ครอบครัวไทยใน Aging Society

ภาพประกอบ: antizeptic

จากการทบทวนสถานการณ์เด็ก เยาวชน และครอบครัว ในปัจจุบันพบว่า หลายประเด็นยังคงมีความอ่อนไหวและเปราะบาง

ปัจจุบันนิยามและโครงสร้างของครอบครัวไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก องค์ประกอบสถาบันครอบครัวแตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง อันเป็นผลจากสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่ก่อให้เกิดครอบครัวรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ครอบครัวแหว่งกลาง ครอบครัวข้ามรุ่น ซึ่งล้วนมีผลกระทบต่อมิติความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวที่มีความผันแปรไป

ด้วยสภาพการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ ณ ปัจจุบัน ทำให้สามารถวิเคราะห์และคาดการณ์อนาคตได้ว่า เด็กและเยาวชนไทยจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัย ความรวดเร็วของเทคโนโลยีข่าวสารและการสื่อสารที่มีผลทั้งด้านบวกและลบ การเลื่อนไหลของสังคมไปสู่รูปแบบสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น อันเกิดจากการเคลื่อนย้ายของประชากรและภูมิเศรษฐกิจ และสุดท้ายคือผลพวงจากสถานการณ์ด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมและร่อยหรอลงไปอย่างต่อเนื่อง

นี่คือสภาพปัญหาที่สังคมไทยกำลังเผชิญ


สถานการณ์สุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัวไทย

องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) คาดการณ์ว่า ในช่วง ค.ศ. 2001-2100 เป็นศตวรรษแห่งผู้สูงอายุที่หลายประเทศทั่วโลกจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความแตกต่างตามสภาพแวดล้อมของแต่ละประเทศ เช่น สภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม การพัฒนาทางการแพทย์ ภาวะโภชนาการ ฯลฯ

องค์การสหประชาชาติได้กำหนดนิยาม ‘ผู้สูงอายุ’ (older person) หมายถึง ประชากรทั้งเพศชายและหญิงที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป และได้แบ่งระดับการเข้าสู่สังคมสูงวัยออกเป็นสามระดับ ได้แก่


สำหรับประเทศไทยกำหนดนิยาม ‘ผู้สูงอายุ’ ไว้ใน พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 3 หมายถึง บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย

ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่เกณฑ์ ‘สังคมสูงวัย’ (Aging Society) โดยมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุถึงร้อยละ 10 และมีอัตราประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่าร้อยละ 4 ต่อปี ขณะที่อัตราประชากรรวมเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.5

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะกลายเป็น ‘สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์’ (Complete Aged Society) ภายในปี 2564 และจะเป็น ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’ (Super Aged Society) ในปี 2574


การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศไทยเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัย ส่งผลต่อสถานการณ์เด็ก เยาวชน และครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2583 โดย สศช. ประมาณการณ์ว่า ในปี พ.ศ. 2583 ประเทศไทยจะมีประชากรผู้สูงอายุทั้งหมด 20,519,400 คน

ปี 2553 2563 2573 2583
ผู้สูงอายุทั้งหมด 8.40 12.62 17.57 20.51
ผู้สูงอายุในเมือง 3.33 6.28 10.42 11.58
ผู้สูงอายุในชนบท 5.07 6.33 7.15 7.77

(หน่วย: ล้านคน)
ที่มา: การคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2583 โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)


ข้อมูลประชากรปี 2558 จากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นทุกปี แต่อัตราการเพิ่มของประชากรช้าลงอย่างต่อเนื่อง

ข้อสังเกตเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรตามกลุ่มอายุที่สำคัญคือ ประชากรวัยเด็ก (อายุ 0-14 ปี) มีจำนวนและสัดส่วนลดลง ประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15-59 ปี) มีจำนวนและสัดส่วนลดลง และประชากรสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุมีผลต่อประชากรช่วงวัยอื่นๆ โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กและวัยทำงาน เนื่องจากประชากรช่วงวัยทำงานต้องทำหน้าที่ในการดูแลกลุ่มประชากรวัยพึ่งพิง ทั้งเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ โดยในแต่ละครอบครัวจะมีสมาชิกวัยแรงงานทำหน้าที่ในการเลี้ยงดูเด็กและดูแลผู้สูงอายุน้อยลง กล่าวคือ สัดส่วนประชากรวัยแรงงาน 2 คน จะต้องดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว 1 คน และดูแลเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 4 ปี อีก 1 คน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้สูงอายุบางส่วนจะมีความสามารถในการดูแลเด็กและเยาวชนก็ตาม แต่ในมิติของการพึ่งพิง เมื่อคนวัยทำงานต้องแบกรับภาระการดูแลผู้สูงอายุในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น ย่อมส่งผลต่อคุณภาพที่ลดน้อยลงในการเลี้ยงดูเด็กและเยาวชน


สถานการณ์ครอบครัวไทย

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาสถานการณ์ครอบครัวไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะลักษณะของครอบครัวที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร รวมถึงสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น ‘ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว’ หมายถึง ครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่เป็นผู้ดูแลบุตรฝ่ายเดียว ‘ครอบครัวข้ามรุ่น’ หมายถึง ครอบครัวที่ผู้สูงอายุอยู่กับหลาน โดยขาดพ่อแม่ในการร่วมดูแล เนื่องจากต้องไปทำงานต่างถิ่น ซึ่งเห็นได้ชัดในสังคมชนบทที่ผู้สูงอายุทำหน้าที่เลี้ยงดูเด็ก

ขณะเดียวกัน เมื่อพ่อแม่ต้องไปทำงานต่างถิ่นเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ไม่มีเวลาในการดูแลเด็กและเยาวชน ทำให้มิติความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกขาดหายไป ซึ่งมิติความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญต่อเด็กและเยาวชนในการดำเนินชีวิตที่ต้องเผชิญกับภาวะความเปลี่ยนแปลงของสังคมในปัจจุบันและอนาคต

ด้วยลักษณะและโครงสร้างความเป็นครอบครัวไทยที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ครอบครัวจำนวนหนึ่งมีความเปราะบางมากขึ้น เช่น ครอบครัวที่มีผู้สูงอายุเลี้ยงดูเด็กตามลำพัง ครอบครัวที่มีเฉพาะเด็กอยู่ตามลำพัง ครอบครัวที่ต้องดูแลสมาชิกที่เจ็บป่วย พิการ ต้องขัง ครอบครัวแหว่งกลางซึ่งเป็นครอบครัวที่เด็กอยู่กับผู้สูงอายุ ครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวและครอบครัวที่ไม่มีลูกเลย เป็นต้น

จากสภาพการณ์ปัญหาเด็กและเยาวชน สะท้อนให้เห็นภาวะขาดความเชื่อมร้อยสัมพันธภาพภายในครอบครัว โดยเฉพาะการขาดองค์ประกอบของสมาชิกครอบครัวที่ครบถ้วน รวมถึงพ่อแม่ขาดทักษะและความรู้ในการเลี้ยงลูก ซึ่งมีส่วนผลักดันให้เด็กเข้าสู่ความเสี่ยงจากภัยทางสังคม รวมถึงความรุนแรงในครอบครัว


ที่มา: หนังสือ seedtizen เมล็ดพันธุ์พลเมือง: สถานการณ์เด็ก เยาวชน และครอบครัว ประจำปี 2650 จัดทำโดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว (สำนัก 4) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
Editorial Staffครอบครัวไทยใน Aging Society

Related Posts

Newground: คนรุ่นใหม่ที่ไม่พอใจ และไม่อยากเป็น ‘เมล็ดพันธุ์’

คุยกับแก๊ง Newground กลุ่มเด็กที่นิยามตัวเองว่า 'ไม่พอใจกับอะไรซักอย่าง' สองสมาชิกกลุ่ม Newground ทำไมต้องไม่พอใจ อยู่เฉยๆ ไม่ได้เหรอ เป็นเด็กเป็นเล็กก็ควรจะอยู่นิ่งๆ เดี๋ยวก็ดีเอง คับข้องใจอะไรนัก และเป็นเมล็ดพันธุ์ที่งอกมาจาก ‘ต้นเก่า’ มันไม่ดีตรงไหน

6 สิ่งที่เด็กเกิดปี 2018 อาจไม่ได้สัมผัส

เมื่อทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าจนมนุษย์อย่างเราวิ่งไล่ตามไม่ทัน บางอย่างพัฒนามาเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ปัจจุบันพบเห็นได้แค่ในร้านขายของเก่าหรือหนังสือสารานุกรมเสียแล้ว และไม่แน่ว่าหกสิ่งต่อไปนี้ที่เรากำลังจะกล่าวถึง เด็กที่จะเกิดในปี 2018 นี้อาจไม่ได้สัมผัสอีกต่อไป

บ้านดอกทานตะวัน: มอบการศึกษา คุ้มครองจากความเศร้า

พูดคุยกับ ตู่-พวงทอง ทะกัน ผู้อำนวยการ และ มาลี-มาลี คำมงคล เจ้าหน้าที่โครงการ ศูนย์คุ้มครองสิทธิเด็กเชียงของ จ.เชียงรายที่ทำงานกับกลุ่มเด็กในพื้นที่เสี่ยงต่อปัญหาการค้ามนุษย์ ค้าประเวณีและการแสวงหาผลประโยชน์ทุกรูปแบบ โดยตั้งต้นว่า การศึกษาคือหนึ่งในช่องทางเพิ่มโอกาสให้กับเด็กที่มองไม่เห็นโอกาส