสุข ซื้อได้

ความสุขวัดได้ด้วยตัวเงินจริงหรือไม่ จากการไปสำรวจ 13 ประเทศตัวอย่าง พบว่า ค่าความสุขของชาวดูไบสูงที่สุด คือ 276,150 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี หรือประมาณ 8,470,000 บาท ขณะที่เยอรมันรั้งอันดับต่ำสุดที่ 85,781 ดอลลาร์ต่อปี หรือราวๆ 2,631,000 บาท

cramp 14

ความสุข

คนที่ไม่ ปรารถนาความสุข ก็คือคนที่มองไม่เห็นว่าตัวเองดำรงอยู่บนโครงสร้างแบบไหน เมื่อไม่เห็นโครงสร้างนั้นเสียแล้ว ก็ย่อมมองไม่ออกว่าตำแหน่งแห่งหนที่ตัวเองก่อกำเนิดและดำรงอยู่นั้น กำลังกดทับลงไปบน ‘บ่า’ ของคนอื่นๆ อย่างไรบ้าง