ตามหาตัวโน้ตบนฟ้าในราตรีนั้น - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

ตามหาตัวโน้ตบนฟ้าในราตรีนั้น

เรื่อง : สันติสุข กาญจนประกร  ภาพ : อนุช ยนตมุติ

 

‘รงค์ วงษ์สวรรค์ พญาอินทรีย์แห่งสวนทูนอิน สถาปนาให้เขาเป็น Jimi Hendrix แห่งลุ่มน้ำปิง

ต่อให้ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานแค่ไหน เป็นใครก็คงรู้สึกพึงใจอยู่ลึกๆ รุ่นใหญ่ขนาดนั้นไม่มานั่งอำกันเล่นๆ แน่

ถึงอย่างนั้น ชายที่ถูกพาดพิงถึงก็ยังออกลูกถ่อมตัว

“มันคงเป็นแค่เรื่องของผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก” เขาว่า พลางหมุนแก้วในมือจนน้ำแข็งกระทบกันดังกรุกกริก

กล่าวสำหรับผู้ลุ่มหลงในเสียงกีตาร์ อีกบางถ้อยกระตุกต่อม ร็อคแอนด์โรล ในร่างกายให้คึกคักทำนองว่า มาเชียงใหม่ ต้องหาโอกาสสดับสำเนียง Fender ของ ตุ๊ก-บราสเซอรี่

ถูกแล้ว รักเสียงดนตรี มัวแต่เปิดซีดีฟัง นอนจินตนาการอยู่ในห้องคงไม่ค่อยรื่นรมย์เท่าไหร่นัก

ที่สำคัญ ว่ากันว่า ตุ๊ก-วัชระ เจริญพร คือมือกีตาร์ที่เล่นสดได้มันที่สุดติดอันดับต้นๆ ของเมืองไทย และร้าน บราสเซอรี่ ริมฝั่งปิง ในจังหวัดเชียงใหม่ ก็เป็นเสมือนเมกกะของสาวกมือกีตาร์ชั้นเทพคนนี้

โอเค เรื่องนั้นมันแล้วแต่รสนิยม เอาที่เห็นๆ และคนดูในร้านสัมผัสได้ ทุกครั้งที่ตุ๊กกรีดพรมนิ้วลงบนสายทั้งหกเส้น ตัวโน้ตที่ล่องลอยฟังคล้ายออกมาจากหัวใจ ไม่ได้สักแต่เล่นๆ เหมือนนักดนตรีตอกบัตร

จากสีหน้า แววตา เขาสนุกทุกครั้งที่ได้จับเครื่องดนตรีชนิดนี้
หากบุรุษนาม ประมวล เพ็งจันทร์ ตัดสินใจเดินเท้าจากเชียงใหม่สู่เกาะสมุย เดินสู่อิสรภาพ

บางที เสียงเพลงก็อาจทำให้ใครบางคน ไปสู่อิสรภาพได้เช่นเดียวกัน

 

– 1 –

เกือบเที่ยงคืน เสียงกีตาร์แบบยุค 60 ในเพลง Hey Joe ของ Hendrix สาดพรมไปทั่วร้าน ชาวต่างชาติ 3-4 คนลุกขึ้นโยกย้ายร่างกายไปตามจังหวะ ในความสลัว สายตาทุกคู่จ้องจับไปที่จุดเดียวกัน

บนเวทีเตี้ยๆ ตุ๊กและวงกำลังร่ายมนต์สะกดทุกผู้ด้วยเสียงดนตรี

ตุ๊กกับกีตาร์ อะไรก็ดูง่ายไปหมด

พลิ้วไหว ลื่นไหล จนทำให้เรานึกถึงบทสนทนากับเขาก่อนหน้านั้น ริมฝั่งปิง สายน้ำที่ยังคงไหลระเรื่อย ไม่ต่างอะไรกับชีวิตคน เดินหน้า ไม่มีถอยหลัง วัยหนุ่มอาจพลุ่งพล่าน ประสบการณ์ย่อมเติมความลุ่มลึกให้ชีวิตในอีกครึ่ง

“ที่ได้ยินกันว่าจะเลิกเล่น คงไม่ถึงขนาดนั้น” ตุ๊กตอบคำถามที่แว่วมาเข้าหูเรา

ไม่ได้ใจแคบ แต่พูดกันตรงๆ มี บราสเซอรี่ แต่ไร้เงาเขาบนเวที จะต่างอะไรกับเสือขาดเขี้ยว

“ตอนนี้ก็ยังเล่นทุกวัน เพียงแต่จัดเวลาให้ตัวเองไม่เป็น มันอิหลักอิเหลื่ออย่างไรบอกไม่ถูก พยายามให้คนอื่นเล่นบ้าง หาอยู่ เหมือนมีใครแกล้ง ไม่มีใครอยากมาเล่นแทนเรา อาตมาไม่ไหวแล้ว เหนื่อย (หัวเราะ)”

ถูกของเขา ปล่อยลมหายใจกับการเล่นดนตรีกลางคืนมาเป็นสิบๆ ปี บางวูบ ก็อาจต้องตั้งคำถามกับตัวเอง แต่กับสิ่งที่รัก จะหันหลังให้โดยไม่แยแสก็คงใช่เรื่อง

“ถามว่าเบื่อไหม คงไม่ แต่เล่นกลางคืนอยู่ทุกวันแบบนี้ มันกินเวลาชีวิตเราไปเยอะ อยากฝึกฝนตัวเองมากกว่านี้ เพลงของตัวเองก็อยากทำ ตอนนี้มีทำอยู่บ้าง มันยังไม่ค่อยพอใจ มีเขียนทิ้งๆ ไว้เก็บใส่คอมพิวเตอร์”

คล้ายๆ มีโจทย์บางอย่างที่รอการสะสาง – เขาว่า

“มันเหมือนมีอะไรติดค้างอยู่ มีโจทย์ที่ยังไม่ได้รื้อ อยากเอามันให้อยู่สักที อยู่อย่างนี้มันไม่มีสมาธิ ปกติผมนอนที่ชั้นบนในร้านนี้แหละ บ้านในเชียงใหม่ยังไม่มีเลย บรรยากาศมันก็ยั่วยวนเรา ซึ่งบางทีผมอยากอยู่กับตัวเองบ้าง ต้องบังคับมันหน่อย รู้สึกแพ้บ่อย เมาอยู่เรื่อย (หัวเราะ) งานก็ได้นิดๆ หน่อยๆ ควรมีระเบียบวินัยมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นเคยตัว นั่งเขียนอะไรก็ติดเมามากไป”

เป็นไปได้ไหมว่า ตุ๊ก-บราสเซอรี่ แก่เสียแล้ว

“จริงๆ เรายังฝึกไม่พอ ไม่ได้พูดกวนตีนนะ บางอย่างมันยังไม่ได้ อยากมีความรู้มากกว่านี้ ส่วนตัวคิดว่ายังอัตคัดเรื่องทฤษฎี เรื่องจังหวะ ช่วงหลังมันน่าจะได้ปลีกตัว อยากอยู่สงบๆ บ้าง รู้สึกอย่างนี้มาหลายปีแล้ว ไอ้เลิกคงไม่เลิก แค่อยากเปลี่ยนอะไรบางอย่าง ต้องสักหน่อย”

เขาบอกว่าอยากทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันมากกว่านี้

“แต่ตรงนี้มันก็เป็นชิ้นเป็นอันพอสมควรนะ ตอนนี้ผมก็อยากสอนกีตาร์ด้วย เป็นหลักสูตรสั้นๆ เคยพูดในรายการวิทยุที่จัดอยู่ บอกว่าใครอยากเรียนก็ติดต่อมา อาจได้ค่าตอบแทนบ้างนิดๆ หน่อยๆ คิดถึงกีตาร์ตัวใหม่ ฝันหวานไป (หัวเราะ) มีคนมาลงชื่อไว้หลายคนนะ บอกว่าจะสอนๆ ไม่เห็นเอาสักที ก็มันยังไม่เคย เรื่องของเรื่องคือยังไม่แน่ใจตัวเอง”

 

-2-

อย่างที่เกริ่นไปตั้งแต่ต้น มีคำกล่าวที่ว่า มาเชียงใหม่ ต้องมาฟัง ตุ๊ก-บราสเซอรี่ เล่นสดๆ ถึงขนาดฝรั่งบางคนบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อดูเขาเล่นโดยเฉพาะ เกินไปหน่อยไหม ไม่แน่ใจ แต่ถ้าถามเจ้าตัว ตุ๊กบอกว่า การเล่นดนตรีให้ดี ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องการทำมาหากิน แต่มันคือภารกิจอย่างหนึ่ง

“เพลงๆ เดียว อาทิตย์หนึ่งผมเล่นไม่เหมือนกันเลย นักดนตรีมันมีแบบเล่นตอกบัตร มาถึงที่ทำงานก็เล่น แค่เป็นอาชีพ เล่นมาแปดหมื่นรอบ ก็ยังต้องกางโน้ตอยู่ ถามว่ามันมีอะไรสร้างสรรค์ตรงนั้นบ้างไหม ถ้าให้พูดแบบควายๆ ปิดมันเลยโน้ตเพลง ขว้างทิ้ง เเล้วลองเล่นดูสิ”

นี่คือสิ่งที่เขาพยายามบอกคนในวงมาตลอด

ว่าไปแล้ว จริงๆ ไม่ใช่แค่เล่นดนตรีหรอก ไม่ว่าการงานอะไร ถ้าใช้หัวใจนำหน้า ผลที่ออกมาย่อมสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง

“พยายามให้น้องๆ ได้เรียนรู้ อยากให้เขาได้คิดบ้าง เพราะอย่างไรเราก็เล่นเป็นทีม ซึ่งอยากให้เขาเล่นมาจากข้างใน ผมเชื่อว่ามันจะกลายเป็นต้นฉบับของเรา จากที่เอาเพลงคนอื่นมาเล่น แต่ถ้าเรามาตัดแต่งของเรา อาจไม่ต้องจงใจ ค่อยๆ เพิ่มเข้าไป เหมือนเจอของดีอยู่แล้ว มาช่วยกันปรุง”

อย่างนั้นก็เถอะ ย่ำเดินอยู่บนบทเพลงเดิมๆ คืนแล้วคืนเล่า ถึงท่วงทำนองจะเร้าใจเพียงใด เป็นใครก็เดาความรู้สึกได้ไม่ยาก

“มันขึ้นอยู่ที่เรารับส่งมุก เราเล่นมาแปดร้อยครั้ง แต่มันเป็นทีมของเรา มีเเรงถีบในการช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างบางเพลง ปกติใช้กีตาร์ไฟฟ้า บางคืนเราก็เปลี่ยนอารมณ์บ้าง เอากีตาร์โปร่งเล่นแทน อีกอย่าง ผมเชื่อว่า เราเล่นดนตรีด้วยกัน เหมือนเป็นครอบครัว เป็นเพื่อน

“ถึงเล่นมาแปดร้อยครั้ง แต่ถ้ายังมีความกระหาย จะรู้สึกได้เวลาเล่นด้วยกัน มันเข้าขากัน ซึ่งถ้าคืนไหนใครมาเฉาๆ เราก็รู้ บางทีไม่ต้องถึงรอบที่แปดร้อยหรอก ครั้งที่สองร้อย เลิก ไม่เล่นแล้ว เวอร์ชั่นนี้ล้มเหลว ต้องนั่งมึนอยู่อย่างนั้น ผมบอกเลยว่า พวกมึงนั่งพักสักสองสามเพลงไหม ไปแดกเหล้าก่อน กูเล่นกีตาร์โปร่งคนเดียวก่อน (หัวเราะ)”

ถึงได้มีเสียงลือเสียงเล่าทำนอง ตุ๊กเล่นเพลงตามใจฉัน หนักข้อถึงขนาดมีเสียงเหน็บแนมแรงๆ ว่าเอาใจแต่ฝรั่ง

สำหรับคนขวัญอ่อน อนุญาตให้หลับตาหนึ่งข้างในการอ่านทัศนะของเขา

“ผมโดนด่าประจำนะ บางทีเพื่อนกันยังบอก มึงอย่าไปขอมันนะ เดี๋ยวมันด่า (หัวเราะ) ไม่รู้สิ เจอบางที ไอ้เชี่ย เอาใจจังนะฝรั่ง กูขออะไรไปไม่เล่นให้ ย้อนไปก่อนหน้านั้นสิบนาที เห็นเราเล่นเพลงร็อค ปรบไม้ปรบมือ ชอบใจ โอ้โห ร็อคแอนด์โรล เยี่ยมมาก สักพัก ขอ เทค มี โฮม คันทรี่ โรด เข้าใจไหมว่ามันทรมาน เราขี้เกียจอธิบาย มันสรุปได้ด้วยตัวของมัน ผมไม่ใช่ตู้เพลงนะ คุณโคตรทำร้ายจิตใจผมเลย ยิ่งกว่าท้าต่อยกันอีก

“ในขณะเดียวกัน ฝรั่งที่ไหนไม่รู้ มาฟังเราเล่น ก็โห่ บอกเขาไม่เล่นกันแล้วเพลงนี้ หรือประมาณขอเพลงของวงนี้ เราก็จัดให้ แต่ดันไม่ใช่เพลงที่มันชอบ ก็มาอารมณ์เสียใส่เรา อีกประเภทคือบ่นว่าทำไมเบียร์แพง เคยซื้อข้างนอก 40 บาท ทำไมในนี้ขาย 110 บาท ขอต่อราคาหน่อย เราบอกไม่ได้ ก็ยังบ่น เอาอย่างนี้ดีไหม เรามีซีดีอยู่ คุณภาพไม่ค่อยดีหรอก เดี๋ยวอัดที่เราเล่นให้ แถมกล้วยให้สองลูกด้วย เอาไปฟังที่เกสต์เฮาส์เลย แวะซื้อเบียร์ก่อนด้วยนะ (หัวเราะ)”

“อายุขนาดนี้ยังมีอารมณ์ฉุนๆ ” ช่างภาพหนุ่มแซว

“พอได้อยู่ (หัวเราะ)”

“ไม่รู้สิ เจอคนที่มันจรรโลงใจมันก็ดี แต่ไม่ได้หมายความว่า คนพวกนี้ไม่จรรโลงนะ แค่จรรโลงแบบอ้อมค้อม (หัวเราะ)”

ร้อนแรง ตรงไปตรงมาแบบนี้แหละ คือสไตล์ของ ตุ๊ก-วัชระ คิดอะไร พูดอย่างนั้น ไม่ต้องเสียเวลาประดิษฐ์คำให้ตัวเองดูดี แต่ด้านในแฝงซ่อนเหลี่ยมมุมอันซับซ้อน

“ผมเองชอบเมา แล้วเราก็ไม่เคยไปตัดสินใคร ถือว่าเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เราให้เกียรติทุกคนที่รักการเมา เมาแบบรู้จักสัญญากับตัวเอง แต่ผมเกลียดที่สุดคือคนที่ชอบขีดเส้นว่าอะไรดี ไม่ดี อย่างนั้นไม่ได้เรื่อง ตอแหล”

คำสุดท้ายตุ๊กทุบเน้นๆ แสดงให้เห็นว่าเขาคิดอย่างนั้นจริงๆ

-3-

ช่วงท้ายของคืน ตุ๊กวางกีตาร์ไฟฟ้า ฉวยกีตาร์โปร่งขึ้นมาบรรเลงกับลูกวง เพลงสุดท้าย เขาสับคอร์ดด้วยท่วงทำนองหนักแน่น แค่ตีคอร์ด คนฟังก็รู้สึกได้ว่าคือของแท้

ครั้นโน้ตตัวสุดท้ายขาดห้วงลง เสียงปรบมือดังยาวนาน ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นขอบคุณทุกคน

ในฐานะผู้มาก่อน ตุ๊กบอกว่า เขาเองก็เคยรู้สึกร้อนรุ่มอยู่ข้างในลึกๆ นั่นหมายถึงตอนที่เพิ่งเริ่มจับกีตาร์ ครั้งยังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

“ช่วงนั้นทางบ้านก็ไม่สนับสนุน เขากลัวเป็นศิลปินไส้แห้ง แต่เราชอบฟังเพลงตั้งแต่เด็กๆ อยู่แล้ว มาจากนครสวรรค์ ถึงเชียงใหม่แรกๆ เห็นคนเล่นเก่งๆ โอ้โห เอากันอย่างนี้เลยเหรอ เราทำไงดีวะ มันบอกไม่ถูก เหมือนมีแรงผลักอยู่ข้างใน พี่เขาเล่นได้ขนาดนั้น เราอยากเล่น เอาน่า ลงไปคลุกวงในกับมันสักตั้ง น่าจะได้อยู่”
ทุกวันนี้ ตุ๊กยังจำได้ดีถึงแววตาของตัวเอง ในวันที่เพิ่งเริ่มทำความรู้จักกับเครื่องสาย 6 เส้นชนิดนี้

“ผมสัมผัสได้ ถ้าใครรู้สึกอยากเล่นมากๆ เวลามีน้องๆ เดินเข้ามาถาม ผมบอกเลยว่า พี่ก็เคยเล่นไม่ได้อย่างน้องนี่แหละ ผมเห็นแววตาเขาไง น่าชื่นชมมาก เหมือนเห็นแววตาตัวเองในสมัยก่อน จากที่เล่นกีตาร์ไม่เป็นไรเลย แววตาแบบนี้แหละ ทุกวันนี้ น้องบางคนเป็นอาจารย์ไปแล้ว สอนกีตาร์คนอื่น”

“ผมก็แซวๆ ว่า น้อง ต่อยกระสอบเยอะๆ นะ ล่อเป้าเยอะๆ เดี๋ยวก็ได้ขึ้นชกเอง” เขาว่า ยิ้ม ยกแก้วในมือขึ้นจิบ

เราสงสัย “นอกจากฝึกฝน โอกาสสำคัญไหมสำหรับการเล่นดนตรี”

“มันคือการฝึกฝน โอกาสคือการฝึกฝน เปิดรับในสิ่งที่ผู้รู้ให้เรา ต้องกระหายที่จะรู้ตลอดเวลา ตอนผมเล่นกีตาร์ใหม่ๆ ฝึกวันละสิบสองชั่วโมง เป็นปีๆ ไม่คิดว่ามันหนัก ความกระเหี้ยนกระหือรือทำให้เราอยากเล่น มันคือความกระหาย”

ในนามของคนผ่านโลกมาครึ่งค่อนชีวิต เราอยากฟังความเห็นของเขาเกี่ยวกับเด็กรุ่นใหม่ๆ กระทั่งความเปลี่ยนแปลงของเชียงใหม่

“คนเดี๋ยวนี้ใจร้าย กระด้าง เด็กสมัยนี้ชอบหาทางออกง่ายๆ อย่างพนักงานเสิร์ฟบางคนในร้านผม ทำงานได้ 3-4 วัน พอมีฝรั่งมาจีบ กูออกแล้ว ไม่สนว่าฝรั่งมันเอาจริงหรือเปล่า เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ผมทะเลาะกับเขาหมดแหละ ตั้งแต่นักดนตรียันพนักงาน บางวัน ผมต้องบอกเด็กว่า ห้องน้ำมันควรสะอาดกว่านี้หน่อยนะ ไม่ต้องถึงกับนอนได้หรอก ไม่กล้าล้าง เดี๋ยวล้างให้ดู ไม่รู้จะสอนอย่างไรแล้ว ไม่อยากจับหัวฟาดพื้น (หัวเราะ)”

เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ – ใช่ การขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าของมือกีตาร์เมืองไทย คงไม่ได้มาโดยอาศัยโชค อยากเก่ง มัวแต่นั่งพร่ำบ่น หาเกิดประโยชน์อันใดไม่ ชีวิตไม่มีทางลัด อยากเรียนรู้ คงต้องเดินออกไปให้หนามไหน่ของโลกเกี่ยวตำ

“หลายคนยกให้คุณเป็นกีตาร์ฮีโร่” คือคำถามของช่างภาพหนุ่ม

“ขอบคุณครับ (ยิ้ม) จริงๆ ไม่อยากเป็นหรอก เราเล่นดนตรีแล้วคนมีความสุขก็พอ ฟังเพลงของเราแล้วนั่งยิ้ม แค่นี้เพลินแล้ว”

ดึกแล้ว หลายคนเมามาย หลายคนกลับออกไปพร้อมรอยยิ้ม หากใครมีโอกาสแหงนมองขึ้นไปบนฟ้าในราตรีนั้น นอกจากดวงดาวที่ดูสวยกว่าในเมืองกรุง ถ้าตาไม่ฝาด คล้ายกับว่า มีโน้ตบางตัวล่องลอยอยู่บนนั้น

 

******************************************************

(หมายเหตุ ตีพิมพ์ กุมภาพันธ์ 2552 )

author
สันติสุข กาญจนประกร
อดีตบรรณาธิการเครางาม ปลุกปั้นและปล้ำ WAY มาในยุคนิตยสาร นักสัมภาษณ์ที่ไม่ยอมให้ข้อสงสัยหลงเหลือในประโยคพูดคุย เรียบเรียงถ้อยคำความหล่อบนบรรทัดด้วยทักษะแบบนักประพันธ์ หลังออกไปบ่มเพาะความคิด สันติสุขกลับมาพร้อมรสมือและกลิ่นกายที่คุ้นชิน และแน่นอน ทักษะด้านการเขียนที่ผ่านการเคี่ยวกรำมาย่อมแม่นยำกว่าเดิม
อนุชิต นิ่มตลุง
อาชีพเก่าคือคนขายโปสการ์ดภาพถ่ายขาวดำยุคฟิล์ม จับกล้องดิจิตอลรับเงินเดือนประจำครั้งแรกที่นิตยสาร a day weekly เมื่อปี 2547 ถ่ายงานหลากหลายรูปแบบทั้งงานสตูดิโอ ภาพข่าว สารคดี มีความสามารถพิเศษสั่งตัวแบบได้ตั้งแต่พริตตี้ คนงานทุบหินแถวหิมาลัย ไล่ไปจนถึงงานที่ถูกใครต่อใครหยิบยืมไปใช้สอยบ่อยๆ อย่างภาพถ่ายนักวิชาการที่ไม่น่าจะถ่ายรูปขึ้น นอกจากทำงานให้ WAY อย่างยาวนาน ยังเป็นเจ้าของกิจการเครื่องหนัง Dog's vision อันลือลั่น