สุนทรียะตลาดล่าง พื้นที่และมูลค่ากราฟิกรถซิ่ง - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

สุนทรียะตลาดล่าง พื้นที่และมูลค่ากราฟิกรถซิ่ง

เมื่อขับรถไปตามท้องถนนที่เต็มไปด้วยรถ ปัญหาการจราจร รถติดเป็นชั่วโมง ฟังเพลงไม่รู้จบไปกี่อัลบั้มรถก็ไม่ขยับสักที ทำได้เพียงมองออกไปนอกกระจก แล้วอ่านสติกเกอร์ที่แปะอยู่ท้ายรถคันข้างหน้า

การอ่านสติกเกอร์ที่แปะตามรถเป็นสีสันอย่างหนึ่งบนท้องถนน บางทีก็ขำ บางทีก็งง หรือบางวลีก็ทำให้เรานึกหน้าคนขับได้โดยไม่ต้องรู้จักหรือเห็นหน้า ตัวอย่างเช่น ‘ไม่พูดมาก เจ็บคอ’ ‘สวยนั่งฟรี หุ่นดีครึ่งราคา’ ‘ผัวจนกินมาม่า ผัวชรากิน MK’ ‘แซงผมเลย ถ้าทำให้พี่ดีขึ้น’ ‘วัยรุ่นทำกิน’ ‘วัยรุ่นสร้างตัว’ ‘รถคันนี้สีอะไรก็ช่าง ตังค์กู’ ฯลฯ และเมื่อคำเหล่านี้ไปผนวกรวมกับฟอนต์และสีสันที่ฉูดฉาด ยิ่งทำให้ผู้อ่านได้อารมณ์มากยิ่งขึ้น

เมื่ออ่านจบแล้วก็จบไป ไม่มีใครสนใจว่าสติกเกอร์เหล่านั้นมาจากไหน ใครคิด ใครออกแบบ แต่สำหรับ สรัช สินธุประมา นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาตั้งคำถามมากกว่านั้น จนกลายมาเป็นบทความ ‘สติกเกอร์ซิ่ง’ กับความสร้างสรรค์และงานออกแบบบนท้องถนนไทย ซึ่งนำเสนอในงานประชุมวิชาการ หัวข้อ ‘เชื่อม ข้าม เผชิญหน้า ณ จุดตัด’ วันที่ 24-25 สิงหาคม 2561 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

วิธีการศึกษาของสรัชคือการเข้าไปทำงานในร้านป้ายแห่งหนึ่งที่จังหวัดหนองบัวลำภูเป็นเวลาหนึ่งเดือน จนพบว่าอู่แต่งรถซิ่งและร้านป้ายต่างจังหวัด เป็นบ่อเกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างที่เขาไม่คาดฝันมาก่อน

หลายคนมองว่านักบิดขาแว้นกับช่างป้ายขี้ก๊อป อยู่คนละขั้วกับคำว่าสร้างสรรค์ หรือกระทั่งว่าเป็น ‘รสนิยมต่ำ’ ‘ตลาดล่าง’

แต่จากการขลุกตัวอยู่ที่ร้านสีสันการป้ายเป็นเวลาหนึ่งเดือน ได้คลุกคลีกับ น้าสมาน จันทร์เทพ เจ้าของร้าน เฟิร์ส และ นัตตี้ ช่างประจำร้าน-และอีกบทบาทคือเด็กแว้น สิ่งที่สรัชต้องการถ่ายทอดคือการสลายอคติต่างๆ อย่างที่เขาบอกเราว่า

“เราไม่ได้บอกว่าเราไม่มีอคติเลย แต่เป้าหมายของเราคือเราพยายามเปิด แล้วเขียนให้เห็นว่ามันมีด้านอื่นของคนกลุ่มนี้ ที่คนส่วนใหญ่หรือสังคมไม่เคยเห็นมุมนี้มาก่อน”

Creative Thinking

ทำไมต้อง ‘สติกเกอร์ซิ่ง’

เริ่มต้นจริงๆ คือสนใจคนทำป้ายกลุ่มหนึ่ง เขาเคยเป็นช่างเขียนป้ายแบบใช้พู่กัน เขียนป้ายผ้าใบ แล้วสักช่วงปี 50-52 เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทเข้ามาแทน เครื่องราคาถูกลงมาก ที่จริงมันมีมาก่อนแล้ว แต่ว่ามันเพิ่งมาราคาถูกมากๆ ช่วงปลายปี 47-49 เขาก็เลยเลิก พวกร้านป้ายแบบเดิมก็เลิกหมด เปลี่ยนมาใช้เป็นเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท ที่น่าสนใจคือ เขาทำฟอนต์ใช้เองด้วย

ฟอนต์ที่มีตอนนั้นจะเป็นของบริษัท DB, PSL ซึ่งมีค่าลิขสิทธิ์อยู่ ร้านป้ายเหล่านี้โ