มติสมัชชาสุขภาพฯ ขีดเส้นปี 2565-2568 ประเทศไทยไร้แร่ใยหิน

การประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 12 เมื่อวันที่ 18-20 ธันวาคม 2562 หนึ่งในวาระสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งคือ การทบทวนมาตรการ ‘สังคมไทยไร้แร่ใยหิน’ ซึ่งเป็นความท้าทายต่อการพัฒนาสังคมสุขภาวะที่ทุกภาคส่วนควรรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เพื่อเตรียมรับสถานการณ์และผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

ประเทศไทยวันนี้ยังคงเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพประชาชน หนึ่งในปัญหานั้นคือ มลพิษทางอากาศซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคระบบทางเดินหายใจ ทั้งหมอกควันไฟป่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) รวมถึงการก่อสร้างและรื้อถอนอาคารอย่างผิดวิธีที่อาจทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของแร่ใยหิน ซึ่งแฝงอยู่ในกระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องยางปูพื้น ฉนวนกันความร้อน ฝ้าเพดาน ฯลฯ

หลายประเทศทั่วโลกยืนยันตรงกันว่า แร่ใยหินเป็นสาเหตุการก่อมะเร็ง องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ (IARC) ได้ให้ข้อเสนอแนะกับประเทศต่างๆ ว่า การควบคุมการสัมผัสแร่ใยหินให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเป็นเรื่องที่ยากมาก ฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือต้องยกเลิกการผลิต การนำเข้า และการใช้แร่ใยหินในทุกผลิตภัณฑ์

ในปี 2561 มีการยกเลิกการนำเข้าและการใช้แร่ใยหินไปแล้ว 66 ประเทศ ขณะที่มีราวๆ 129 ประเทศ แม้จะยังไม่มีกฎหมายยกเลิกอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีการใช้แร่ใยหินในระดับที่น้อยมากหรือไม่มีการใช้เลย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2553 ที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 ได้มีมติรับรองมาตรการสังคมไทยไร้แร่ใยหิน และต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2554 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมติสมัชชาฯ ให้ประเทศไทยปราศจากแร่ใยหินภายในปี 2555 อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายังไม่สามารถบรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดที่วางไว้

ทั้งหมดนี้จึงนำมาสู่การทบทวนมติสมัชชาฯ อีกครั้งในปีนี้ เพื่อกำหนดมาตรการ แสวงหาความร่วมมือ และปรับเพิ่มยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้จริง

ผลการประชุมต่อเนื่องตลอด 3 วัน นำมาสู่รูปธรรมในการจัดทำนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะ โดย นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร ประธานอนุกรรมการดำเนินการประชุม กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการต่อยอดจากมติเดิมเมื่อปี 2553 โดยมีเป้าหมายร่วมกันว่าต้องยกเลิกการใช้แร่ใยหินในสังคมไทย โดยทุกภาคส่วนต้องมีความรู้ความเข้าใจเพียงพอ ทั้งการนำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ปราศจากแร่ใยหินมาใช้และการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเก่าที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินด้วยขั้นตอนที่ถูกต้องปลอดภัย

“สำหรับข้อกังวลของภาคเอกชนก็คือ ผลิตภัณฑ์บางอย่างยังไม่สามารถหาสารทดแทนได้ แต่นั่นก็เหลือน้อยมากแล้ว ดังนั้นที่ประชุมจึงยืนยันมติให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งดำเนินการออกกฎเกณฑ์ให้ยกเลิกการใช้แร่ใยหินเป็นวัตถุดิบในการผลิตกระเบื้องแผ่นเรียบ กระเบื้องยางปูพื้น ภายในปี 2565 และยกเลิกการใช้แร่ใยหินเป็นวัตถุดิบในการผลิตผ้าเบรก คลัทช์ ท่อซีเมนต์ กระเบื้องมุงหลังคา ภายในปี 2568

“นอกจากนี้ ให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลเรื่องการนำเข้า กระทรวงมหาดไทยทำหน้าที่ควบคุมการปลูกสร้างและการรื้อถอนอาคาร และกระทรวงสาธารณสุขจะเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องผลกระทบของแร่ใยหินต่อไป” นพ.ประสิทธิ์ชัย กล่าว

มติสมัชชาฯ 15 ประการ

มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 12 ว่าด้วยการทบทวนมาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหิน มีรายละเอียดดังนี้

  1. ขอให้กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงมหาดไทยเร่งรัดดำเนินการ

1.1 ยกเลิกการใช้แร่ใยหินไครโซไทล์เป็นวัตถุดิบในการผลิตภายในปี พ.ศ. 2565 เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์อื่นทดแทนหรือใช้วัสดุอื่นทดแทนแร่ใยหินไครโซไทล์ได้อย่างเหมาะสมเพียงพอแล้ว

ประกอบด้วย

(1) กระเบื้องแผ่นเรียบ
(2) กระเบื้องยางปูพื้น

1.2 ยกเลิกการใช้แร่ใยหินไครโซไทล์เป็นวัตถุดิบในการผลิตภายในปี พ.ศ. 2568

(1) ผ้าเบรกและคลัทช์
(2) ท่อซีเมนต์ใยหิน
(3) กระเบื้องมุงหลังคา

  1. ขอให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดแนวทางและมาตรการในการยกเลิกการนำเข้าแร่ใยหินและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบแร่ใยหิน และการสนับสนุนให้มีมาตรการที่ทำให้การใช้วัสดุทดแทนแร่ใยหินมีราคาถูกลง
  2. ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการให้มีมาตรการในการกำจัดขยะที่มีแร่ใยหินและกำหนดมาตรการให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบในการกำจัดผลิตภัณฑ์ที่มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบ
  3. ขอให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการพัฒนาแนวทางและมาตรการทางกฎหมาย ในการรื้อถอน ซ่อมแซม ต่อเติมอาคาร ทิ้ง และกำจัดขยะซึ่งมีวัสดุที่มีแร่ใยหิน
  4. ขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องผลกระทบของแร่ใยหิน และออกข้อบัญญัติของท้องถิ่นในกระบวนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและกำจัดผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหิน
  5. ขอให้กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง ร่วมกับสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดแนวทางปฏิบัติให้หน่วยงานภาครัฐใช้วัสดุและผลิตภัณฑ์ปลอดแร่ใยหิน
  6. ขอให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนเครือข่ายแรงงานและภาคประชาชน ในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และรณรงค์ให้ใช้วัสดุที่ไม่มีแร่ใยหินในการก่อสร้าง รื้อถอน ซ่อมแซม และต่อเติมอาคาร
  7. ขอให้กรมประชาสัมพันธ์สนับสนุนกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำและเผยแพร่ข้อมูลแก่นักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบอาชีพ นายจ้าง ลูกจ้าง และประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับอันตรายจากแร่ใยหิน การป้องกันอันตรายที่ครอบคลุมตลอดวงจรของการใช้ รื้อถอน ทำลายวัสดุที่มีแร่ใยหิน รวมทั้งวัสดุทดแทนแร่ใยหิน
  8. ขอให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กำกับติดตามการแสดงข้อมูล คำเตือนอันตรายของแร่ใยหินบนฉลากผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหิน โดยฉลากต้องแสดงให้ประชาชนเห็นได้ชัดเจนและเข้าใจง่าย ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก พ.ศ. 2552 เรื่อง ให้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก และประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ 29 (พ.ศ. 2553) เรื่อง ให้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ 2) อย่างเข้มงวด
  9. ขอให้กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรคเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาระบบการวินิจฉัยโรคเหตุแร่ใยหิน เฝ้าระวังและติดตามกลุ่มเสี่ยงโรคเหตุแร่ใยหิน
  10. ขอให้กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคมเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำระบบลงทะเบียนสถานประกอบกิจการและแรงงานที่ทำงานสัมผัสแร่ใยหิน รวมทั้งสนับสนุนให้มีการใช้ข้อมูลการตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงแรงงานที่ทำงานกับแร่ใยหิน ถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนงานหรือออกจากงานไปแล้ว เพื่อการเฝ้าระวังสุขภาพจากเหตุแร่ใยหิน
  11. ขอให้กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ดำเนินการให้กองทุนเงินทดแทนครอบคลุมในการดูแลค่าใช้จ่ายในการเฝ้าระวัง วินิจฉัย รักษา ฟื้นฟู และจ่ายเงินทดแทนแก่แรงงานที่มีประวัติการทำงานสัมผัสแร่ใยหินในอดีตและป่วยเป็นโรคเหตุแร่ใยหินภายหลังออกจากงานหรือเกษียณ รวมทั้งให้ประชาชนรับทราบถึงสิทธิประโยชน์
  12. ขอให้กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กำกับติดตาม ประเมินสถานประกอบกิจการให้ดำเนินการตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารจัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 ลงวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 29 พฤศจิกายน 2556) และประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง ขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย กำหนดให้ในบรรยากาศของสถานที่ทำงานและสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตรายในลำดับที่ 32 แอสเบสตอส ชนิดไครโซไทล์ asbestos (Chrysotile form) มีค่าขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายตลอดระยะเวลาการทำงานปกติคือ 0.1 ไฟเบอร์/ลูกบาศก์เซนติเมตร
  13. ขอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อการยกเลิกการใช้แร่ใยหิน กลไกทางเศรษฐศาสตร์ และการใช้มาตรการทางกฎหมาย สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งไปสู่การลดและเลิกใช้แร่ใยหิน รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทดแทนที่สามารถหาซื้อได้ง่าย ราคาถูก มีความแข็งแรงและปลอดภัย
  14. ขอให้เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ รายงานความก้าวหน้าต่อสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 14

 

สนับสนุนโดย

Author

กองบรรณาธิการ
ทีมงานหลากวัยหลายรุ่น แต่ร่วมโต๊ะความคิด แลกเปลี่ยนบทสนทนา แชร์ความคิด นวดให้แน่น คนให้เข้ม เขย่าให้ตกผลึก ผลิตเนื้อหาออกมาในนามกองบรรณาธิการ WAY
Share via

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตาม นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึกการตั้งค่า
Send this to a friend