อำนาจ มงคลเสริม: หน้ากากของ เดชา ศิริภัทร ผู้ปลูกกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

อำนาจ มงคลเสริม: หน้ากากของ เดชา ศิริภัทร ผู้ปลูกกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

สังคมไทยรู้จัก เดชา ศิริภัทร ในฐานะคนทำงานและส่งเสริมเกษตรอินทรีย์มายาวนาน เป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนชาวนาทั้งในและนอกประเทศ ได้รับรางวัลเกียรติคุณมากมาย เดชาก่อตั้งมูลนิธิข้าวขวัญตั้งแต่ปี 2541 ถ่ายทอดองค์ความรู้และวิธีคิดให้เกษตรกรไทยเป็นอิสระจากวัฏจักรที่ยังไม่มีทางออก – ต้นทุน หนี้สิน และที่ดิน

ก่อนปี 2541 เขาเคยเป็นผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อสังคม ทำงานด้านเกษตรกรรมยั่งยืนมาต่อเนื่อง ฐานะของเขาในแวดวงเกษตรทางเลือกหรือเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะความชำนาญด้านข้าว ถือว่าอยู่ในระดับ ‘ซือแป๋’ ใครที่เคยเห็นเขาทำงานอยู่กับเมล็ดข้าว จะพบว่าเขาทำราวกับกำลังบรรเลงงานศิลปะชนิดหนึ่ง…เด็กๆ รุ่นหลังแอบเรียกเขาว่า ‘ลุงเด’ ล้อกับ ‘ลุงฟาง’ – มาซาโนบุ ฟุกุโอกะ เจ้าของคัมภีร์ปฏิวัติความคิดทางการเกษตรที่ชื่อ ‘ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว’

แต่ถ้าย้อนกลับไปไกลกว่านั้น เขาคือทายาทคหบดีเจ้าที่ดินแห่งสุพรรณบุรี เรียนจบมัธยมปลายจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ ปริญญาตรีเกษตรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เคยเป็นข้าราชการกรมปศุสัตว์อยู่ 4 ปี เป็นผู้จัดการฟาร์มที่บางปลาม้าอีก 7 ปี[1]

“มันเรื้อรังมานานแล้ว” เดชาให้สัมภาษณ์กองบรรณาธิการนิตยสาร WAY เมื่อปี 2551

“คือหนึ่ง การเกษตรต้องใช้ที่ดิน แล้วปัญหาที่ดินเมืองไทย ถ้าไม่แก้ มันจะมีหวังไหม ไม่มีหวังหรอก เพราะที่ดินร้อยละ 80-90 ติดหนี้ธนาคาร ไม่ ธกส. ก็สหกรณ์ ชาวนากู้เงินมาใช้จ่ายและลงทุน เหตุที่ตอนนี้ที่ดินไม่หลุดมือจากชาวนา เพราะนโยบายของรัฐบาลไม่ต้องการให้ยึดที่ดิน เขาต้องการให้เกษตรกรทำใช้หนี้ใช้ดอกใช้ต้นไปเรื่อยๆ มันได้ประโยชน์ตรงนั้นมากกว่า เพราะไม่มีใครอยากได้ที่ดินไปทำกิจกรรมอื่นหรอก มันไม่คุ้ม

“แต่พอราคาสินค้าอาหารแพง ราคาเชื้อเพลิงแพง จะไปปลูกเชื้อเพลิงก็ได้ จะไปปลูกอาหารก็ได้ มันเริ่มคุ้มแล้ว อย่างทำนาต้นทุนที่เขาทำๆ กันประมาณ 7,000 บาทต่อไร่ ขายได้ไร่ละ 12,000 -13,000 บาท กำไร 5,000 บาทต่อไร่ต่อฤดู ใครก็ลงทุนคุ้ม

“เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ โอกาสที่ชาวนาจะโดนยึดที่ดินจะมีสูงมาก ตรงนี้แหละที่จะเป็นวิกฤติของชาวนา เพราะแทนที่จะได้ประโยชน์จากของแพง กลับจะไม่มีที่ดินทำนาทำไร่ ถูกยึดคืนไปหมด ครั้นจะไปเช่าที่ทำนาแต่ก่อนไร่ละ 600 บาท ตอนนี้ขึ้นเป็น 2,000 บาทเฉยเลย

“การปฏิรูปที่ดินในเมืองไทยนั้นเหมือนที่อื่นในโลกไหม ประเทศอื่นๆ ในโลกนั้นการจะปฏิรูปที่ดินนั้นต้อง หนึ่ง จำกัดการถือครองที่ดินก่อน สอง ใครมีที่ดินมากเกินไปแล้วไม่ได้ใช้ก็ต้องยึดเอามาปฏิรูป แล้วรัฐบาลถึงจะนำมาปฏิรูปแล้วให้เกษตรกรมาเช่าหรือว่าจะออกพันธบัตรก็แล้วแต่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งเพื่อให้มาถึงคนทำกินจริงๆ แต่ประเทศไทยนั้นเปล่าเลย ไม่มีการจำกัดการถือครองที่ดิน ใครมีกี่ล้านไร่ก็ได้ แล้วที่ดินคนรวยถูกแตะไหม ไม่ถูกแตะ ไม่ยุ่ง ทีนี้จะเอาที่ดินจากไหนมา ก็เอาจากป่าสงวน เอาจากของหลวงนั่นแหละมาปฏิรูป พอปฏิรูปแล้วชาวบ้านก็เอามาขายต่อให้คนรวย แบบนี้เมื่อไหร่จะแก้ปัญหาเรื่องที่ดินได้”

สังคมไทยรู้จัก อำนาจ มงคลเสริม ในฐานะคนที่ทำการวิจัยใช้กัญชามาสกัดน้ำมัน ศึกษาคุณประโยชน์ของกัญชาในการรักษาโรคต่างๆ สกัดน้ำมันกัญชาแคปซูลแจกฟรีให้ผู้ป่วยที่วัดป่าวชิรโพธิญาณมาตั้งแต่ปี 2561

“เราทำเพื่อวิจัยเพื่อหาความรู้” อำนาจให้สัมภาษณ์ นิตยสารสารคดี เมื่อปี 2561 ‘อำนาจ มงคลเสริม’ เป็นนามสมมุติที่ สารคดี ตั้งให้

“เพื่อให้คนที่ไม่มีทางเลือกก็จะได้มีทางเลือก แทนที่จะปล่อยให้ตายไปเฉยๆ คนทั้งคน ยิ่งค่ารักษาแพงขึ้นๆ แล้วคนจนจะรอดไหม คนจนไม่มีโอกาสจะรักษาตัวเองเลย ทำอย่างไรให้คนพึ่งตัวเองได้ แล้วก็ลดภาระหมอลงบ้าง โอกาสรักษาหายมากกว่าก็เยอะ ปลูกต้นเดียวก็รักษาคนได้ตั้งเยอะแล้ว จะหวังให้โรงพยาบาลเปลี่ยนมาใช้กัญชารักษามะเร็งนี่ก็ยากนะ เพราะเขาคงไม่อยากทิ้งผลประโยชน์ของเขา คีโมเข็มหนึ่งเป็นแสนๆ ตอนนี้มีบางโรงพยาบาลใช้กัญชาพ่นจมูก แต่ก็แค่ช่วยรักษาอาการข้างเคียงจากการทำคีโมเท่านั้น ไม่ใช่รักษามะเร็งโดยตรง วิธีรักษาแบบเราต้องเปลี่ยนระบบกันใหม่เลย ระบบนี้ต้องเลิกกินของแสลงนะ ทำความดีรักษาศีล จะไปโกงเหมือนเดิมไม่ได้ ต้องทำบุญให้เจ้ากรรมนายเวรด้วย เราก็เอามาพิสูจน์ทดลองว่ามันจริงแค่ไหน”[2]

กระทั่งทหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 7 บุกค้น มูลนิธิข้าวขวัญสุพรรณ พบกัญชา 200 ต้น น้ำมันสกัดจากกัญชาประมาณ 20 ลิตร กัญชาบดผงประมาณ 500 กรัม เมล็ดกัญชา 1.8 กิโลกรัม นำไปสู่การออกหมายเรียก อาจารย์เดชา ศิริภัทร กรรมการบริหารมูลนิธิฯ ในข้อหาผลิตและครอบครองกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ในวันที่เจ้าหน้าที่เข้าบุกค้น อาจารย์เดชาติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายพรชัย ชูเลิศ เจ้าหน้าที่มูลนิธิขวัญข้าวตั้งแต่วันที่ 3 เมษายนเป็นต้นมา

สังคมไทยจึงรู้ว่า เดชา ศิริภัทร คือ อำนาจ มงคลเสริม

หาก เดชา ศิริภัทร คือใบหน้าที่เปิดเผย อำนาจ มงคลเสริม ก็คือหน้ากากที่เขาสวมไว้ในวันที่องค์ความรู้เรื่องกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ยังอยู่ภายใต้กฎหมายยาเสพติด ไม่สามารถนำไปวิจัยเพื่อหาประโยชน์ทางการแพทย์ได้ แต่เขาลงมือทำ เพราะชีวิตเป็นเรื่องที่รอไม่ได้

“ผู้แจกจ่ายยาจากกัญชาเพื่อรักษาประชาชนที่ป่วยไข้ โดยไม่ได้แสวงหาประโยชน์ใดๆ ไม่ควรถูกจองจำแม้เพียงสักวันเดียว” คือข้อความจากเพจ BIOTHAI

ภาคประชาสังคม ประกอบด้วย มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ได้รวบรวมเงินบริจาคจากประชาชนเพื่อขอยื่นประกันตัวต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ในวันอังคารที่ 9 เมษายน 2562 นี้ ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่ประกาศนโยบายกัญชาเสรีอย่างแข็งขันตลอดช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เขาโพสต์เฟซบุ๊คป้อง นายเดชา ศิริภัทร และ นายพรชัย ชูเลิศ ระบุว่า “เพราะปัญหาของประชาชน รอไม่ได้ ผมขอรับผิดชอบ เป็นผู้ประกันตัว และการต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ให้คุณเดชา ศิริภัทร และ คุณพรชัย ชูเลิศ เอง”

ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ พร้อมจะใช้ตำแหน่งเพื่อขอประกันตัว และเสนอตัวที่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ที่อาจดำเนินการโดยมิชอบ เพราะขณะนี้การใช้กัญชาเพื่อการแพทย์อยู่ในระยะเวลา 90 วัน ของการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฉบับปรับปรุงแก้ไข

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข 3 ฉบับ เป็นกฎหมายรองจาก พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ที่เพิ่งแก้ไขเพื่อปลดล็อคการใช้กัญชาทางการแพทย์

ใจความสำคัญของทั้ง 3 ฉบับ คือให้แจ้งการครอบครอง กำหนดหน่วยงานที่สามารถครอบครองได้ ประกาศทั้ง 3 ฉบับ ตราขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 22 ของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 ที่ระบุว่า ผู้ใดมีไว้ในครอบครองกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ การรักษาผู้ป่วย การใช้รักษาโรคเฉพาะตัว หรือการศึกษาวิจัย อยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ ไม่ต้องรับโทษ นั่นก็คือระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 19 พฤษภาคมนี้

นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) กล่าวถึงการดำเนินการเกี่ยวกับกัญชาเพื่อให้ได้รับการยกเว้นโทษภายใน 90 วัน ว่า นับตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะสิ้นสุดภายในวันที่ 19 พฤษภาคม 2562 นั้น ผู้มีไว้ในครอบครองจะต้องปฏิบัติตามที่เงื่อนไขกำหนดก่อน โดยผู้มีคุณสมบัติตามกฎหมายให้ยื่นขออนุญาต หรือกรณีผู้ป่วย หรือบุคคลอื่นให้แจ้งการมีไว้ในครอบครอง มิได้หมายถึงว่าจะทำการใดๆ ได้โดยรับการยกเว้นโทษก่อนได้รับอนุญาต หรือแจ้งการครอบครอง แล้วก็คงไม่สามารถขยายกรอบระยะเวลาได้แล้ว เพราะการพิจารณากฎหมายใดๆ ต้องผ่านสภาซึ่งขณะนี้ได้มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว

กรณีมีข้อกังวลว่า การดำเนินการกับมูลนิธิข้าวขวัญเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนหรือไม่ นายนิยมกล่าวว่า ข้อเท็จจริงขณะนี้มีเพียงองค์กรของรัฐ 2 หน่วยงาน ที่ได้รับอนุญาตในการผลิตคือ องค์การเภสัชกรรม และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก อีกทั้งกฎหมายได้กำหนดเงื่อนไข และคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับอนุญาตไว้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ในระยะ 5 ปีแรก การผลิต นำเข้า ส่งออกกัญชา ให้อนุญาตได้เฉพาะหน่วยงานรัฐ หรือโดยความร่วมมือของหน่วยงานของรัฐเท่านั้น และมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ และต้องไปยื่นขอและไม่ใช่ขอวันนี้ก็จะได้เพราะกัญชายังเป็นยาเสพติดที่ผิดกฎหมายอยู่ต้องผ่านการพิจารณาพอสมควร และจะต้องร่วมกับหน่วยงานของรัฐเท่านั้น

“ที่บอกว่ากฎหมายคลายล็อคเพื่อให้คนนำกัญชาไปใช้ประโยชน์นั้นไม่จริง” วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวหลังกรณีการบุกค้นมูลนิธิข้าวขวัญ “ถ้าเจตนาของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ และเจตนาของรัฐ ต้องการเอื้อประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ควรมีใครอยู่ในตะรางเพียงเพราะผลิตยาเพื่อผู้ป่วยที่ไม่สามารถเข้าถึงยาได้ สังคมต้องร่วมผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายยาเสพติดให้โทษ เปิดโอกาสให้คนทุกคนที่เป็นผู้ป่วยก็ดีหรือคนใช้ประโยชน์จากกัญชาเพื่อการแพทย์ให้สามารถทำได้ นี่คือสิทธิพื้นฐานที่มนุษย์พึงมี และรัฐที่ดีควรเปิดโอกาสให้ทำสิ่งเหล่านี้ได้ด้วย”

ต้องรอดูกันต่อไปว่า ภายใต้กรอบกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดฉบับใหม่ จะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปลูก ผลิต และใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ได้มากน้อยแค่ไหน หรือทุกคนที่ต้องการใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์จะต้องสวมหน้ากากกันต่อไป

 

 

1 สนทนาประสา…ชาวนาชั้นเทพ interview-decha

2 “อำนาจ มงคลเสริม” สกัดกัญชารักษาโรค sarakadee

Author

กองบรรณาธิการ
ทีมงานหลากวัยหลายรุ่น แต่ร่วมโต๊ะความคิด แลกเปลี่ยนบทสนทนา แชร์ความคิด นวดให้แน่น คนให้เข้ม เขย่าให้ตกผลึก ผลิตเนื้อหาออกมาในนามกองบรรณาธิการ WAY