ฝ่ายค้านกระหน่ำไม่ยั้ง ประยุทธ์หมดสภาพผู้นำ แก้โควิดไม่ได้ เศรษฐกิจพัง ยังถลุงงบกองทัพ

2 กันยายน 2564 การอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และอีก 5 รัฐมนตรี ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นวันที่ 3 ประเด็นหลักที่พรรคฝ่ายค้านยังคงมุ่งอภิปรายโจมตีคือ การจัดการสถานการณ์โควิด-19 ผิดพลาดล้มเหลว การจัดซื้อวัคซีนเอื้อนายทุน การกู้เงินและจัดสรรงบไร้ประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาเรื่องการจัดซื้ออาวุธยุทโธปรณ์ของกระทรวงกลาโหมและกองทัพที่ไม่โปร่งใส ท่ามกลางความทุกข์ยากและความเป็นความตายของประชาชนที่ต้องเผชิญโควิด

ในช่วงเช้า จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายในประเด็นการจัดซื้อจัดหาวัคซีนโควิด-19 ที่มีความน่าสงสัยเรื่องการทุจริตส่วนต่างค่าวัคซีน เนื่องจากการใช้งบประมาณกลางผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้นั้น ระบุชัดเจนว่า ‘ต้องซื้อยี่ห้ออื่นควบคู่ด้วย’ แต่ในความเป็นจริงมีเพียงยี่ห้อเดียวคือวัคซีนเชื้อตายซิโนแวคในราคาโดสละ 17 เหรียญ แต่จากเอกสาร XXX ระบุว่า การจัดซื้อทั้ง 5 ครั้ง ราคาจริงอยู่ที่โดสละ 8.9-15 เหรียญ จึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีนำเอกสารหลักฐานการจ่ายเงินในการจัดซื้อทุกครั้งมาแสดงให้แก่รัฐสภาดูเป็นที่ประจักษ์ 

ประเด็นต่อมาที่จิราพรอภิปรายคือ การติดตามรายงานของบริษัทพัฒนาวัคซีนไทยทั้ง 9 บริษัท เนื่องจากรัฐบาลเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนบริษัทผลิตวัคซีนเหล่านี้ ซึ่งหน้าที่ของผู้รับทุนจะต้องจัดทำรายงานการเงินและแสดงความคืบหน้าของโครงการอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะตอบว่า “ไม่รู้” ไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อเอกสารเหล่านั้นมีลายเซ็นของท่านเป็นผู้ลงนามเอง 

ประเด็นที่สาม คือการอภิปรายเรื่องการจัดหาชุดตรวจ ATK ว่าไม่ได้มาตรฐาน โดยหลักฐานที่จิราพรนำเสนอคือเอกสาร XXX ที่ระบุว่า ‘การเร่งหาชุดตรวจ ATK ที่ผ่านการรับรองจาก อย. ให้มีจำหน่ายในประเทศ ต้องได้การรับรองจาก WHO และมีความแม่นยำในการตรวจ และพร้อมจัดส่งได้ตามเวลาที่กำหนด’ ซึ่งมีลายเซ็นของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กำกับเอาไว้นั้น ในภายหลังจะมาเปลี่ยนคำพูดว่าไม่เคยสั่งการ และจัดให้มีการจัดหาชุดตรวจ ATK ที่ไม่ได้ผ่านการรับรองของ WHO ไม่ได้ 

นิคม บุญวิเศษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังปวงชนไทย อภิปรายถึงประเด็นการปล่อยกู้เพื่อเยียวยาเศรษฐกิจของพลเอกประยุทธ์ เนื่องจากดอกเบี้ยที่รัฐบาลปล่อยกู้ให้แก่ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ นั้นอยู่ที่อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 แล้วจึงให้ธนาคารพาณิชย์เหล่านี้ไปปล่อยกู้ให้แก่ธุรกิจ SME ต่ออีกทอดหนึ่ง ในอัตราร้อยละ 5 หรือหากกู้เงิน 1 ล้านบาท ก็จะถูกคิดดอกเบี้ยถึง 50,000 บาท ซึ่งธนาคารพาณิชย์ย่อมไม่ปล่อยกู้ให้แก่ธุรกิจ SME ในช่วงสภาวะขาดรายได้จากผลกระทบของการแพร่ระบาด COVID-19 และการสั่งปิดกิจการตามคำสั่งของรัฐเป็นแน่ โดยระบุว่าพลเอกประยุทธ์ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจจะต้องคิดให้ดีกว่านี้ในการออกนโยบาย ถึงแม้จะสามารถกู้เงินมามหาศาลได้ แต่หากเงินนั้นไม่ลงไปถึงมือประชาชน ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดได้เลย

ประเด็นต่อมาคือการประมูลชุดตรวจ ATK ที่มีความน่าสงสัย เนื่องจากบริษัทที่ประมูลครั้งแรกคือ บริษัท ออสท์แลนด์ แคปปิตอล จำกัด แต่ภายหลังบริษัทที่เซ็นสัญญากลับเป็น บริษัท เวิลด์ เมดิคอล อัลไลแอนซ์ (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเดียวกับ บริษัท ณุศา วัน จำกัด ที่เป็นเจ้าของเครื่องบิน HS-WTH ต่อจาก รมว.สาธารณสุข ประเด็นเหล่านี้นำไปสู่คำถามต่อมาว่าการประมูลมีความโปร่งใสหรือไม่

ประยุทธ์วอน อย่าด้อยค่าวัคซีนจีน ห่วงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 

10.50 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ชี้แจงประเด็นวัคซีนว่า

“ผมย้ำอีกครั้งว่าตลาดวัคซีนเป็นตลาดของผู้ขาย ไม่ใช่ของผู้ซื้อ เพราะฉะนั้นต้องระวังด้วยในการด้อยค่าอะไรเขา ถ้าสุดท้ายประเทศเขาไม่อนุญาตให้นำเข้ามาจะทำอย่างไร ถึงแม้บริษัทเขาอยากนำออกจะทำอย่างไร ความสัมพันธ์ประเทศจะเกิดอะไรขึ้น ที่ผ่านมาก็มีการฉีดวัคซีนที่ท่านด้อยค่ามาเป็นจำนวนมากมาย ก็ลดอัตราการป่วย การตายได้มาก” 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทุกประเทศทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบเหมือนกัน โดยประเทศที่ฉีดวัคซีน mRNA เป็นหลัก ก็พ่ายแพ้ให้กับไวรัสเดลตา และกลับมาระบาดใหม่ จึงต้องพัฒนาวัคซีนต่อไป ในการหาข้อมูล จัดหาและสั่งซื้อต่อไป 

โดยรัฐบาลและคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในไทยกำลังหาศึกษาหาแนวทางเพื่อฉีดวัคซีนแบบไขว้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้วัคซีนให้สูงขึ้น และฉีดได้ในระยะเวลาที่เร็วขึ้น และเกิดภูมิคุ้มกันได้เร็วขึ้น สอดรับกับการป้องกันการระบาด

“ท่านก็บอกทางนู้นทางนี้ไม่รับรองอะไรต่างๆ ทำไมเราไม่เชื่อมั่นระบบสาธารณสุขของเรา ไม่เชื่อคุณหมอ ไม่เชื่อคณะทำงานวิชาการของเราเลย ทำไมรัฐบาลยังใช้ซิโนแวค WHO ย้ำเสมอว่าวัคซีนทุกชนิดมีประสิทธิภาพยับยั้ง กันป่วย กันตาย แต่จะไม่ตายเลยก็อีกเรื่องหนึ่ง ก็ยังไม่เห็นใครทำได้ ในโลกนี้”

พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงอีกว่า เหตุผลที่ไม่เข้าร่วม COVAX ขอย้ำว่าไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิดพลาด แต่ต้องรับฟังและพิจารณาอย่างรอบคอบ รวมถึงผลได้ผลเสียของประเทศ ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มที่สั่งซื้อวัคซีนเอง ถ้าเราเข้าร่วมโครงการ COVAX ในเวลานั้นจะต้องวางเงินมัดจำในวงเงินที่สูงและมีเงื่อนไขหลายประการ อีกทั้งยังไม่สามารถกำหนดเวลาในการรับวัคซีนได้อีกด้วย แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงกติกาหลายอย่าง เราก็อาจพิจารณาเข้าร่วมได้ถ้ามีความพร้อม 

ประเทศมหาอำนาจต่างก็เข้าไปจับจองในโครงการ COVAX หลายประเทศก็ได้วัคซีนจริง หลายประเทศก็ได้ไม่ครบ มีการกักตุนวัคซีนไว้สำหรับประเทศตนเองจนมากเกินพอ ก่อนที่จะกระจายให้กับประเทศต่างๆ ที่จองผ่าน COVAX ในภายหลัง นี่คือความเสี่ยงที่เราควบคุมไม่ได้ถ้าไปคาดหวังจากตรงนั้นที่เดียว

“หลายประเทศที่เข้าร่วม COVAX และได้รับวัคซีนแล้ว ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก บางประเทศได้เพียงหลักแสนหรือหลักล้านต้นๆ เมื่อเทียบกับโควตาการจอง แต่ประเทศไทยได้รับแอสตราเซเนกาโดยตรงจากบริษัท 13.8 ล้านโดส จาก 61 ล้านโดส ถือว่าสูงกว่าหลายประเทศที่ได้รับจาก COVAX และเราได้รับคำยืนยันว่าจะได้ครบ 61 ล้านโดส ภายในธันวาคมนี้”

เกียรติตำรวจตกต่ำใต้เงากองทัพ ซื้อขายตำแหน่งสะพัดในยุคประยุทธ์

12.05 น. วิสาร เตชะธีราวัฒ์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย อภิปรายประเด็นการกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ภายใต้รัฐบาลประยุทธ์ว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 ข้อ ง. ด้านกระบวนการยุติธรรม (4) ระบุว่า “ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ อำนาจ และภารกิจของตำรวจให้เหมาะสม และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจให้เกิดประสิทธิภาพ มีหลักประกันว่าข้าราชการตำรวจจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง และโยกย้าย และการพิจารณาบำเหน็จความชอบตามระบบคุณธรรมที่ชัดเจน ซึ่งในการพิจารณาแต่งตั้งและโยกย้ายต้องคำนึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกันเพื่อให้ข้าราชการตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของบุคคลใด มีประสิทธิภาพและภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตน”

แต่เมื่อปี 2557 สตช. กำกับดูแลโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กระทรวงกลาโหม ขณะนั้น ทำให้ สตช. เกิดความล้มเหลวอย่างมาก เนื่องจากเป็นการให้ทหารเข้ามาเป็นผู้กำกับดูแล สตช. จึงเป็นเหมือนอีกกองทัพหนึ่งของทหาร ซื้ออาวุธ ซื้อปืน และบังคับบัญชาจากส่วนกลาง ทั้งยังมีการโยกย้ายแต่งตั้งโดยมีการตั้งราคาตำแหน่งเอาไว้ และไม่มีการจัดตั้งตามอาวุโส นี่คือความล้มเหลว

หลังเลือกตั้งปี 2562 พล.อ.ประยุทธ์ ได้เข้ามาเป็นผู้กำกับดูแล สตช. เอง และเมื่อเกิดเหตุการณ์การทำร้ายผู้ต้องหาจนถึงแก่ชีวิตของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ ผกก.โจ้ อดีตผู้กำกับ สภ.เมืองนครสวรรค์ พล.อ.ประยุทธ์ กลับไม่เคยออกมาแสดงความรับผิดชอบแม้แต่น้อย ทั้งยังเปิดโอกาสให้มีการซื้อขายตำแหน่งกันเป็นจำนวนมาก โดยกรณี ผกก.โจ้ คือตัวสะท้อนได้เป็นอย่างดี

“การซื้อขายตำแหน่งตำรวจเป็นเรื่องอัปยศอดสูที่สุด ตำรวจเป็นคนที่ถือทั้งกฎหมาย ถือทั้งปืน สิ่งที่กระทบพี่น้องประชาชนคือ พวกนี้ลงทุนจ่ายเงิน ไม่ว่าจะเป็นค้าแรงงานเถื่อน ค้ายาเสพติด หวย บ่อน ซ่อง เป็นที่เกิดเหตุเรื่องราวเกี่ยวกับโควิดทั้งนั้น แล้วอย่างนี้เราจะปล่อยให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำกับดูแลตำรวจได้อย่างไร”

13.00 น. สาธิต ปิตุเดชะ รมช.สาธารณสุข ชี้แจงประเด็นการจัดส่งวัคซีนแอสตราเซเนกาที่ได้มาเพียง 3.5 ล้านโดสนั้น ได้มีการเจราจากับบริษัท แอสตราเซเนกา โดยจะได้รับการจัดส่งเพิ่มมากขึ้นในเดือนกันยายน 10 ล้านโดส และเดือนสิงหาคม-ตุลาคม เกือบ 6 ล้านโดส

“จากตัวเลขผู้ติดเชื้อหลักร้อยเป็นหลักพันและหลักหมื่น เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถต่อสู้กับสถานการณ์โควิดได้ รวมถึงสถานการณ์ขาดเตียง ตอนนี้เตียงก็เริ่มว่างว่าง รองรับได้  และยืนยันว่าภายใน 3-4 เดือนข้างหน้า สถานการณ์ดีขึ้นเป็นลำดับ จะสามารถเปิดกิจการได้ตามปกติ”

‘เป๋าตัง’ แอพตัวแม่ สูบเงินประชาชน ปรนเปรอนายทุน

จากนั้น มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ อภิปรายเจาะจงที่ พล.อ.ประยุทธ์ เนื่องจากต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยชี้ให้เห็นว่าการระบาดของโควิดเกิดขึ้นทั่วโลกก็จริง แต่ผลกระทบในแต่ละประเทศมีความต่างกัน ขึ้นกับการบริหารของผู้นำ และหากเปรียบเทียบกับสงครามโลกหรือสงครามเกาหลี ไทยยังไม่สูญเสียมากเท่ากับการวิกฤติโควิคครั้งนี้ 

มิ่งขวัญชี้ว่า ประเด็นที่รัฐบาลตัดสินใจผิดพลาด หนึ่ง การตั้งงบประมาณแผ่นดิน โดยในปี 2563 ตั้งงบ 3.2 ล้านล้านบาท ปี 2564 ตั้งงบมากกว่าเดิมเป็น 3.28 ล้านล้านบาท และปี 2565 ยังจัดสรรไม่ต่างจากเดิมคือ 3.1 ล้านล้านบาท โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสม 

การตัดสินใจผิดพลาดข้อต่อมา คือ รัฐบาลตัดสินใจผิดพลาดในการกู้เงินกับการจัดสรรการใช้เงิน โดยในปี 2563 กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท แต่จัดสรรให้การแพทย์และสาธารณสุขเพียง 45,000 ล้านบาท และแบ่งเงินอีก 955,000 ล้านบาท โดยอ้างว่าเพื่อใช้ในการฟื้นฟูเยียวยา ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ผิด นอกจากนี้เงินสำหรับการแพทย์ 45,000 ล้านบาท ยังเบิกจ่ายไปใช้จริงได้แค่ 11,623 ล้านบาท จนเป็นเหตุให้เกิดคนติดเชื้อและเสียชีวิตมหาศาล 

“ปี 2564 รัฐบาลกู้อีก 5 แสนล้านบาท แบ่งให้การแพทย์ 30,000 ล้านบาท ที่เหลืออีก 470,000 ล้านบาท อ้างว่าเอาไปฟื้นฟูเยียวยา นั่นก็คือการทำแอพ ‘เป๋าตัง’ ซึ่งเป็นแอพตัวแม่ที่เอาเงินประชาชนไปเอื้อนายทุน ตรวจสอบไม่ได้ และสิ่งที่น่าครหาคือ แอพตัวแรกๆ ยังเทเงินเข้ากระเป๋านายทุนโดยตรง” 

นอกจากนี้ มิ่งขวัญยังกล่าวด้วยว่า คำว่า ‘Sino’ รากศัพท์มาจากคำว่า จีน โดยวัคซีน Sinopharm เป็นของรัฐบาลจีน ส่วน Sinovac เป็นของเอกชนจีน คำถามคือทำไมรัฐบาลประยุทธ์จึงไม่ติดต่อโดยตรงกับรัฐบาลจีน แต่ทำไมเอาซิโนแวคมายัดใส่ประชาชน ซึ่งเป็นความไม่ชอบมาพากลอย่างยิ่ง 

ส่วนกรณีข้อสั่งการนายกฯ ที่ให้เร่งซื้อชุดตรวจ ATK โดยไม่ต้องผ่านการรับรองของ WHO มิ่งขวัญระบุว่าเรื่องนี้อาจมีการทุจริต

“ขอโทษนะครับพี่น้องชาวไทย เราอยู่กับประยุทธ์มากว่า 7 ปี ท่านดูบุคลิกเขาออกไหม เอะอะอะไรเขาก็ตบโต๊ะ ชี้หน้าด่าเปรี้ยงๆ ผมถามจริงๆ ครม. 35 คน มีใครกล้าหือกับนายกฯ ไหม ใครจะกล้าแก้ข้อสั่งการของนายกฯ ถ้ามี แสดงว่าต้องมีคนสั่งการให้ ครม. เหล่านี้กินยาผิดปกติแน่นอน”

แดนสนธยาในกระทรวงกลาโหม ใช้งบสูง ตรวจสอบไม่ได้

14.10 น. พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายถึงประเด็นความมั่นคงและการบริหารทรัพยากรในสถานการณ์ COVID-19 ด้วยการตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) ที่มีหน่วยงานภายในจากกลุ่มเหล่าทัพอีกมากมาย มีกำลังพลถึง 109,981 อัตรา ที่เป็นการเปิดโอกาสให้สามารถเก็บอายุราชการแบบทวีคูณตาม พ.ร.บ.บำเหน็จอายุราชการ ได้ โดยเฉพาะภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ต่ออายุไปเรื่อยๆ เช่นนี้ การเกื้อหนุนคนในกองทัพจึงเป็นไปอย่างมิชอบภายใต้ภาษีประชาชน

“หน้าที่หลักของ ศปม. คือการปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบที่อาจจะไปซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นที่มีอยู่แล้ว อีกหน้าที่หนึ่งที่น่าสนใจคือหน้าที่ที่ระบุว่า ‘หากสถานการณ์ยกระดับอาจจะต้องจัดกำลังกองร้อยรักษาความสงบเรียบร้อย’ ดังนั้นการตั้ง ศปม. มีจุดประสงค์เพื่อจัดการกับไวรัสหรือการจัดการกับผู้ชุมนุมกันแน่”

พิจารณ์กล่าวว่า งบประมาณหลักที่ ศปม. เบิกจ่ายไป คือค่าตอบแทนกำลังพลและค่าน้ำมันในการเดินทาง แต่กลับพบว่าเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันทำการได้ 200 บาท วันหยุดราชการได้ 420 บาท ซึ่งไม่ตรงกับที่แจ้งกรมบัญชีกลางว่าจะต้องได้ 420 บาททุกวัน ส่วนต่างที่หายไปจึงเป็นข้อครหา

ย้อนกลับไปในช่วงวิกฤติโควิดระลอกแรก ศปม. มีการตั้งคณะกรรมการตรวจการเพื่อผ่อนปรนนโยบายและกิจกรรม การตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาก็เพื่อเบิกจ่ายเงินต่อไปได้ จนไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า จริงๆ แล้ว ศปม. ใช้งบประมาณไปทั้งหมดเท่าไหร่ และใช้จ่ายอย่างไร เนื่องจากรายละเอียดทุกอย่างในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีกลายเป็นเอกสารลับไปเสียทั้งหมด

พิจารณ์อภิปรายอีกว่า เรื่องต่อมาคือ การจัดซื้อเครื่องบิน G500 ของกองทัพบก ราคา 1,350 ล้านบาท ได้เปลี่ยนมาเป็นเครื่องบินลำเลียง C-295W ที่เคยซื้อแล้วในราคา 1,250 ล้านบาท แต่กลับซื้อในราคาเดียวกับ G500 ทำให้ส่วนต่าง 100 ล้านบาท หายไป

อีกโครงการคือ การจัดซื้อรถบรรทุกทหาร 921 ล้านบาท ถูกเปลี่ยนจาก ‘ซื้อ’ ไปเป็น ‘ซ่อม’ รถอายุตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนาม จำนวน 259 คัน ในราคา 518 ล้านบาท ที่ไม่คุ้มค่าเนื่องจากต้องยกเครื่องใหม่ทั้งหมด และกองทัพบกยังเป็นผู้เบิกงบประมาณไปซ่อมด้วยตัวเอง โดยตั้งงบประมาณซ่อมเครื่องยนต์ไว้ที่ 700,000 บาท แต่เมื่อเช็คราคากลางจริงๆ อยู่ที่ 300,000 บาทเท่านั้น

ประเด็นต่อมาคือ การซ่อมรถรุ่น UNIMOG ขนาด 1.25 ตัน ซึ่งกองทัพบกเคยซื้อรถน้ำหนักเดียวกันจาก TATA Motor India ในราคา 2.2 ล้านบาท แต่กองทัพบกเลือกที่จะซ่อมรถ UNIMOG ที่อายุเกือบ 50 ปี ในราคา 2 ล้านบาทแทน นอกจากนี้กองทัพบกยังเป็นผู้เลือกศูนย์ซ่อมเอง ซึ่งเป็นการล็อคสเป็คที่ไม่น่าให้อภัย

โครงการถัดมาที่มีปัญหาคือ กองทัพอากาศจัดซื้อเครื่องบิน T-50TH จากประเทศเกาหลี ผู้ลงนามในสัญญาคือ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ โดยมีการเปลี่ยนแปลงราคาการจัดซื้อแต่ละครั้งในช่วง 6 ปี แพงขึ้นร้อยละ 23 หรือแพงขึ้นประมาณ 1,300 กว่าล้านบาท ทั้งที่สเป็คเครื่องบินดังกล่าวเหมือนเดิมทุกประการ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ราคาที่แพงขึ้นด้วยกลไกตลาด แต่แพงขึ้นเพราะ ‘เงินทอน’

รร.เตรียมทหาร สอบสัมภาษณ์พิสดาร เช็คทัศนคติทางการเมือง เลือกปฏิบัติ

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายต่อถึงกรณีผู้สมัครเข้าโรงเรียนเตรียมทหารปี 2556 ประมาณ 76,000 คน แต่ปีล่าสุดลดลงเหลือเพียง 30,836 คนเท่านั้น กองทัพบกเองก็เหลือเพียงไม่ถึง 100,000 คน เนื่องจากภายใต้การบริหารของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ทำให้ภาพลักษณ์ของทหารและตำรวจไทยกลายเป็นอาชีพที่ไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป ทั้งจากกรณีกราดยิงที่โคราช การเสียชีวิตของนักเรียนนายร้อยไปจนถึงทหารเกณฑ์ การจัดซื้ออาวุธและเรือดำน้ำทั้งที่ไม่มีความจำเป็น และเครือข่ายอุปถัมภ์ของคดีอดีตผู้กำกับโจ้ที่ยังไม่สามารถสืบหาต้นตอได้ ในฐานะ รมว.กลาโหม พลเอกประยุทธ์กลับยังไม่มีการปฏิรูปองค์กรตำรวจและทหารเลยแม้แต่น้อย และไม่เคยเปิดเผยหรือแตะต้องประเด็นการทุจริตในองค์กรเหล่านี้เลย

“ถึงแม้จำนวนความนิยมในการสอบเข้าองค์กรตำรวจ ทหาร จะลดลงอย่างต่อเนื่อง พลเอกประยุทธ์ก็ยังไม่ใส่ใจ เนื่องจากพลเอกประยุทธ์ต้องการสร้างกองกำลังที่สั่งซ้ายหันขวาหันได้ตามคำสั่งของนาย” 

ส่วนสำคัญในการสอบคัดเลือกด้วยการสัมภาษณ์ พบว่า มีการนำตำรวจทหารในหน่วยอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนเตรียมนายร้อยมาเป็นกรรมการสอบคัดเลือกเจ้าหน้าที่ถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ 90 นาย ในพื้นที่และจิตอาสา 904 อีก 20 นาย 

“คำถามในการสอบสัมภาษณ์ (นักเรียนเตรียมทหาร) ก็เป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับความจงรักภักดี ซึ่งเป็นที่น่าครหาว่าจะประเมินผลคะแนนสอบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์อย่างไร รวมถึงถามทัศนคติเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง ความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำรัฐประหาร และการตั้งคำถามที่กีดกันผู้มีความหลากหลายทางเพศ”

เพื่อไทยปูดกลางสภา ส.ส. ดอดรับเงินประยุทธ์ 5 ล้าน ยื้อเก้าอี้นายกฯ 

15.20 น. วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เปิดประเด็นระหว่างการอภิปรายว่า “ณ ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังจ่ายเงินให้ ส.ส. 5 ล้านบาท อยู่ที่ชั้น 3 การทำอย่างนี้อุกอาจมาก ต้องการอยู่ในตำแหน่งถึงขนาดนี้เลยหรือครับ เป็นไปได้อย่างไร ประเทศไทยจะอยู่กับความตายของพี่น้องประชาชนแบบนี้หรือครับ ลงมาเถอะครับ หน้าไม่อาย วิญญาณทั้งหลายจะต้องสาปแช่ง ทำอย่างนี้ได้อย่างไร จ่ายเงินคนละ 5 ล้านบาท ตอนนี้ครับ อยู่ชั้น 3 ห้องนายกฯ ครับ”

ทางด้าน ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ประเด็นนี้ไม่ได้อยู่ในญัตติ แต่เมื่อพูดไปแล้วก็พูดไป “ไม่ต้องถอนครับ และเมื่อถึงเวลาท่านนายกฯ ก็จะมาชี้แจงในเรื่องนี้เอง”

ขณะที่ วีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ลุกขึ้นชี้แจงทันทีว่า ตนเองเพิ่งลงมาจากห้องนายกฯ และขึ้นไปเพื่อให้กำลังใจนายกฯ เท่านั้น พร้อมกล่าวว่า “อะไรกันครับ เอาเงินเอาทอง ผมว่ามันจะดูถูกกันเกินไปแล้วนะครับ ผู้แทนราษฎรที่ไหนจะเที่ยวไปรับเงินรับทองกันทีละ 4-5 ล้าน แล้วจะมาแจกอะไรกันในพื้นที่อย่างนี้ เหลวไหล ขอให้ท่านถอนคำพูดด้วยครับ ทำให้ผู้แทนฯ เราเสียหายนะครับ”

จากนั้นประธานสภาฯ กล่าวว่า “ที่คุณวิสารพูดเมื่อกี้นี่ ไม่ได้บอกว่า ส.ส. ขึ้นไปรับเงินครับ แต่บอกว่า นายกฯ แจกเงิน 5 ล้าน” และยืนยันว่า ข้อประท้วงไม่อยู่ในประเด็นที่อภิปราย และผู้กล่าวหาไม่ต้องถอนคำพูด ถ้าจริงก็เสียหาย ถ้าไม่จริง ผู้พูดก็โกหก เสื่อมเสียต่อผู้พูดเอง 

“ประเด็นเกิดขึ้นมาแล้ว เป็นพาดหัวไปแล้ว ต้องให้ท่านนายกฯ มาชี้แจง” ชวนกล่าว
ทั้งนี้ ในช่วงค่ำ พล.อ.ประยุทธ์ ได้อภิปรายถึงประเด็นดังกล่าวในเวลาต่อมาว่า “มีข่าวว่าคนมาพบผม ผมไม่ใช่คนแบบนั้น ทุกคนมาทักทายผม เพราะว่าผมได้เจอเขา มาคารวะ มาเป็นกำลังใจให้นายกฯ ผมไม่ทำบ้าๆ บอๆ แบบนั้น ผมไม่ทำถุงขนมอยู่แล้ว”

ส.ส.เพื่อไทย ให้สัปเหร่อคะแนนเต็ม ประยุทธ์สอบตก

มานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย เริ่มการอภิปรายว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีความรู้ความสามารถไม่เหมาะสม โดยประเด็นอภิปรายหลักคือ

1. การปกป้องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลัก “ผมเกิดมาในเมืองไทย สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เราเทิดทูนเหนือหัว แต่ พล.อ.ประยุทธ์ กลับลากสถาบันมาเอาความเด็กและคนที่เห็นต่าง”

2. การรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ “เรื่องนี้นายกฯ ไม่มีความรู้ความสามารถ ตั้งแต่เป็นนายกฯ โดยการปฏิวัติยึดอำนาจ และยังอยู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตย เช่น ตอนปฏิวัติพม่า ผู้นำในอาเซียนต่างๆ ต่างไม่ยอมรับการปฏิวัติ แต่รัฐบาลประยุทธ์ให้การยอมรับ ทำให้กระทบต่อเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างมาก”

3. ด้านการสาธารณสุข “ผมให้คะแนนเต็มสัปเหร่อ ผมให้ประยุทธ์สอบตก” 

4. เรื่องธรรมาภิบาล “จะเป็นธรรมาภิบาลได้อย่างไร ในเมื่อนายกฯ ไม่เข้าใจระบอบประชาธิปไตย บ้านเมืองเกิดธรรมาภิบาลไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องการตรวจสอบและความโปร่งใส นายกฯ พูดตลอดว่าไม่คอร์รัปชัน ไม่โกง ผมไม่เชื่อ เพราะไปอยู่บ้านพัก ร.1 รอ. ค่าน้ำ ค่าไฟ ท่านใช้ฟรีตลอด”  

จากนั้นปิดท้ายว่า “คนอย่างผมกับท่านคุยกันรู้เรื่องเพราะมีสมองนิดเดียว คนจะเป็นจะตายยังบอกนะจ๊ะ นะจ๋า บ้านเมืองลำบากขนาดนี้ยังมีจ๊ะจ๋า ผมเชื่อว่าถ้าผ่าสมองมา ไอ้ส่วนที่คิดเป็นนี่เท่ากับปลายนิ้วก้อย เพราะท่านขาดความรู้จริงๆ”

กองทัพอากาศปรับแก้ TOR โครงการพัฒนา ทอ. ไม่โปร่งใส

นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย อภิปรายในประเด็นกองทัพอากาศจัดซื้ออากาศยานไร้คนขับ UAV จากประเทศจีน โดยอ้างว่าเป็นการลงทุน สร้างงานให้คนในประเทศ แต่ความจริงแล้วกลับไม่ได้ผลตอบแทนในแง่กระตุ้นเศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย

ทั้งนี้ งบประมาณกลาโหมที่ให้กองทัพอากาศมีทั้งหมด 9 โครงการ แต่ถูกรื้อโครงการเกือบหมด ได้แก่ โครงการพัฒนาปรับฐานที่ตั้งกองทัพอากาศ 940 ล้านบาท โครงการพัฒนาและปรับปรุงระบบป้องกันทางอากาศระยะที่ 7 วงเงิน 945 ล้านบาท และโครงการจัดหาทดแทนวิทยุทางอากาศ วงเงิน 910 ล้านบาท ที่ถูกรื้อโครงการโดยมิชอบ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวไม่อยู่ภายใต้อำนาจความรับผิดชอบ 

มหากาพย์เรือดำน้ำ จาก ‘G to G เก๊’ สู่ ‘G to G เจี๊ยะ’

17.00 น. ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย อภิปรายประเด็นการทุจริตจัดซื้อเรือดำน้ำ โดยระบุว่าเป็นสัญญา ‘G to G เก๊’ สู่ ‘G to G เจี๊ยะ’ ท่ามกลางความอดอยากหิวโหยของประชาชน

“เรือดำน้ำนะจ๊ะ ฟังให้ดีนะจ๊ะ พล.อ.ประยุทธ์ ปล่อยปละละเลยให้จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ไม่มีสถานการณ์สู้รบใดๆ พล.อ.ประยุทธ์ และพวกพ้องไม่ยึดถือประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ใจดำ ทรยศต่อความไว้ใจของประชาชน โอหังและเสพติดอำนาจ ทำให้อยู่ในสภาพโอหังคลั่งอำนาจ (Hubris Syndrome) ไม่อยู่ในภาวะที่จะเป็นผู้นำประเทศได้อีกต่อไป”

การจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีนมีทั้งหมด 3 ลำ ลำที่ 1 (2560-2566) มูลค่า 12,424 ล้านบาท ลำที่ 2-3 (2563-2569) มูลค่า 22,500 ล้านบาท แต่ซื้อไม่ได้ เพราะถูกพรรคเพื่อไทยคัดค้าน เนื่องจากมีการเสนอให้จัดซื้อขณะที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤติโควิด นอกจากนี้ยังมีโครงการท่าจอดเรือดำน้ำ อาคารคลังอาวุธนำวิถี คลังเก็บตอร์ปิโด โรงซ่อม และเรือยกพลอเนกประสงค์ รวมเบ็ดเสร็จ 44,222 ล้านบาท

“โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำเป็นโครงการใหญ่มาก ตั้งแต่ไทยตั้งประเทศขึ้นมายังไม่เคยมีโครงการไหนมูลค่าสูงเท่านี้มาก่อน และเป็นโครงการที่ผูกพันงบประมาณ สร้างหนี้ ประชาชนกำลังอดอยาก แต่ท่านไปซื้อเรือดำน้ำ ใจดำมาก ท่านซื้อทำไม มันฆ่าโควิดได้ไหมท่านนายกฯ”

ยุทธพงศ์กล่าวต่อว่า สัญญาจัดซื้อเรือดำน้ำเป็น G to G เก๊ เนื่องจากมีจดหมายจากกองทัพเรือไทย วันที่ 24 กันยายน 2563 ส่งถึง นายสู จ้าน ปิน รองประธานองค์กรบริหารงานของรัฐด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของจีน โดยระบุว่า ให้เร่งรัดลงนามในสัญญาให้ทันปีงบประมาณ 2563 ก่อนที่ผู้บัญชาการกองทัพเรือจะเกษียณอายุ 

“แปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า กองทัพเรือส่งจดหมายถึง สู จ้าน ปิน ไม่ใช่รัฐบาลจีน ให้รีบจัดหาตัวแทนมาลงนาม โดยผ่านตัวแทนของจีนคือบริษัท CSOC ฉะนั้นจึงไม่ใช่ G to G”

สินบนวัคซีน ความไม่น่าเชื่อถือของซิโนแวค กับการทูตที่ล้มเหลว

จากนั้นในช่วงค่ำ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยกล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และเดือนกรกฎาคม ว่า

“ผมได้อภิปรายไม่ไว้วางใจและได้ตั้งคำถามกับสภาแห่งนี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเลือกระหว่างประยุทธ์หรือประเทศ ถ้าเราเลือกประยุทธ์ ผมเกรงว่าเราจะไม่มีประเทศหลงเหลือ ถ้าเราเลือกประเทศ ประยุทธ์คือสลักแรกที่พวกเราจะต้องถอดออก แน่นอนว่าวันนั้นสภาเลือกยกมือไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ นั่นหมายความว่าสภาแห่งนี้รับได้กับความไม่ชอบธรรม รับได้กับความทุจริตเชิงนโยบาย รับได้กับการเอื้อพวกพ้อง รับได้กับการแทรกแซงการทำงานของตำรวจ รับได้กับตั๋วช้าง และวันนั้นผู้ติดเชื้อ 25,000 คน เสียชีวิต 82 คน

“เมื่อเดือนกรกฎาคม ผมอภิปรายว่าทุกๆ 90 นาที ในประเทศไทยมีคนฆ่าตัวตาย เป็นสถิติที่แย่ที่สุดในรอบ 20 ปี และผมได้เตือนรัฐบาลว่า มันทารุณเกินไปกับประเทศที่มีความพร้อมขนาดนี้ และปล่อยให้ประชาชนต้องตายเป็นใบไม้ร่วงขนาดนี้ มันบีบคั้นกันเกินไป ระวังว่าน้ำตาเวลาออกจากตามันเป็นน้ำ ตกลงถึงพื้นเมื่อไหร่เป็นไฟเมื่อนั้น”

พิธากล่าวว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อและตัวเลขผู้เสียชีวิต คือราคาที่สภาแห่งนี้ต้องจ่าย และเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับทุกคนในประเทศนี้ว่า ‘เวลา’ มีมูลค่า การที่ตัดสินใจเลือกประโยชน์เฉพาะหน้ามาก่อนประเทศ ทำให้มีครอบครัวกว่า 12,103 ครอบครัว ต้องสูญเสียคนในครอบครัวไปอย่างไม่มีวันกลับ และอย่างไม่มีความจำเป็น 

พิธากล่าวว่า ปัญหาเรื่องการทูตวัคซีนของไทย มีข้อมูลที่น่าสนใจ 3 ช่วงคือ

หนึ่ง เดือนพฤศจิกายน 2563 มีผู้เสียชีวิต 60 คน เบื้องหน้ารัฐบาลบอกทำงานเต็มที่ ไม่ต้องขอวัคซีนจากใคร วัคซีนเดียวที่มีคือซิโนแวคเท่านั้น และไม่เข้าร่วม COVAX เท่ากับว่า รัฐบาลตั้งใจที่จะเทวัคซีนคุณภาพทิ้งลงกลางอ่าวไทย ขณะเดียวกันก็ไม่ตอบรับวัคซีนไฟเซอร์ 

สอง เดือนเมษายน 2564 มีผู้เสียเสียชีวิต 129 คน เบื้องหน้ารัฐบาลมั่นใจว่ามีวัคซีนคุณภาพและพร้อมส่ง แต่เบื้องหลังรัฐบาลต้องไปขอบริจาควัคซีนแอสตราเซเนกามาเพิ่มอีก 10 ล้านโดส 

สาม เดือนมิถุนายน 2564 มีผู้เสียชีวิต 988 คน การทูตวัคซีนของกระทรวงการต่างประเทศกับกระทรวงสาธารณสุข ไม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

พิธากล่าวอีกว่า ปัจจุบันคนไทยฉีดซิโนแวคมากกว่าแอสตราเซเนกา แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญ ไม่ใช่แค่เรื่องประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่เรื่องราคา ไม่ใช่เรื่องจำนวนหรือเวลา แต่คือเรื่องความน่าเชื่อถือ เพราะวัคซีนคืออาวุธสำคัญที่จะสยบไวรัสครั้งนี้

“ซิโนแวคมีประวัติการติดสินบน และรอง อย.ของจีน ก็ติดคุกไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากคดีสินบน แต่ผมไม่ได้อภิปรายซิโนแวค ผมอภิปรายท่านนายกฯ ที่เชื่อซิโนแวค”

นอกจากปัญหาวัคซีนแล้ว พิธายังกล่าวด้วยว่า การจัดซื้อชุดตรวจ ATK ก็เกิดปัญหาผิดพลาดซ้ำรอยกับการจัดซื้อวัคซีน ซึ่งชุดตรวจ ATK เข้ามาถึงเมืองไทยน้อยเกินไป ช้าเกินไป สายเกินไป และยังพบด้วยว่าชุดตรวจยี่ห้อ Lepu ไม่ผ่านการรับรอง WHO รวมถึง อย.ของสหรัฐก็ระบุว่า ชุดตรวจไม่ได้มาตรฐาน

22.10 น. พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ขึ้นอภิปรายว่า ภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้าคณะปฏิวัติ รับปากว่าจะคืนความสุข ขอเวลาอีกไม่นาน แต่เวลานี้ผ่านมาถึง 7 ปีแล้ว

“ท่านประยุทธ์ตอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจมาหลายรอบแล้ว แต่นิ่งเฉย เหมือนที่เขาว่ากันว่า มีควายหลงมาอยู่ในทำเนียบตัวหนึ่ง ปรากฏว่าจับไม่ได้ ต้องไล่จับกัน ขืนคนไทยปล่อยให้สถานการณ์ประเทศเป็นอย่างนี้ เราจะอยู่กันยังไง ดังนั้น ทางรอดของประเทศคือต้องเอาตัวปัญหานี้ออกไป”

22.20 น. อนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข กล่าวชี้แจงในรอบค่ำว่า 

“เราควบคุมได้ดีในการระบาดแบบเป็นคลัสเตอร์ๆ ไป แต่ในการระบาดรอบที่ 3 เราโชคไม่ดีและการระบาดมีความรุนแรงในทุกมิติอย่างมาก สาเหตุหลักคือการเข้ามาของคนต่างด้าวอย่างผิดกฎหมาย การกระทำอย่างไม่เคารพกฎหมาย หลายคนขาดการป้องกันเดินทางไปมาหาสู่อย่างเสรี มีพฤติกรรมที่ไม่ได้มีประสิทธิภาพนัก ละเลยการเว้นระยะห่าง ไปสถานบันเทิงเหมือนภาวะปกติ มีการลักลอบเล่นการพนันทั้งในและต่างประเทศ จนกลายเป็น super spreader”

“ผมขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนทุกคน ตัวกระผมเองและท่านนายกรัฐมนตรี บุคลากรทางการแพทย์ การสาธารณสุขทุกคน รู้สึกเสียใจ ผมขอถือโอกาสนี้กราบขออภัยครอบครัวผู้ป่วยทุกคนที่เสียชีวิต ขออภัยอย่างยิ่งที่ไม่สามารถรักษาชีวิตของท่านเหล่านั้นไว้ได้”

“เราได้รับความช่วยเหลือและของบริจาคอย่างมากจากรัฐบาลต่างประเทศและเอกชนทุกภาคส่วน เมื่อมีวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้ามา 1 ขวด ดึงเข็มฉีดยาได้ 10 เข็ม ซึ่งต้องใช้ประมาณ 0.5 ซีซี ในหนึ่งคน ผมให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ไปวัด พบว่า ถ้าใช้ครึ่งซีซีต่อเข็ม เราควรดึงได้ 13 เข็มครับ ไม่ใช่ 10 เข็มตามที่ระบุไว้บนฉลาก”

Author

กองบรรณาธิการ
ทีมงานหลากวัยหลายรุ่น แต่ร่วมโต๊ะความคิด แลกเปลี่ยนบทสนทนา แชร์ความคิด นวดให้แน่น คนให้เข้ม เขย่าให้ตกผลึก ผลิตเนื้อหาออกมาในนามกองบรรณาธิการ WAY

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตาม นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึกการตั้งค่า
Send this to a friend