โถ...เจ้าจักรยานน้อย - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

โถ…เจ้าจักรยานน้อย

IMG_4154

เรื่อง/ภาพ : ตุ่น บางพรม

จักรยานs (มากกว่าหนึ่งคัน) ของผมจอดนิ่งมาหลายเดือน ถ้าเป็นเพื่อนสนิทสนมก็เรียกว่าแทบเลิกคบ เป็นสัตว์เลี้ยงคงอดอาหารตาย – แม้จะให้มันรับประทานน้ำมันหล่อลื่นผ่านทางโซ่บ้างก็ตาม

ด้วยเหตุผลทางสุขภาพบางประการ ทำให้ต้องหยุดปั่นจักรยานไปพักใหญ่ๆ นานวัน ขาแข้งก็ชักแข็ง แต่ตอนนี้เริ่มคันมือคันตีน อยากขยัน อยากเอามันออกไปขี่เหมือนที่เคยเป็น

แต่อย่างว่า คนเรามักฝันและคาดหวังถึงเรื่องที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผล เพื่อเอามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย พอเอาเข้าจริง นายตุ่น บางพรม ก็หาข้ออ้างนู่นนี่นั่นมากมายมากรอกหู รวมความแล้วส่วนใหญ่เป็นดอกผลมาจากต้นทางความขี้เกียจด้วยนั่นแหละ

ก่อนจะเริ่มขี่จักรยาน สัก 10 ปีก่อน ผมเคยซื้อจักรยานแบบปั่นอยู่กับที่มา – แบบที่ขายตามห้างน่ะ ด้วยความต้องการอยากออกกำลังกาย แรกๆ ก็เพลินๆ ดี ก้มหน้าก้มตาปั่นยิกๆ เคยฟังมาว่าเป็นการ cardio ช่วยให้ปอดกับหัวใจทำงานได้ดี แค่แป๊บเดียว 20 นาที ตัวก็เปียกโชก

ผ่านไปไม่กี่เดือน ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะกฎของฟิสิกส์หรือเปล่าที่ทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่าเวลา 20 นาทีมีความยาวนานไม่เท่าเดิม รู้สึกเหมือนสักชั่วโมงหนึ่งได้ ผ่านไปไม่กี่เดือน มันกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ ผ่านไปไม่กี่เดือน มันกลายเป็นราวตากผ้า ผ่านไปไม่กี่เดือน มันก็ถูกยกออกไปนอกบ้าน ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าใครเอามันไปไว้ไหน

เมื่อครั้งเริ่มขี่จักรยานแรกๆ ผมก็ไม่ได้ขี่เป็นประจำทุกวัน แต่ตอนั้นยังอยู่ในช่วงวัยรุ่นที่มีพลังงานเหลือ อยากออกกำลังกายทุกวัน (อีกนั่นแหละ) ว่าแล้วก็ไปซื้อเทรนเนอร์มา แค่เอาจักรยานของจริงวางบนเทรนเนอร์ ล็อคล้อหลัง แล้วขึ้นขี่ เพียงเท่านี้ก็ได้ฟีลลิ่งสุดๆ แถมปรับความหนืด ความชัน ให้ออกแรงมาก-น้อยได้อีกต่างหาก ตอนนั้นคิดว่าเทรนเนอร์คือนวัตกรรมเปลี่ยนโลกสำหรับคนขี้เกียจชัดๆ

แล้วก็มีบางคนเริ่มไซโคด้วยคำปรามาสประมาณว่า “จักรยานที่แพงที่สุดคือจักรยานที่ไม่ได้ปั่น” ตายห่_ นี่มันตรงประเด็นเป๊ะ นี่ผมกำลังลดคุณค่าจักรยานของจักรยานหรือนี่ ทั้งที่ตอนซื้อจักรยานมาไม่ได้คิดแบบนี้ ตอนซื้อเทรนเนอร์มาก็ไม่คิดว่าจะรู้สึกแบบนี้ T_T

จากนั้นก็เลยกลายเป็นใช้จักรยานเป็นประจำ ปั่นเล่นๆ ไปทำงาน ไปส่งของ ไปหาเพื่อน ไปดูหนัง หนักที่สุดคือปั่นไปกินเหล้า (ซึ่งไม่ดีเอามากๆ)

IMG_4155

เมื่อคืนก่อนวันที่จะเขียนต้นฉบับนี้ ‘ลูกพี่’ บอกว่า การปั่นจักรยานข้างนอกบ้านมันมีลมปะทะหน้า…ดูโรแมนติกดี ซึ่งเป็นเรื่องจริงสำหรับการอยู่บนหลังอาน ลองนึกภาพดู ถ้ามีพาหนะชนิดหนึ่งต้องมาใช้ระบบ simulation จำลองการปั่นจักรยานอยู่ในห้อง…ไม่เห็นสนุก คงคล้ายๆ กับถ่ายหนังแล้วมีฉากหลังเป็นบลูสกรีน เอาพัดลมเป่าหน้าให้ผมปลิวพลิ้วๆ คงได้ความรู้สึกเหมือนเรื่อง E.T. ซึ่งไม่ก่อให้เกิดมรรคผลอะไรเท่าไหร่

บางคนอาจจะชอบการปั่นจักรยานในฟิตเนส ซึ่งก็เป็นการปั่นอยู่กับที่เหมือนกัน ออกแรงเรียกเหงื่อได้ดีทีเดียว แต่ด้วย ‘สายตา’ และความกดดันจากบรรดา ‘This is Sparta’ ทั้งหลาย หันซ้ายหันขวาชักเขินๆ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องแสนธรรมดา แค่ไม่ค่อยชินกับการที่มีใครมามองตอนกำลังซอยขายิกๆ มากกว่า

เนื่องจากเป็นคนรักการออม คือบ้าสะสมแต่ไม่ใช้ จักรยานอีกคันที่ล้างสะอาดอย่างดีแล้วเก็บไว้ที่ออฟฟิศก็กลายเป็นที่สะสมขนแมวสามตัว ดูปุกปุยน่ารัก ส่วนคันที่บ้านโชคดีกว่านั้นหน่อย เพราะยังได้เอาออกมาปัดฝุ่นบ้าง จับๆ ลูบๆ บ้าง ให้มันรู้ว่าเรายังไม่ทิ้งกัน แต่ก็…นะ บ้านไม่ได้ใหญ่โตพอที่จะเอาจักรยานคันโปรด (และมีราคา) ไปไว้ในตู้โชว์ ยังดีที่โรงรถเป็นที่คุ้มฝน แต่อนิจจา วันดีคืนดีก็พบว่ามันไม่คุ้มแดด และยิ่งทำให้ไม่คุ้มค่าที่จะเอา my precious มาทิ้งขว้างแบบนี้

เอาล่ะ เขียนเพื่อกดดันตัวเองมาถึงบรรทัดนี้แล้ว คงต้องนับถอยหลังให้ถึงวันที่จะเอาจักรยานมาปั่นจริงจังอีกสักครั้งโดยไม่ต้องมีข้ออ้างสารพัดสารเพอะไรให้มากมาย แค่ขึ้นขี่ เหยียบบันได้ แล้วปล่อยตัวเองไปพร้อมกับมัน…แค่นั้นแหละ

รอให้ถึงวันนั้นก่อน แล้วผมจะเขียนให้คุณอ่าน

 

**************************
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร WAY ฉบับที่ 88

tagged    
author