จากมาดริดสู่ตูริน โรนัลโด คิดอะไรอยู่? - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

จากมาดริดสู่ตูริน โรนัลโด คิดอะไรอยู่?

แม้จะย้ายมายูเวนตุสสักพักใหญ่แล้ว แต่ปมเหตุแห่งการตัดสินใจอำลาเรอัล มาดริดของ คริสเตียโน โรนัลโด ยังไม่เป็นที่กระจ่างชัด อีกทั้งยังน่าจะมาจากหลายสาเหตุผสมกัน

เหตุแรกคงหนีไม่พ้นเรื่องของภาษีก้อนโตที่ซูเปอร์สตาร์โปรตุกีสไม่พอใจอย่างมากที่โดนเล่นงานย้อนหลัง รวมถึงถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าเจตนาเลี่ยง จนโดนศาลตัดสินจำคุกสองปี ก่อนจะมาชดใช้คืนภายหลัง เลยโดนแค่รอลงอาญาไป

โรนัลโดยืนกรานว่าตัวเขาไม่เคยแม้จะคิดเลี่ยงจ่ายภาษีเลย มีการจ้างทีมงานมาดูแลเรื่องนี้อย่างดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดหรือเสียชื่อเสียงได้ รวมไปถึงการที่เขาก่อตั้งบริษัทที่หมู่เกาะเวอร์จิ้น ก็เพื่อต้องการเคลียร์เรื่องเหล่านี้ให้เรียบร้อย

ทว่าประเด็นที่ทำให้โรนัลโดเจ็บจี๊ดจนต้องตัดสินใจเดินหนีออกมาคือ เรอัล มาดริด ไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะช่วยเหลือหรือแม้กระทั่งกางปีกปกป้องเลย

ในฐานะที่เป็นแข้งเบอร์หนึ่ง สร้างชื่อเสียงและความสำเร็จให้สโมสรมากมายในช่วงหลายปีหลัง โดยเฉพาะการผูกขาดแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ซึ่งเขาคือแกนหลักผลักดันอย่างไม่ต้องสงสัย

นั่นไม่นับรวมสัญญาใหม่ที่สะดุดกึกอย่างไม่ควรจะเกิดขึ้น เพียงเพราะ ฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานของราชันชุดขาว ยึกยักจากที่เคยพูดกันไว้ปากเปล่าว่าจะเพิ่มเงินให้ถึง 30 ล้านยูโรต่อปี เอาเข้าจริงตัวเลขกลับอยู่ที่ 25 ล้านเท่านั้น โดยถ้าจะถึง 30 ต้องมีเงื่อนไขฝ่าด่านหลายขั้นตอน ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลย

กระนั้นก็ตามปมที่น่าจะทำให้ดาวเตะโปรตุกีสผิดหวังมากสุด เห็นจะเป็นการที่เขารู้สึกว่าตัวเองได้รับการยกย่องนับถือจากสโมสรและแฟนบอลน้อยเกินไป

แม้จะขึ้นชั้นเป็นตำนานและนำพาเกียรติยศมากมายมาสู่สโมสร แต่เมื่อพูดถึงเบอร์หนึ่งตัวจริงเสียงจริงครองขวัญใจมหาชนคนชุดขาวยังเป็นของ อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน ผู้ล่วงลับไปเมื่อสี่ปีก่อน

แข้งอาร์เจนไตน์รายนี้ฟอร์มเด่นเปรี้ยงปร้างอย่างมากในยุคต้น 50 กระทั่งสองขั้วอำนาจลูกหนังแห่งสเปนทั้ง เรอัล มาดริด กับ บาร์เซโลนา ต่างรุมทึ้งกันเข้ามาหวังจะแย่งตัว

บาร์ซามาถึงก่อน และตกลงกันเรียบร้อยว่าจะได้ ดิ สเตฟาโน ไปครอบครอง แต่เมื่อ ฟรานซิสโก ฟรังโก ผู้นำขวาจัดเผด็จการของสเปนที่เชียร์มาดริดแบบสุดลิ่ม ยื่นมือเข้ามาข้องเกี่ยว ความวุ่นวายจึงเกิดขึ้น สุดท้ายด้วยอำนาจและอิทธิพลของจอมพลฟรังโก จึงทำให้ ดิ สเตฟาโน กลายเป็นสมบัติของทีมแห่งเมืองหลวงไป

ตอนนั้นเองที่บาร์เซโลนา ซึ่งเป็นสโมสรเชิดหน้าชูตาของกาตาลัน โดนกลั่นแกล้งมากมายสารพัดจากรัฐบาลกลางของฟรังโก ไม่ว่าจะเป็นการห้ามร้องเพลงประจำชาติ ห้ามโชว์ธงในสนามฟุตบอลหรือแม้กระทั่งห้ามพูดภาษาของตนให้คนจากรัฐบาลได้ยินเป็นอันขาด

ใครทำผิดแล้วถูกจับได้จะเจอบทลงโทษอย่างหนักทันที

ความเจ็บแปลบเหมือนหนามทิ่มแทงใจบาร์ซา ยังไม่หมดเท่านั้น เพราะ ดิ สเตฟาโน ที่ควรเป็นนักเตะของพวกเขา กลายเป็นกำลังสำคัญของราชันชุดขาวตั้งแต่ปี 1953 ตอนย้ายมา

ตลอด 11 ปีในถิ่น ซานติอาโก เบร์นาเบว นั้น เขาครองความเป็นขวัญใจตัวจริงของชาวเมืองหลวง ด้วยผลงาน 308 ประตูจาก 396 นัด พาทีมคว้าแชมป์ ลาลีกา 8 สมัย รวมถึงแชมป์ ยูโรเปียนคัพ 5 สมัยติดต่อกันในช่วงปี 1956-1960 โดยยิงประตูในนัดชิงทั้ง 5 นัด รวมถึงแฮตทริคในเกมถล่ม แฟรงค์เฟิร์ต 7-3 ในนัดชิงชนะเลิศปี 1960

ส่วน โรนัลโด ปักหลักอยู่ 9 ปีผงาดเป็นเจ้ายุโรป 4 สมัย รวมถึง 3 สมัยซ้อนล่าสุดหมาดๆ ด้วย ส่วนลาลีกาได้มาแค่ 2 ปีเท่านั้น เทียบกันแล้วยังเป็นรอง ดิ สเตฟาโน อยู่ดี

ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจถูกตอกลิ่มย้ำด้วยเรื่องของเชื้อชาติอีกต่างหาก

ทั้งที่เป็นกระดูกสันหลังมาตลอด แต่มีบางเกมหากโชว์ฟอร์มได้ต่ำกว่ามาตรฐาน เขายังเจอเสียงโห่จากกองเชียร์ตัวเอง ซึ่งมันไม่ควรเกิดขึ้นเลยสักนิด

โรนัลโดเคยพึมพำด้วยความผิดหวังว่า สมัยเล่นให้แมนฯ ยูไนเต็ดไม่เคยเจอกับการปฏิบัติจากแฟนบอลเยี่ยงนี้มาก่อน

แต่ด้วยความที่เขาเป็นโปรตุกีส ชาติมหาอำนาจในอดีตที่แย่งชิงอาณานิคมกับสเปน โดยเฉพาะการช่วงชิงความได้เปรียบด้านเดินเรือ ก่อนโปรตุเกสจะตกต่ำเป็นลูกไล่ในเวลาต่อมา มันทำให้เขาโดนพวกสแปนิชดูถูกอย่างเลี่ยงไม่ได้

ความล้าหลังไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม หรือโดนล้อว่าจมอยู่กับอดีต เหล่านี้กลายเป็นปมของโปรตุเกสที่โดนสเปนยั่วล้อว่าเป็นพวกเชยเฉิ่มบ้านนอก

แน่นอน โรนัลโดเองย่อมหนีเรื่องนี้ไม่พ้นเช่นเดียวกัน ต่อให้จะเป็นแกนนำสำคัญพา เรอัล มาดริด ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม

ฉะนั้นสาเหตุแห่งการย้ายหนีมาเล่นในอิตาลีของโรนัลโดจึงหลากหลายผสมปนเปกันนั่นแหละ

แต่เรื่องของการถูกเคารพและยอมรับจนเกิดปมขึ้นในใจ ย่อมเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้เขาเลือกตัดสินใจอย่างที่ใครหลายคนคาดไม่ถึง

น่าเจ็บปวดยิ่งกว่าคือ แม้จะเสียกล่องดวงใจของตัวเองไป แต่แทบไม่มีแฟนมาดริดคนไหนอาลัยอาวรณ์โรนัลโดเลย ไม่มีคำกล่าวสดุดีถึงฮีโร่คนนี้อย่างที่ควรจะเป็น

มันเป็น 9 ปีที่ยิ่งใหญ่มากๆ สำหรับเขา แต่ในอีกด้านอาจไม่น่าจดจำเอาซะเลย

author