‘คนเดือนห้า’ กับใบหน้าความรุนแรง

ภาพประกอบ: Shhhh

 

พฤษภาคม (May) เป็นเดือนลำดับที่ 5 ตามปฏิทินเกรกอเรียน ที่ไม่เพียงหมุนเวียนไปตามรอบปีปฏิทินเท่านั้น

สำหรับหลายคนแล้ว เดือนพฤษภายังคงตรึงความรู้สึกให้หยุดนิ่ง เพื่อย้ำเตือนความทรงจำ บาดแผล และความปวดร้าวจากความรุนแรง ซึ่งเขาและเธอเผชิญกับตัวเอง โดยเฉพาะในสังคมไทย ที่ดูจะคุ้นเคย และรู้จักกับสิ่งเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี

สำหรับเรื่องที่จะเขียนถึงต่อไปนี้คือ ความทรงจำต่อความรุนแรงทางการเมือง หรือเรียกในภาษาการศึกษาความรุนแรง คือ ‘อาชญากรรมโดยรัฐ’ ที่เกิดในเดือนนี้ โดยพิจารณาจากสามเหตุการณ์ ได้แก่ การปราบปรามประชาชนชาวกวางจู เกาหลีใต้ ใน ค.ศ. 1980 การปราบปรามประชาชนในไทย เมื่อปี 2535 และการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงด้วยกระสุนจริง เมื่อปี 2553

 

กวางจูกับการชำระอดีต

เมื่อวาน (18 พฤษภาคม) ที่เมืองกวางจู เกาหลีใต้ มีการมอบรางวัลสิทธิมนุษยชนกวางจูประจำปี 2017 โดยชาวกวางจู ซึ่งจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1998 ในปีนี้ คณะกรรมการตัดสินให้ ‘ไผ่’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

อีกเรื่อง ในวันเดียวกันคือ มีการถ่ายทอดสด มุน แจ อิน ประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้ เดินทางไปยังสุสานแห่งชาติกวางจู เพื่อเป็นประธานในพิธีรำลึก 37 ปีการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยเมืองกวางจู ในปี 1980

ช่วงวัยหนุ่มของประธานาธิบดีคนใหม่ เขาได้ร่วมต่อต้านเผด็จการทหาร เคยเข้าคุก และเคยเป็นทนายความสิทธิมนุษยชน ครั้งนี้เขาได้ประกาศรื้อคดีสังหารหมู่ขึ้นมาอีกครั้ง โดยยืนยันว่า จะแสวงหาความจริง และค้นหาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารประชาชนมาดำเนินคดี

เหตุการณ์สังหารหมู่ที่กวางจู เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 18-20 พฤษภาคม ปี 1980 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายหลายร้อยคน บาดเจ็บอีกหลายพันคน ขณะที่ผู้รอดชีวิตถูกรัฐบาล ชุน ดู ฮวาน ป้ายสีว่าเป็นคอมมิวนิสต์

กระทั่งปี 1996 ในสมัยรัฐบาลพลเรือน ได้มีการนำตัวผู้บัญชาการปราบปรามประชาชนขึ้นไต่สวนและตัดสินประหารชีวิต และอีกหนึ่งคนรับโทษจำคุกตลอดชีวิต (ก่อนที่ คิม แด จุง หนึ่งในผู้ต้องหาจากเหตุการณ์เมื่อปี 1980 จะแนะนำให้ ประธานาธิบดีคิม ยอง ซัม อภัยโทษจำเลยทั้งสอง)

ประเด็นที่น่าสนใจตามมาคือ ประธานาธิบดีมุน แจ อิน ประกาศรื้อฟื้นคดีการสังหารหมู่ประชาชนในปี 1980 อีกครั้ง ภายหลังจากที่ ชุน ดู ฮวาน อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อ้างในหนังสืออัตชีวประวัติว่า เขามิใช่ผู้สั่งการให้ทหารปราบปรามประชาชน

การรำลึกถึงการต่อสู้ครั้งนั้นของชาวเกาหลีใต้ จึงมิใช่การ ‘ให้อภัย’ ในความหมายที่ยังไม่ได้มีการสะสางความจริง สิ่งที่ มุน แจ อิน ทำคือ การหวนกลับไปชำระอดีตที่ด่างพร้อยของเกาหลีใต้

“รัฐบาลใหม่จะพยายามอย่างถึงที่สุด ในการเปิดเผยภาพทั้งหมดของการสังหารหมู่ เพื่อค้นหาว่าใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการออกคำสั่งให้เปิดฉากยิงผู้ชุมนุม” คือส่วนหนึ่งของคำพูดที่ มุน แจ อิน กล่าวต่อรายการโทรทัศน์ และมีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ

 

‘คนเดือนห้า’ กับความเงียบของไทย

หันมาพินิจความรุนแรงในเดือนเดียวกัน แต่ต่างพื้นที่ เพราะความรุนแรงทางการเมืองในประเทศไทยมีความคล้ายคลึงกับการต่อสู้ของประชาชนเกาหลีใต้ในปี 1980 อยู่พอสมควร

ทว่ามิใช่ในแง่ของการคลี่คลายความขัดแย้ง หรือในแง่บริบททางการเมืองซึ่งแตกต่างกัน แต่ข้อเรียกร้อง และคุณค่าในการต่อสู้ ของทั้งสองพื้นที่นั้นเหมือนกัน นั่นคือ ประชาธิปไตย โดยการชุมนุมทั้งสองเหตุการณ์ เป็นการเรียกร้องให้กองทัพถอนตัวออกไปจากการเข้าแทรกแซงทางการเมือง

ในกรณีของไทย มีเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในเดือนพฤษภาคมสองครั้งสำคัญ คือในปี 2535 และอีกครั้ง ในปี 2553

ปี 2535 การชุมนุมของประชาชนไทยเพื่อต่อต้านรัฐบาลทหารของ พลเอกสุจินดา คราประยูร มีข้อเรียกร้องสำคัญสามข้อ คือ 1. นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง 2. ให้มีการปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย และ 3. แยกกองทัพและระบบราชการออกจากการเมืองรัฐสภา

การเรียกร้องดำเนินไปอย่างร้อนระอุตลอดเดือนพฤษภาคม จนกระทั่งรัฐบาลทหารตัดสินใจสลายการชุมนุม มีประชาชนล้มตายและสูญหายกว่า 80 คน บาดเจ็บอีกนับพันคน

เมื่อเหตุการณ์ ‘พฤษภา 35’ ผ่านพ้นไปกว่าแปดปี ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมขณะนั้น ได้เปิดเผยผลการสอบสวนการสลายการชุมนุมที่ยาวนาน

‘แปดหน้า’ คือรายงานที่ถูกนำมาเปิดเผยครั้งนั้น พร้อมกับใช้ปากกาสีดำขีดทับข้อความบางส่วน ทำให้ญาติวีรชนต้องเคลื่อนไหวเพื่อนำเอารายงานข้อเท็จจริงฉบับเต็มมาเปิดเผย

ในรายงานข้อเท็จจริงที่ญาติวีรชนสืบค้นได้มากกว่า ‘แปดหน้า’ มี พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ เป็นประธานการสอบสวน แสดงให้เห็นถึงกองกำลังที่ใช้ปราบปราม บริเวณโรงแรมรัตนโกสินทร์ ด้านหน้าโรงแรม บริเวณถนนราชดำเนิน ส่วนภาพในบันทึกสีดำที่ถูกเซ็นเซอร์ มีการกระทืบ มีการยิง มีการจับกุมประชาชน มีผู้บัญชาการกองทัพระดับสูงคุมกำลัง

เมื่อไม่มีการเปิดเผยภาพรวมของรายงานทั้งหมด จึงไม่พบการดำเนินคดีใดๆ กับผู้บัญชาการในการปราบปรามประชาชนในเดือนพฤษภาคม 2535 จนถึงปัจจุบัน

แตกต่างกันออกไปแค่เพียงปฏิทินปี ระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดง ตลอดเดือนเมษายน-พฤษภาคม ในปี 2553 จนสิ้นเสียงกระสุนในวันที่ 20 พฤษภาคม 2553 พบความสูญเสียของประชาชนในแง่จำนวนและความรุนแรงมีระดับใกล้เคียงกันกับสองเหตุการณ์ที่กล่าวมา

รายงานการสลายการชุมนุมครั้งนั้น ที่ใกล้เคียงกับคำนิยามของคณะกรรมการแสวงหาความจริงมากที่สุดเท่าที่มีอยู่ตอนนี้ อย่าง ‘ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณีเดือนเมษายน-พฤษภาคม 53’ (ศปช.) ชี้ให้เห็นภาพรวมของการสลายการชุมนุมต่อคนเสื้อแดงในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ว่า

“รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ – สุเทพ เทือกสุบรรณ และกองทัพ ใช้กำลังเกินกว่าเหตุ และละเมิดกฎการใช้กำลังจากเบาไปหาหนักในการสลายการชุมนุม มีการระดมกำลังพลของกองทัพถึง 67,000 นาย มีการเบิกจ่ายกระสุนจริงถึง 597,500 นัด ส่งคืน 479,577 นัด เท่ากับมีการใช้กระสุนจริงไปทั้งสิ้น 117,923 นัด มีการเบิกจ่ายกระสุนสำหรับการซุ่มยิง (สไนเปอร์) 3,000 นัด ส่งคืนเพียง 880 นัด เท่ากับใช้ไป 2,120 นัด และมีการประกาศ “เขตกระสุนจริง” ต่อผู้ชุมนุมอย่างเปิดเผย และนี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิต 84 ราย (เจ้าหน้าที่ 10 ราย) และบาดเจ็บอีกกว่า 1,400 คน”

จนถึงปัจจุบันผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการสลายการชุมนุมจนมีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ยังไม่ได้มีการใช้ข้อมูลเหล่านี้ขึ้นมาเอาผิดผู้สั่งการแต่อย่างใด

แน่นอน เป็นภาพจริงที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงจากประเทศเกาหลีใต้ ที่มีความรุนแรงทางการเมืองคล้ายคลึงกัน เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

 

ระบอบการเมืองกับความรุนแรง

ในหนังสือที่ชื่อว่า The Politics of Collective Violence ของนักรัฐศาสตร์คนสำคัญที่ค้นคว้าในทฤษฎีเกี่ยวกับความรุนแรง ตีพิมพ์ออกมาในปี 2003

ชาร์ลส์ ทิลลี (Charles Tilly) พบว่า ความรุนแรงทางการเมืองโดยรัฐ สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากรัฐบาลเผด็จการและประชาธิปไตย แต่หัวใจสำคัญของความสูญเสียจากความรุนแรงนั้น จำต้องพิจารณาผ่านระบอบการเมือง (regime) ซึ่งไกลกว่าการมองเพียงตัวรัฐบาล (state)

เขาพบว่า รัฐที่มีการใช้ความรุนแรงเข้มข้นที่สุด เกิดขึ้นในรัฐเผด็จการที่มีโครงสร้างแข็งแรง ขณะที่ในระบอบเผด็จการแบบอ่อน ศักยภาพในการใช้ความรุนแรงยังมีอยู่อย่างจำกัด ส่วนรัฐประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง จะมีศักยภาพในการใช้ความรุนแรงต่อพลเมืองในยามที่จำเป็น

เช่น กรณีการจลาจลในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยต่างๆ จะถูกเหนี่ยวรั้งด้วยกฎกติกาทางการเมือง และการตรวจสอบทางการเมือง ซึ่งข้อสรุปดังกล่าวทำให้เข้าใจประสิทธิภาพของการใช้ความรุนแรงโดยรัฐมากยิ่งขึ้น

กรณีของไทย ความสูญเสียของประชาชนที่ออกมาเรียกร้องให้มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งในปี 2535 และ การเรียกร้องให้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 นั้น ระบอบการเมืองมิได้เป็นเผด็จการรวมศูนย์แต่อย่างใด แต่เป็นระบอบอำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง หรือกล่าวในภาษาของ ชาร์ลส์ ทิลลี นั่นคือ เผด็จการแบบอ่อน ที่ไม่ได้ขยายพื้นที่การปราบปรามอย่างรุนแรงแบบระบอบเผด็จการเข้มแข็ง แต่ก็มีความโหดร้ายรุนแรงในระดับสูง

หากมองตามกรอบคิดนี้แล้ว จะช่วยให้เห็นว่า ระบอบอำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้งเป็นแค่ไม้ประดับ แต่เผด็จการมีอำนาจนำนั้น ก็สามารถนำไปสู่การ ‘อาชญากรรมโดยรัฐ’ ดังที่ปรากฏให้เห็นในความรุนแรงในเดือนพฤษภาคมทั้งสองเหตุการณ์ของไทย

นอกจากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองในรัฐสภากับสถาบันกองทัพที่ยังมีอำนาจสูง ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในการชำระสะสางความจริงและความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งผลที่ตามมาหลังการปราบปรามประชาชนทั้งสามเหตุการณ์บอกความจริงนี้ให้แก่เรา

สุดท้าย หนทางข้างหน้าของไทยอาจจะมืดมน ทางออกเฉพาะหน้านอกจากการโบยตีตัวเองต่อหน้าสังคมอนธการ หลายคนอาจจะต้องยอมรับความผิดพลาดของตัวเองในอดีต ทั้งการสนับสนุนการปราบปรามประชาชน หรือการร่วมโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย และเปลี่ยนมายืนบนหลักการที่วีรชนในเดือนพฤษภาคมทั้งสามเหตุการณ์เคยถางทางไว้ก่อนหน้านี้เป็นเวลาหลายปีแล้ว เพื่อที่ว่าเราจะได้ไปให้พ้นจากความผิดพลาดซ้ำๆ ซากๆ แบบที่คนเดือนพฤษภาเผชิญกันได้เสียที

 


ดูเพิ่มเติมที่:

http://www.scmp.com/news/asia/east-asia/article/2094789/south-korean-president-moon-jae-vows-reopen-probe-gwangju?utm_source=facebook.com&utm_medium=referral
Tilly, C. 2003. The politics of collective violence. Cambridge University Press.

 

 

อิทธิพล โคตะมี‘คนเดือนห้า’ กับใบหน้าความรุนแรง

Related Posts

‘ไม่มีเหนือ-ใต้ มีแค่เกาหลี’ เสียงจากชาวโสม เมื่อสันติภาพแห่งคาบสมุทรผลิบาน

หลังการเกิดขึ้นของปฏิญญาปันมุนจอมที่เป็นหมุดหมายสำคัญของสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี เราสอบถามคนที่นั่นโดยใช้คำถามเรียบง่ายว่า "คุณคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร?" และนี่คือคำตอบของพวกเขา

‘พฤษภา 35’ ใครมาบ้างยกมือขึ้น

ประเด็นเรื่อง 'นายกรัฐมนตรีคนนอก ชวนเรากลับไปทบทวนเหตุการณ์ 'พฤษภาทมิฬ' ปี 2535 หากมองภาพถ่ายเป็นประจักษ์พยาน นี่คือการย้อนเวลาไปสำรวจว่า 'บุคคลในภาพ' เหล่านี้คือใคร และผ่านไป 26 ปี ปัจจุบันพวกเขามีหมุดหลักจุดยืนอย่างไร

เกาหลีเหนือขู่ทรัมป์ล้มการเจรจา

ทันทีที่มีข่าวซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้สหรัฐ รัฐบาลเปียงยางจึงส่งสัญญาณว่าพวกเขาอาจล้มเจรจาการประชุมสุดยอด The North Korea–United States Summit เพราะเป็นการขัดต่อคำประกาศปันมุนจอม ที่มีข้อตกลงยุติการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันและกัน