การโหวตและสภาเด็กในเนิร์สเซอรีสอนประชาธิปไตย

ถ้าต้องเลือกเนิร์สเซอรีที่ใช่และถูกใจเพื่อเจ้าตัวน้อย คุณจะใช้เกณฑ์อะไรเป็นตัววัด?

  1. ใกล้บ้าน
  2. ค่าใช้จ่าย
  3. คุณภาพสถานที่และหลักสูตร

แล้วถ้าอยากให้ลูกเป็นนักประชาธิปไตยตัวน้อยล่ะ?

ที่เยอรมนีอาจตอบโจทย์ข้อนี้ได้

ดอลลี ไอน์สไตน์ เฮาส์ (Dolli Einstein Haus) คือเนิร์สเซอรีที่ตั้งอยู่ในเมืองพินเนเบิร์ก (Pinneberg) รัฐชเลสวิก-โฮลชไตน์ (Schleswig-Holstein) มีเด็กตั้งแต่ 1-6 ขวบ และใช้เวลาอยู่ที่นี่ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น เหมือนกับที่อื่นทั่วไป แต่ที่แปลกกว่าที่อื่น เพราะเป็นเนิร์สเซอรีแห่งแรกที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลให้เป็น ‘เนิร์สเซอรีประชาธิปไตย’ (democracy nursery) ของเยอรมนี

เอาเข้าจริงแล้ว ในตอนแรก เนิร์สเซอรีแห่งนี้ต้องการทดสอบกระบวนการตัดสินใจของเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ โดยเริ่มจากการลองให้พวกเขา ‘โหวต’ เลือกมื้ออาหารเช้า จนถึงอยากให้ใครเปลี่ยนแพมเพิร์สให้ โดยตลอดระยะเวลาสามปีครึ่งที่ทำการทดลอง พวกเขาได้ข้อสรุปว่า การประนีประนอมเป็นเรื่องที่ท้าทายผู้ใหญ่มากกว่าเด็กๆ

ในหนึ่งสัปดาห์ เนิร์สเซอรีแห่งนี้จะจัดวาระการประชุมสองรอบให้เด็กๆ ได้โหวต กล่าวคือ วาระการประชุมลงประชามติเลือกท็อปปิ้งเค้กสำหรับของว่างมื้อบ่าย และเมนูอาหารเช้าสำหรับสัปดาห์ถัดไป โดยมีพี่เลี้ยงเป็นผู้จัดประชามติและเป็นผู้ยื่นข้อเสนอ เช่น ท็อปปิ้งเค้กจะเป็นเลมอนหรือสตรอเบอร์รี่ เป็นต้น

ส่วนการตัดสินใจใหญ่ๆ อย่างเช่น ของเล่นใหม่ จะถูกจัดอยู่ในการประชุมประจำเดือนของสภาเด็ก (children’s council) โดยผู้ที่สามารถเข้าไปนั่งในสภาดังกล่าวได้ต้องได้รับการเสนอชื่อ และแบ่งเป็นหญิง-ชายอย่างเท่าเทียม อย่างล่าสุด การประชุมประจำเดือนของสภาเด็ก ประธานสภาได้ยื่นข้อเสนอแก่ผู้อำนวยการเนิร์สเซอรีให้จัดซื้อจักรยานสามล้อใหม่

น่าสนใจกว่านั้น ที่นี่ยังมี ‘รัฐธรรมนูญ (constitution)’ เป็นของตัวเอง พร้อมทั้งยังมีกฎบัตรสิทธิขั้นพื้นฐานเจ็ดประการ ที่ทุกคนต้องพึงปฏิบัติตาม คือ

ฉันมีสิทธิที่จะหลับ
ฉันมีสิทธิที่จะตัดสินใจว่าจะกินอะไรและกินแค่ไหน
ฉันมีสิทธิตัดสินใจว่าจะเล่นกับใคร
ฉันมีสิทธิว่าฉันจะนั่งตรงไหน
ฉันมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นตลอดเวลา
ฉันมีสิทธิที่จะเลือกว่าจะกอดใคร
ฉันมีสิทธิที่จะเลือกให้ใครเปลี่ยนแพมเพิร์สให้

ดูเหมือนว่ารัฐธรรมนูญฉบับเนิร์สเซอรีจะได้ผลกว่าที่คิด เพีย (Pia) เด็กหญิงวัย 6 ขวบ ได้อ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญของเนิร์สเซอรีมาใช้ผิดที่ เพราะเธอนำมาคัดค้านที่บ้านของตัวเองว่า “หนูมีสิทธิที่จะนอนตอนไหนก็ได้ มันเป็นสิทธิของหนู” เล่นเอาพ่อแม่ต้องกุมขมับอย่างเอ็นดู…

อย่างไรก็ตาม อูเทอ โฮเดนวัลด์ (Ute Rodenwald) ผู้อำนวยการเนิร์สเซอรี และรองผู้อำนวยการ ไฮเคอ ชลูเทอร์ (Heike Schlüter) กลับมองว่า แนวคิดประชาธิปไตยในที่แห่งนี้ยังน้อยเกินไปที่จะไปเพิ่มขีดความสามารถของเด็กๆ และทั้งหมดทั้งมวลนั้นเป็นเพียงการเตรียมทักษะให้พวกเขารู้จักวิธีในการรับมือกับโลกสมัยใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โฮเดนวัลด์กล่าวว่า

ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่เรื่องการเลือกตั้ง แต่มันคือเรื่องของเราทุกคน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ถ้าเรามองอย่างจริงจังแล้วละก็ การเรียนรู้การตัดสินใจเป็นหนึ่งในหนทางที่เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังหรือเพิกเฉยพวกเขา แม้ในตอนนี้ เรายังไม่รู้ว่าเด็กๆ เป็นนักประชาธิปไตยที่ดีพอได้หรือยัง แต่เราก็พอรู้ว่า พวกเขาจะไม่พูดบางสิ่งเพียงเพื่อให้ใครสักคนพึงพอใจอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีเนิร์สเซอรีที่ได้รับการรับรองว่าเป็นเนิร์สเซอรีประชาธิปไตยแล้วเจ็ดแห่ง และกำลังมีอีก 12 แห่ง จะได้รับการรับรองภายในสิ้นปีนี้ คาดการณ์ว่าในปี 2020 เนิร์สเซอรีอีก 58 แห่งในรัฐชเลสวิก-โฮลชไตน์จะนำหลักสูตรประชาธิปไตยพื้นฐานแบบเดียวกับที่ ดอลลี ไอน์สไตน์ เฮาส์ มาใช้ทั้งหมด


อ้างอิงข้อมูลจาก: theguardian.com

Editorial Staffการโหวตและสภาเด็กในเนิร์สเซอรีสอนประชาธิปไตย

Related Posts

Newground: คนรุ่นใหม่ที่ไม่พอใจ และไม่อยากเป็น ‘เมล็ดพันธุ์’

คุยกับแก๊ง Newground กลุ่มเด็กที่นิยามตัวเองว่า 'ไม่พอใจกับอะไรซักอย่าง' สองสมาชิกกลุ่ม Newground ทำไมต้องไม่พอใจ อยู่เฉยๆ ไม่ได้เหรอ เป็นเด็กเป็นเล็กก็ควรจะอยู่นิ่งๆ เดี๋ยวก็ดีเอง คับข้องใจอะไรนัก และเป็นเมล็ดพันธุ์ที่งอกมาจาก ‘ต้นเก่า’ มันไม่ดีตรงไหน

6 สิ่งที่เด็กเกิดปี 2018 อาจไม่ได้สัมผัส

เมื่อทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าจนมนุษย์อย่างเราวิ่งไล่ตามไม่ทัน บางอย่างพัฒนามาเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ปัจจุบันพบเห็นได้แค่ในร้านขายของเก่าหรือหนังสือสารานุกรมเสียแล้ว และไม่แน่ว่าหกสิ่งต่อไปนี้ที่เรากำลังจะกล่าวถึง เด็กที่จะเกิดในปี 2018 นี้อาจไม่ได้สัมผัสอีกต่อไป

บ้านดอกทานตะวัน: มอบการศึกษา คุ้มครองจากความเศร้า

พูดคุยกับ ตู่-พวงทอง ทะกัน ผู้อำนวยการ และ มาลี-มาลี คำมงคล เจ้าหน้าที่โครงการ ศูนย์คุ้มครองสิทธิเด็กเชียงของ จ.เชียงรายที่ทำงานกับกลุ่มเด็กในพื้นที่เสี่ยงต่อปัญหาการค้ามนุษย์ ค้าประเวณีและการแสวงหาผลประโยชน์ทุกรูปแบบ โดยตั้งต้นว่า การศึกษาคือหนึ่งในช่องทางเพิ่มโอกาสให้กับเด็กที่มองไม่เห็นโอกาส