ISDS กลไกฟ้องรัฐเพื่อตีหัวประชาชน

เป็นข่าวเล็กๆ ในสื่อไทย แต่เป็นข่าวใหญ่พาดหัวตัวไม้ที่ฝั่งออสเตรเลีย เมื่อ ‘คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด’ ผู้ถือหุ้นใหญ่เหมืองทองคำชาตรี ‘อัครา รีซอร์สเซส’ ติดประกาศแจ้งต่อสาธารณชนบนเว็บไซต์บริษัทฯ จะฟ้องเอาเรื่องและเรียกค่าเสียหายจากรัฐไทย ฐานละเมิดความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free Trade Agreement: TAFTA) ที่ไม่ส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน หลังจากมีคำสั่งให้เหมืองแร่ทองคำชาตรียุติการประกอบกิจการภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2559

คิงส์เกต ผู้ถือหุ้นใหญ่เหมืองทองคำชาตรีอ้างว่า ในความตกลงฯ เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเลือกใช้กระบวนการยุติธรรมโดยกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน (Investor-State Dispute Settlement: ISDS) ต่อคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในการระงับข้อพิพาทกับรัฐบาล ซึ่งจะขอหารือกับรัฐบาลไทยก่อนสักสามเดือน “หากไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ บริษัทฯ จำเป็นต้องดำเนินการเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศต่อไป ซึ่งไม่สามารถระบุระยะเวลาและผลลัพธ์ของกระบวนการดังกล่าวได้อย่างแน่นอน”

ภาษาบ้านๆ เรียกว่า ขู่…ให้ยอมซะ อย่าถึงกับต้องลงมือลงไม้

ย้อนหลังกลับไปถึงสาเหตุของการปิดเหมืองทองคำชาตรี ไม่ต้องไปไกลถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเหมืองของบริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด (มหาชน) ที่ยืดเยื้อมานาน เริ่มต้นที่พฤศจิกายน 2557 ได้มีการตรวจเลือดของชาวบ้านในเขตพื้นที่เหมืองทองชาตรี 600 คน พบค่าโลหะหนักในเลือดเกินมาตรฐานถึง 300 คน ทำให้ต้องนำเรื่องดังกล่าวขึ้นมาหารือระดับชาติของสี่กระทรวงที่เกี่ยวข้อง นั่นคือ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมตั้งคณะกรรมการร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ปัญหากรณีเหมืองแร่ทองคำของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ตรวจสอบข้อเท็จจริง

10 พฤษภาคม 2559 คณะกรรมการร่วมฯ มีความเห็นเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ยุติการดำเนินกิจการเหมืองแร่ทองคำของบริษัทอัคราฯ ทั้งหมดช่วงสิ้นปี 2559 ซึ่งข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมฯ ประกอบด้วย

  1. ยุติการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำ และประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ รวมถึงคำขอต่ออายุประทานบัตรด้วย
  2. ในกรณีของบริษัทอัคราฯ เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของพนักงาน และเพื่อเตรียมการเลิกประกอบกิจการ จึงเห็นควรให้ต่ออายุใบอนุญาตประกอบโลหกรรมของบริษัทออกไปจนถึงสิ้นปี 2559 เพื่อให้นำแร่ที่เหลืออยู่ไปใช้ประโยชน์ได้ รวมทั้งให้บริษัทอัคราฯ เร่งดำเนินการปิดเหมือง และฟื้นฟูพื้นที่ที่ผ่านการทำเหมืองให้เป็นไปตามเงื่อนไขการอนุญาต
  3. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชน และบรรเทาปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นภายหลังการปิดกิจการเหมืองแร่และโลหกรรมของบริษัทอัคราฯ ดังนี้
  • 3.1 กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำกับดูแลการปิดเหมือง และฟื้นฟูพื้นที่ของบริษัทอัคราฯ
  • 3.2 กระทรวงสาธารณสุข ดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
  • 3.3 กระทรวงแรงงาน ดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกิจการ

ทั้งนี้ การช่วยเหลือพนักงานบริษัทอัคราฯ ที่มีจำนวนกว่า 1.5 พันคน นอกจากกระทรวงอุตสาหกรรมจะประสานกับกระทรวงแรงงานในการให้ความช่วยเหลือแล้ว จะประสานผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ให้นำเงินเข้ากองทุนพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งมีประมาณ 45 ล้านบาท มาช่วยเหลือ

“สำหรับประโยชน์จากการทำเหมืองทองคำ มีการพบแร่ทองคำในประเทศไทยเฉลี่ยปีละ 3-4 ตันเท่านั้น โดยราคาเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 1,200 ล้านบาท คิดเป็นประโยชน์รวมกันเฉลี่ยปีละ 3,600 ล้านบาท ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาเหมืองแร่ เพราะไม่คุ้มกับ social cost” นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีกระทวงอุตสาหกรรม (ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ได้กล่าวอย่างมั่นใจในการแถลงข่าว

แม้ว่าต่อมา 7 มิถุนายน 2559 จะมีการยกเลิกมติ ครม. ดังกล่าว แล้วมีมติใหม่ ซึ่งสร้างความคลางแคลงใจให้กับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบอยู่มาก เพราะมติ ครม. ใหม่ระบุเพียงว่า

1. รับทราบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมรายงานในรูปแบบวิดีทัศน์ และให้กระทรวงอุตสาหกรรมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบเกี่ยวกับการดำเนินการของคณะกรรมการฯ ให้เป็นที่เข้าใจอย่างถูกต้องตรงกัน

2. ให้กระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเรื่องนี้ให้เป็นไปตามข้อกฎหมายและระเบียบต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ต้องถือว่าเป็นการแก้ไขถ้อยคำให้มีความรัดกุมและปิดช่องที่จะถูกฟ้องร้องได้อย่างดี

อ้างอิงจากการรายงานของ กรุงเทพธุรกิจ ระบุว่า มติ ครม. เมื่อ 10 พฤษภาคม 2559 นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจทำให้คณะรัฐมนตรีถูกดึงเข้าสู่การฟ้องร้องจากบริษัทเอกชนได้ เพราะผิดหลักกฎหมายสากล ที่รัฐบาลไปยกเลิกประทานบัตรที่ได้อนุญาตไปแล้ว ประทานบัตรยังมีอายุจนถึงปี 2571 หากมีการฟ้องร้อง “มีโอกาสที่จะแพ้สูง ทำให้รัฐต้องสูญเสียเงินค่าปรับจำนวนมาก”

กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้ปรับแนวทางการดำเนินงาน โดยไม่แตะส่วนของประทานบัตรเหมืองแร่ที่จะหมดในปี 2572 แต่จะหันไปใช้อำนาจการอนุญาตแทน โดยจะไม่อนุญาตให้ต่ออายุการดำเนินกิจการใบอนุญาตประกอบโลหกรรม หรือโรงแต่งแร่ และไม่อนุญาตต่อประทานบัตรแร่ทองคำในแปลงที่หมดอายุ ซึ่งแปลงที่หมดอายุนี้เป็นพื้นที่ไข่แดงที่จะเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ที่มีอายุประทานบัตรถึงปี 2571 แต่การไม่อนุญาตในสองข้อนี้ จะทำให้เอกชนไม่สามารถประกอบกิจการเหมืองแร่ได้ หากถูกฟ้องร้องสามารถต่อสู้คดีได้

เมื่อชัดเจนว่า รัฐบาลมีนโยบายปิดเหมืองทองเพื่อลดผลกระทบที่เกิดกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจริงๆ กระทรวงต่างๆ ก็ได้รับการเยือนจากทีมทูตออสเตรเลียแบบที่เรียกว่าหัวกระไดไม่แห้ง ทั้งขู่ทั้งปลอบ จนในที่สุดต้องเลือกใช้มาตรการขั้นสูงสุดนั่นคือ การฟ้องรัฐไทยผ่านกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน (ISDS) ซึ่งกลไกนี้หากชนะจะได้ทั้งการต่อใบอนุญาตและค่าชดเชยจากเงินภาษีของประชาชนคนไทย 

คิงส์เกตไม่เลือกใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก ที่เพิ่งเริ่มจากการฟ้องร้องผ่านศาลปกครอง ของไทย เพราะเหตุผลและขั้นตอนของกฎหมายที่รัฐบาลเลือกใช้จนนำไปสู่การปิดเหมืองนั้น ถูกต้องและชัดเจน

ไม่ใช่แค่ในไทย คดีในออสเตรเลียเองก็ชี้ชัดว่า รัฐมีพันธกิจในการคุ้มครองประชาชน เช่น คดีที่บริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่ของโลก ฟิลลิป มอร์ริส ฟ้องรัฐบาลออสเตรเลียที่ออกกฎหมายควบคุมยาสูบกำหนดให้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ต้องบรรจุซองสีเรียบๆ ไม่มีตราสินค้าปรากฏบนซองบุหรี่ และคำโฆษณาใดๆ (Plain Packaging Laws for Tobacco Products) ซ้ำต้องมีภาพสีที่แสดงให้เห็นพิษภัยของบุหรี่ต่อสุขภาพ ด้วยภาพที่มีขนาดใหญ่กว่าร้อยละ 80 ของหน้าซองบุหรี่

คดีนี้ ฟิลลิป มอร์ริส แพ้ทั้งในศาลสูงของออสเตรเลีย และในชั้นอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ด้วยเหตุผลที่ว่า รัฐมีหน้าที่ออกกฎหมายเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนชาวออสเตรเลีย

แต่การไปสู้คดีเช่นนี้ในอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ในที่สุดอาจจะชนะ เพราะต้องพึ่งพาบริษัทที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก การต้องต่อสู้กับโลกทัศน์ของอนุญาโตตุลาการที่มองเพียงแค่ตัวบทในความตกลงด้านการคุ้มครองการลงทุน ความเป็นทั้งมาเฟียและอุตสาหกรรมการฟ้องร้อง รวมทั้งกระบวนการพิจารณาคดีที่ปิดลับ แม้แต่รัฐบาลออสเตรเลียก็ยังไม่ยอมเปิดเผยค่าใช้จ่ายในการสู้คดีกับ ฟิลลิป มอร์ริส ต่อรัฐสภา

เรื่องนี้จึงสอนให้รู้ประการแรกๆ เลยว่า ออสเตรเลีย หนึ่งในประเทศที่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมดี เขาดีเฉพาะประเทศเขานะจ๊ะ ในกรณีรัฐบาลออสเตรเลียเคยสั่งปิดเหมืองในรัฐแทสมาเนียด้วยเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม สั่งปิดโรงหลอมทองแดงที่รัฐนิวเซาธ์เวลส์ ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับ ปตท.สผ. กรณีอุบัติเหตุแท่นเจาะก๊าซ และเอาผิดกับอีกหลายๆ ผู้ปล่อยมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน

นั่นไม่ได้หมายความว่า รัฐของออสเตรเลียและทูตซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาล อยากให้การดูแลประชาชนไทยที่ดีด้วย หากนั่นเป็นการขัดกับผลประโยชน์ของนักธุรกิจบ้านเขา ถึงที่สุดแล้วประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้ก็ยังถือผลประโยชน์ของตนเป็นสำคัญ

กลับมาที่ประเทศไทย นับจากนี้ ไทยจะเจอเคสนักเลงหัวไม้ในคราบนักลงทุนต่างชาติ ถือไม้หน้าสามพะยี่ห้อ ISDS มาข่มขู่ให้รัฐบาลทำโน่นทำนี่ หรือห้ามทำโน่นทำนี่ โดยเฉพาะการออกนโยบายสาธารณะที่คุ้มครองประชาชนแต่กระทบกับการทำกำไรของธุรกิจอีกมาก ซึ่งต้องใช้ทั้งสติปัญญาและความกล้าหาญทางนโยบาย

หากดูจากกรณีที่บราซิลฟ้องไทยอุดหนุนน้ำตาลใน WTO ที่รัฐบาลยอมปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ซึ่งในมุมหนึ่งก็อาจมีความจำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปเสียที แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่อาจจะเป็นการสะท้อนได้หรือไม่ว่า รัฐบาล คสช. เลือกที่จะยอมตามกระแสกดดันของต่างประเทศ แต่นั่นเป็นกรณีสินค้า หากเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ เกี่ยวกับชีวิตประชาชน สิ่งแวดล้อม ถอดใจตั้งแต่ยังไม่ได้ขึ้นสู้ ก็เรียกว่าทำลายนโยบายสาธารณะเพื่อประชาชนที่ตัวเองอ้างมาตลอด

นอกเหนือจากการสู้คดีแล้ว สิ่งที่รัฐไทย ทั้งผู้กำหนดนโยบายและหน่วยราชการต่างๆ ต้องทำคือ ระมัดระวังในการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศใหม่ๆ อาทิ (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) หรือ ASEAN+6 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ พยายามที่จะสอดแทรกกลไก ISDS แบบอัพเลเวลมาไว้ในเนื้อหา คือเรียกว่า ฟ้องง่ายฟ้องดายได้ทุกเรื่อง การชดเชยค่าเสียหายก็เอาแบบสูงสุด และที่สำคัญคือของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศชี้ขาดว่าอย่างไร กระบวนการยุติธรรมในประเทศไม่มีสิทธิทบทวน ต้องทำตามเท่านั้น

นี่อาจจะเป็นข้อดีข้อเดียวใน FTA ไทย-ออสเตรเลีย ที่ไม่บังคับไทยเข้าระบบอนุญาโตตุลาการของธนาคารโลก (International Centre for Settlement of Investment Disputes: ICSID) แต่เลือกใช้ระบบอนุญาโตตุลาการชั่วคราวของสหประชาชาติ (UNCITRAL) ที่กระบวนการยุติธรรมในประเทศยังสามารถกลับมาทบทวนความถูกต้องก่อนมีคำสั่งบังคับคดีได้

นอกจากนั้น หน่วยราชการของไทยยังควรเริ่มกระบวนการทบทวนความตกลงระหว่างประเทศด้านการลงทุนที่ไทยมีอยู่กับประเทศต่างๆ เพื่อตัดกลไก ISDS และความคลุมเครือของการตีความถ้อยคำในเนื้อหาความตกลงออกไป ดังที่หลายประเทศ อาทิ อินเดีย อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ กำลังดำเนินการอย่างเข้มข้น

ขณะที่ในระดับโลก การขึ้นมาเป็นประธานของ G77 ของเอกวาดอร์ในปีนี้น่าสนใจและน่าจะสร้างสีสันในการเมืองเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้อย่างมาก เพราะนอกเหนือจากการผลักดันให้มีองค์กรโลกบาลว่าด้วยการจัดเก็บภาษีเพื่อเอาผิดกับนักลงทุนขี้ฉ้อที่มักไปสร้างบริษัทจำลองนอกแผ่นดินตัวเอง (offshore companies) เพื่อหลบเลี่ยงภาษีแล้ว รัฐบาลของ คาร์ลอส คอร์เรอา (Rafael Correa) ผู้นำฝ่ายซ้ายที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลเอกวาดอร์อีกสมัย ก็ประกาศชวน G77 จะผลักดันเอาผิดกับนักลงทุนที่ทำลายและทำร้ายชุมชน จากเดิมที่มีแต่การเป่าหูว่า ต้องคุ้มครองการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เอกวาดอร์ประกาศว่า ถึงเวลาต้องคุ้มครองชุมชนท้องถิ่นจากการลงทุนเลวๆ ของนักลงทุนต่างชาติได้แล้ว

waymagazine.org เคยนำเสนอเนื้อหาสาระและที่มาที่ไปของกลไก ISDS หลายชิ้น ซึ่งสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ISDS: ขูดเลือดไทยไปคุ้มครองนักลงทุน


อ้างอิงข้อมูลจาก: waymagazine.org
manager.co.th
posttoday.com
bangkokbiznews.com
thaipublica.org
theguardian.com
ftawatch.org
bilaterals.org

Clip: ISDS กลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน
Minibook: ISDS รักนะนักลงทุน นิยายรักฉบับไม่เห็นหัวประชาชน 

 

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล

เป็นตัวอย่างของคนทำงานสื่อที่มีพัฒนาการสูง จากนักข่าวรายวันสู่คอลัมนิสต์ นักจัดรายการวิทยุที่รอบรู้และรอบจัดในการสังเคราะห์ข้อมูล ขณะที่อีกขาหนึ่งยังรับบทผู้ประสานงาน และทำงานวิชาการป้อนข้อมูลให้องค์กรเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างเข้มข้น

กรรณิการ์ กิจติเวชกุลISDS กลไกฟ้องรัฐเพื่อตีหัวประชาชน

Related Posts

‘ประชารัฐ’ ISDS จุดอ่อนของชุดเกราะทองคำ ม.44

การใช้มาตรา 44 ปิดหมืองทองคำ เข้าค่ายการละเมิดความตกลง ISDS ที่รัฐต้องคุ้มครองนักลงทุน และเมื่อนักลงทุนสามารถฟ้องรัฐได้ ไทยอาจต้องจ่ายค่าเสียหาย 30,000 ล้านบาท

WAY 75 ‘Oh Shit!’

อุจจาระเหมือนภูเขาน้ำแข็ง แม้เราจะสามารถมองเห็นมันทั้งก้อนได้เต็มสองตา แต่วัฏจักรของอึมีเรื่องราวมากกว่าที่คิด ทั้งเปี่ยมสุข อมทุกข์ เป็นตัวบ่งบอกคุณภาพชีวิต ความเป็น ความตาย ปนเปสลับกันตามวงจรชีวิตมนุษย์ ที่แน่ๆ...ไม่ใช่แค่เรื่องขี้ๆ

ล่าขุมทรัพย์ใต้ดิน

Infographic ประมวลปัญหาโครงการเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดข้อพิพาทระหว่างเอกชน รัฐ และประชาชน กรณี ‘เหมืองแร่ทองคำภูทับฟ้า’ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ซึ่งปรากฏร่องรอยที่นำมาสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงในเวลาต่อมา