Tower Records ไม่ใช่ตำนาน - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

Tower Records ไม่ใช่ตำนาน

tower 02

ภาพของ Tower Theater ตั้งตระหง่านและสูงเด่น สิ่งก่อสร้างที่เหมือนมหาวิหารนี้ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนัก ถ้าชั้นล่างไม่ได้แบ่งส่วนหนึ่งให้เช่าเป็นร้านขายยา ร้านขายยานี้คงไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนัก ถ้าลูกชายของเภสัชกรไม่เจียดพื้นที่ส่วนหนึ่งของร้านเพื่อหอบแผ่นเสียงมาขาย กองแผ่นเสียงนี้คงไม่มีบทบาทอะไรมากมาย ถ้ามันไม่ถูกขยับขยายไปสู่อาคารซอมซ่อที่ Watt Avenue อาคารซอมซ่อแห่งนี้คงไม่มีบทบาทอะไรมากมาย ถ้ามันไม่มีป้ายสีเหลืองที่เขียนทับด้วยตัวอักษรแดงตามคู่สีของน้ำมันเชลล์ว่า ‘Tower Records’

คงจะเป็นความฝัน เป็นความมัน เป็นความคันคะเยอ และความเพ้อเจ้อ ของคนหนุ่มที่หวังว่าวันหนึ่งเขาจะเป็นนายพล และวันถัดไปเขาจะนั่งบนแท่นบัลลังก์เหมือนราชา แล้วสร้างอาณาจักรของตัวเองด้วยเสียงเพลง รัสส์ โซโลมอน ทำแบบนั้น ด้วยหลักการ “stack ‘em high and sell ‘em low.” – ‘กองแผ่นสูงๆ ขายราคาต่ำๆ’

นับเป็นโชค เหมือนที่ใครสักคนในภาพยนตร์สารคดี All Things Must Pass บอก ‘โชค’ คือสิ่งที่ทำให้ Tower Records กลายเป็นหอคอยที่ล้อมรอบด้วยเสียงดนตรี กระแสฮิปปี้ รสนิยมการฟังเพลงที่เปิดกว้าง พื้นที่ทางสังคมของวัยรุ่นยุคทศวรรษ 1970 ส่งผลให้ร้านขายเพลงแบรนด์นี้ขยายสาขาจากหมุดแรกที่ซาคราเมนโต จนยึดซีกตะวันตกของสหรัฐ ถูกลมพัดข้ามน้ำไปยังญี่ปุ่น ก่อนจะกระโดดไปหว่านเมล็ดในฟากตะวันออก

ถุงพลาสติกสีเหลืองแดงคือสัญลักษณ์หนึ่ง วัตถุภายในบ่งบอกถึงวัฒนธรรมยุคเก่าก่อน วัฒนธรรมที่ถูกบอกเล่าผ่านเสียงเพลง ท่วงทำนองที่มีพัฒนาการทำให้สิ่งที่เรียกว่า ‘ดนตรี’ ของทุกสมัยแตกต่างกัน ทุกกระแสที่ขึ้นลง การเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไปของศิลปิน เรื่องราววงการดนตรี และแฟชั่นร่วมสมัย-ทุกอย่างถูกบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใบนั้น

Tower Records อาจเป็นเหมือนต้นไม้ ที่แพร่กระจายกิ่งก้านไปสู่บริเวณกว้างอย่างรวดเร็วและเรียบง่าย สร้างวัฒนธรรมการฟังเพลงรูปแบบต่างๆ ผ่านเครื่องทดลองฟัง การเปิดเพลงจากหลังบูธดีเจ ปรับตัวเข้ากับ host หลายรูปแบบ ยิ่งทำให้สิ่งมีชีวิตชนิดนี้แทบจะอยู่บนสุดของห่วงโซ่ดนตรี ที่แม้แต่ค่ายเพลงยังต้องอยู่ในสถานะพึ่งพา ศิลปินอาศัย Tower Records เป็นคลังวัตถุดิบ เป็นสถานที่ ‘ผ่านเกิด’ และเป็นแหล่งระบายรสนิยมผ่านเงินในกระเป๋า เหมือนที่ เอลตัน จอห์น ลูกค้าที่มาทุก 8 โมงเช้าวันอังคาร บอกว่า “ผมเชื่อว่าผมเป็นคนที่เสียเงินให้กับ Tower Records มากกว่าใครในโลก”

กลไกของ Tower Records ไม่มีความซับซ้อน พนักงานเติบโตจากล่างขึ้นบน จากเด็กขนแผ่นเสียง ที่ทำแม้กระทั่งปูพื้นร้าน พนักงานขาย คนสั่งแผ่น ขึ้นสู่แท่นผู้จัดการ ผู้บริหาร กฎกติกาที่ถูกวางคืออิสรภาพ หน้าที่คือความรับผิดชอบที่ทุกคนต้องมี นี่คือกลไกสำคัญที่ทำให้ร้านขายเพลงแห่งนี้กลายเป็นมหาวิหารเหมือนที่ รัสส์ โซโลมอน ตั้งใจ

ทว่าไม่ต่างจากการขึ้นเอเวอเรสต์ ป่ายปีนสู่จุดสูงสุดคือการพิชิต ส่วนขาลงคือการเผชิญโชคชะตาของจริง เมื่อซูเปอร์มาร์เก็ตเพลงที่ใหญ่ที่สุดในโลกต้องถึงวันล่มสลาย เหมือนเวลาจะหมุนทวนกลับ แขนขามากมายของ Tower Records วิ่งย้อนหาจุดกำเนิด และหลุมดำที่ไม่ได้มาจากความบังเอิญแต่เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งธุรกิจและเทคโนโลยี ทำให้ป้ายสีเหลืองแดงถูกปลด แล้วพวกเขาทุกคนก็เดินลงสู่ที่ราบ

แต่ก็นั่นแหละ…อดีตคือภาพที่เราทำได้เพียงแค่มองย้อนกลับไป สำหรับบรรดาผู้วางฐานราก ก่ออิฐ สร้างกำแพง ของ Tower Records ขึ้นมา แน่นอนว่าความรู้สึกที่ต้องเห็นมหาโบสถ์มหาวิหารที่พวกเขาลงมือสร้างต้องพังทลาย คงไม่ใช่สิ่งที่บรรยายได้ง่ายนัก จากนั้นร้านขายเพลงที่ผ่านสื่ออย่างแผ่นเสียง เทป ซีดี มา 40 กว่าปี ก็กลายเป็นอดีต


หลายคนบอกว่า “Tower Records คือตำนาน”

ประโยคนี้คงมีข้อโต้แย้งได้มากมาย ก้อนอิฐ เศษปูน ชิ้นส่วนป้าย หรือแม้แต่โปสเตอร์ขาดวิ่น อาจเป็นสัญลักษณ์ของความล่มสลาย เป็นหน้าฉากของตำนาน-ตำนานคืออดีต คือสิ่งที่ล้มหายตายจาก ที่ทิ้งไว้เพียงความยิ่งใหญ่ผ่านเรื่องเล่าปากต่อปาก

อ้างอิงจาก The Gospel of Thomas ที่ว่า “Split a piece of wood; I am there. Lift up the stone, and you will find me” – แยกชิ้นส่วนไม้ออก เราอยู่ที่นั่น เคลื่อนหินก้อนนั้น แล้วท่านจะพบเรา

แต่สำหรับใครอีกหลายคน Tower Records ไม่ใช่ตำนาน

ทุกครั้งที่หยิบหูฟังขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเสียบหู ครอบหู ห้อยบนหู อะไรก็ตามแต่ สุ้มเสียงจากร้านขายเพลงแห่งนี้จะก้องอยู่ในหูพวกเขาเสมอ

วลี ‘No Music, No Life’ มีคำอธิบายที่ดีในตัวมันอยู่แล้ว

เพราะ Tower Records คือชีวิต ไม่ใช่ตำนาน

author
รุ่งฤทธิ์ เพ็ชรรัตน์
จากผู้อ่าน WAY อดีตภูมิสถาปนิกหนุ่ม ตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตมาทำงานหนังสือ เป็นบรรณาธิการโดยอาชีพและหน้าที่ ต้นทุนด้านการอ่าน ความสนใจที่หลากหลายและลงลึก เขาจึงเป็นตัวจักรสำคัญที่ทุกคนในองค์กรยอมรับ ยกเว้นรสนิยมทางดนตรี เพราะทุกวันนี้ยังต้องใส่หูฟังคนเดียวเงียบๆ