ฉันเกิดในยุค โดนัลด์ ทรัมป์: 4 ปีแห่งความ ‘อิหยังวะ’ ของประธานาธิบดีสหรัฐ

หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ พ่ายแพ้ให้กับ โจ ไบเดน ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้วยคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง 232 ต่อ 306 ทำให้ โจ ไบเดน จากพรรคเดโมเเครต กำลังจะก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐในเร็ววันนี้ และตลอดระยะเวลา 4 ปีที่โลกหมุนรอบทรัมป์ ด้วยนโยบายการบริหารประเทศแบบสุดโต่ง ทำให้โลกในยุค โดนัลด์ ทรัมป์ มีเหตุการณ์เหนือความคาดหมายต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย

WAY สำรวจและรวบรวมเหตุการณ์เหนือความคาดหมายที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาการเป็นประธานาธิบดีของ โดนัลด์ ทรัมป์

สร้างกำแพงกั้นเม็กซิโก

ทรัมป์ได้ให้คำมั่นสัญญากับประชาชนสหรัฐในช่วงหาเสียงปี 2016 ว่าเขาจะสร้างกำแพงกั้นเม็กซิโกเพื่อลดปัญหาการลักลอบขนยาเสพติด และป้องกันไม่ให้ผู้ก่อการร้ายเดินทางเข้าสหรัฐ และเมื่อทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐเป็นที่เรียบร้อย ทรัมป์ดำเนินนโยบายสร้างกำแพง โดยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อดึงงบประมาณ 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐไปสร้างกำแพงกั้น สหรัฐ-เม็กซิโก สร้างความไม่พอใจให้กับสภาคองเกรส ซึ่งสมาชิกหลายคนเห็นว่าการสร้างกำแพงเพื่อสกัดกั้นผู้ก่อการร้ายจากเม็กซิโก ยังไม่ใช่วิกฤติระดับชาติในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และเกรงว่านายทรัมป์จะใช้โอกาสนี้ในการหลีกเลี่ยงกระบวนการของบปกติ ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้ทรัมป์ยอมอ่อนข้อลงและไม่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินพร้อมทั้งเชิญผู้นำ สส. ในสภาคองเกรสมาเจรจาที่ทำเนียบขาว

ทรัมป์เยือนเกาหลีเหนือ

ในปีแรกๆ ที่ดำรงตำแหน่ง ทรัมป์ประกาศตัวเป็นปฏิปักษ์กับผู้นำเกาหลีเหนือเรื่องการทดสอบขีปนาวุธ ทรัมป์ทวีตผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า

“เกาหลีเหนืออย่าข่มขู่สหรัฐไปมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นจะต้องเจอกับไฟและความโกรธอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน”

แต่กระนั้น ทรัมป์ก็ได้ตอบรับคำเชิญชวนเจรจาของ คิม จอง อึน ทั้งสองผู้นำได้พบปะกันที่การประชุมสุดยอดผู้นำที่สิงคโปร์ เพื่อเจรจาลดความตึงเครียดระหว่างคาบสมุทรเกาหลี และครั้งที่สองที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ทว่าการเจรจากลับล้มเหลวไม่เป็นท่า และการพบปะกันครั้งที่ 3 ที่เกาหลีเหนือ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประธานาธิบดีสหรัฐไปเยือนเกาหลีเหนือ ทรัมป์พบปะกับ คิม จอง อึน ที่เขตปลอดทหาร หลังจากนั้นทั้งสองก็ได้ตกลงที่จะรื้อฟื้นการเจรจานิวเคลียร์รอบใหม่

สังหารนายพลคนสำคัญของอิหร่าน

เมื่อต้นปี 2019 ทรัมป์ได้ลอบสังหาร นายพลคาเซ็ม โซเลมานี (Qasem Soleimani) ผู้ทรงอิทธิพลอันดับ 2 ของอิหร่าน ก่อนหน้านี้ทางการสหรัฐได้กล่าวว่านายพลโซเลมานีเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารทหารสหรัฐในอิรักจำนวนหลายร้อยคน และการลอบสังหารนายพลโซเลมานีครั้งนี้สร้างความโกรธแค้นให้กับ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Hosseini Khamenei) ผู้นำสูงสุดอิหร่าน และประชาชนในกรุงเตหะรานเป็นอย่างมาก ผู้นำสูงสุดอิหร่านประกาศกร้าวว่าจะแก้แค้นเอาคืนสหรัฐอย่างสาสม และทำการโจมตีฐานทัพสหรัฐในอิรัก เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความหวั่นวิตกให้กับทั่วโลกว่าความขัดแย้งครั้งนี้อาจจะนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 แต่ทว่าสหรัฐพยายามหลีกเลี่ยงการเกิดสงคราม อิหร่านจึงมีท่าทีที่อ่อนลง

ห้ามมุสลิมเข้าประเทศ

หลังศาลสูงสุดตัดสินสนับสนุนคำสั่งทรัมป์ ห้ามพลเมืองมุสลิมจาก 5 ประเทศเข้าสหรัฐ ซึ่งประกอบด้วย อิหร่าน ลิเบีย โซมาเลีย ซีเรีย ซูดาน และเยเมน โดยทรัมป์ได้ให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันการลักลอบเข้ามาของผู้ก่อการร้าย ภายหลังการออกนโยบายนี้ทำให้มีทั้งผู้ที่ออกมาประท้วงคัดค้านคำสั่งนี้ และผู้ที่ออกมาสนับสนุนคำสั่งดังกล่าว นโยบายแบนคนมุสลิมจาก 5 ประเทศนี้นอกจากจะสะท้อน ‘การเลือกปฏิบัติและแบ่งแยกเชื้อชาติ’ ยังกระทบถึงเศรษฐกิจของสหรัฐอีกด้วย

สงครามการค้ากับจีน

เนื่องจากนโยบาย ‘American First’ ของสหรัฐที่เห็นผลประโยชน์ของสหรัฐเป็นที่ตั้ง ทำให้ทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพื่อหวังลดการขาดดุลทางการค้ากับจีนได้ นอกจากนี้สหรัฐยังได้ขึ้นบัญชีดำทางการค้ากับหลายบริษัทจากจีน เช่น Hauwei (หัวเว่ย) และอีกกว่าสิบบริษัทจากจีน เมื่อไม่นานมานี้ก่อนที่ทรัมป์จะหมดวาระ เขายังได้ออกคำสั่งพิเศษเพิกถอน 3 ผู้ให้บริการมือถือยักษ์ใหญ่ของจีนออกจากตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค ได้แก่ ‘ไชน่า โมไบล์’ ‘ไชน่า เทเลคอม’ และ ‘ไชน่า ยูนิคอมฮ่องกง’ คำสั่งนี้ทำให้ความตึงเครียดทางการค้ากับจีนเพิ่มมากขึ้น และคาดหวังว่าจะผ่อนคลายลงเมื่อ โจ ไบเดน ขึ้นรับตำแหน่ง

ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีคนแรกที่โดนแบนจาก Social Media

เกิดการจลาจลมีผู้ชุมนุมสนับสนุนทรัมป์บุกอาคารรัฐสภาเพื่อต่อต้านการยืนยันผลคะแนนเลือกตั้งของ โจ ไบเดน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต หลังจากนั้นทวิตเตอร์ได้ล็อคบัญชีของ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นเวลา 12 ชั่วโมง และระบุอีกว่า หากทรัมป์ยังละเมิดกฎของทวิตเตอร์จะโดนล็อคบัญชีถาวร ทางด้านเฟซบุ๊คก็ได้ดำเนินการล็อคบัญชีเฟซบุ๊คและอินสตาแกรมของทรัมป์เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ในวันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมา ยูทูบได้ออกมาแถลงระงับการใช้งานแชนเนลของ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นเวลา 7 วัน หลังจากที่เขาได้พูดจาปลุกระดมผู้สนับสนุนเขาจนทำให้เหตุการณ์บานปลาย

ถือว่าเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่โดนแบนจากบริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่าง ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค และยูทูบ เป็นการอำลาตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐได้อย่างน่าจดจำ

ปลดเจ้าหน้าที่รัฐผ่านทวิตเตอร์

ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีที่บอกกล่าวความเคลื่อนไหวการทำงานของเขาผ่านทวิตเตอร์อย่างแอคทีฟ เช่นเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2020 เขาได้ประกาศปลด คริส เครบส์ (Christopher Cox Krebs) ผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงทางไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐานของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ภายหลังจากที่คริสออกมายืนยันว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้โปร่งใส แต่ทรัมป์มั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีการโกง

ก่อนหน้านั้นทรัมป์ได้สั่งปลด มาร์ค เอสเปอร์ (Mark Esper) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปมการใช้กำลังสลายการชุมนุมของผู้ประท้วง และทรัมป์ยังได้แจ้งผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่าเขาจะให้ คริสโตเฟอร์ ซี. มิลเลอร์ (Christopher C. Miller) ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ มาดำรงตำแหน่งรักษาการแทนและคำสั่งมีผลทันที หากย้อนไปเมื่อปี 2018 ทรัมป์ก็ได้ประกาศปลด เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน (Rex Wayne Tillerson) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมทั้งทวีตว่า “เร็กซ์นั่นโง่เง่าเต่าตุ่น และขี้เกียจตัวเป็นขน” ตลอดระยะเวลา 4 ปีในการเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์นั้น เขาเก่งกาจในการบริหารงานผ่านทวิตเตอร์และใช้ทวิตเตอร์เป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร

สั่งให้ผู้ชุมนุมไปลดน้ำหนัก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่แมนเชสเตอร์ รัฐนิวแฮมป์เชียร์ ในขณะที่ทรัมป์กำลังปราศรัยหาเสียง เขาได้กล่าวเยาะเย้ยชายคนหนึ่งต่อหน้าสาธารณชนว่า “ผู้ชายคนนั้นมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวมากเกินไป! กลับบ้านไปและเริ่มออกกำลังกายซะ” ทรัมป์คิดว่าชายคนนี้เป็นผู้ประท้วง แต่ที่จริงแล้วเขากลับเป็นผู้สนับสนุนของทรัมป์เอง หลังจากนั้นชายคนนั้นก็ได้ถูกนำตัวออกจากการปราศรัย และเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์นั้นมีทัศนคติเหยียดรูปลักษณ์ สีผิวของคนอื่น เพราะทรัมป์มักเหยียดรูปลักษณ์คนอื่นอยู่เป็นประจำ และด้วยเหตุนี้ทำให้คะแนนนิยมของเขาลดลงอย่างมาก

ทรัมป์คุยโวว่ามีภูมิคุ้มกันโควิด-19

หลังจากที่ทรัมป์ได้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี เขาก็ได้พักรักษาตัวอยู่ 1 อาทิตย์ก่อนกลับมาสู่เส้นทางหาเสียงอีกครั้ง ทรัมป์ได้ขึ้นปราศรัยที่รัฐฟลอริดาพร้อมทั้งกล่าวว่า “พวกเขาบอกว่าผมมีภูมิคุ้มกันแล้ว …ผมรู้สึกมีพลังมาก” ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่า “ผมจะเดินลงไปจูบผู้ฟัง รวมถึงผู้ชายและผู้หญิงสวยๆ ทุกคน” ซึ่งทรัมป์พยายามจะโชว์ให้ผู้ฟังปราศรัยเห็นว่า โควิดทำอะไรเขาไม่ได้ และเขาไม่ได้รับรู้ถึงความอันตรายของไวรัสชนิดนี้เลยแม้แต่น้อย

ข่าวการติดโควิดของทรัมป์ทำให้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ไว้ใจและไม่เห็นด้วยกับวิธีการรับมือกับวิกฤตการณ์โรคระบาดครั้งนี้ของทรัมป์ และทำให้คะแนนนิยมของเขาลดลงอย่างมาก

นำสหรัฐออกจากสนธิสัญญาปารีส

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวเรื่องภาวะโลกร้อน แต่ทรัมป์กลับเมินเฉยต่อเรื่องนี้ มิหนำซ้ำยังพาสหรัฐออกจากสนธิสัญญาปารีส ไมค์ ปอมเปโอ (Mike Pompeo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแถลงว่า ข้อตกลงปารีสเรื่องการลดมลภาวะนั้นเป็นภาระทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐ ซึ่งเหตุการณ์นี้ทรัมป์ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างหนัก เนื่องจากสหรัฐเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าชเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่กลับเพิกเฉยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนทั่วโลกเผชิญร่วมกัน

จะเห็นได้ว่าการดำเนินนโยบาย American First อย่างสุดโต่งของทรัมป์ นอกจากจะละเลยปัญหาสิ่งแวดล้อม ยังละเลยปัญหาต่างๆ อีกมากมาย เช่น สิทธิมนุษยชน และการทูต เป็นต้น

ทำให้ตลอดระยะเวลา 4 ปีในการเป็นประธานาธิบดีของเขามีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย

 

อ้างอิง

 

 

 

 

 

Author

ณิชกานต์ ภักดี
สาวอำเภอวารินผู้พลัดถิ่นมาอยู่ที่บ้าน WAY สนใจประเด็นร้อนทางสังคม และชื่นชอบการมองสังคมผ่านการอ่านงานวรรณกรรมและซีรีส์ Netflix

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตาม นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึกการตั้งค่า
Send this to a friend