ปฏิรูปยาเพื่อสังคมพึ่งตนเอง

MedicinesystemTalk-1

 

มูลนิธิเภสัชศาสตร์เพื่อสังคม (มภส.) และภาคีเครือข่ายจัดงานมอบรางวัลเภสัชกรดีเด่นเพื่อสังคมเป็นประจำทุกปี สำหรับในปี 2557 นับเป็นปีที่ 6 และเภสัชกรที่ได้รับรางวัล คือ เภสัชกรหญิงอัจฉรา เอกแสงศรี รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม

ภายหลังพิธีมอบรางวัล มีงานเสวนา ‘การปฏิรูประบบผลิตยาเพื่อการพึ่งตนเองของสังคม’ ที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชกรรมร่วมแลกเปลี่ยน ให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงระบบผลิตยาจำเป็นอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

 

 

Utchara-1

ภญ.อัจฉรา เอกแสงศรี

 

+ เภสัชกรดีเด่นเพื่อสังคม 2557

สืบเนื่องจากเป้าหมายและวัตุประสงค์ของมูลนิธิเภสัชกรศาสตร์เพื่อสังคม (มภส.) ที่มุ่ง “ริเริ่ม สรรสร้างเภสัชกรให้มีบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาสุขภาพสังคม การบริหารจัดการระบบยา ระบบสุขภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุภาพ อย่างถึงพร้อมด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพเภสัชกรรม”  จึงมีมติดำเนินการพิจารณาคัดเลือก ‘เภสัชกรดีเด่นเพื่อสังคม’ เพื่อสรรหาเภสัชกรที่ประกอบวิชาชีพเพื่อสังคมอย่างถึงพร้อมด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ เชิดชูเกียรติ รวมทั้งเป็นแบบอย่าง ความภาคภูมิใจและแรงบันดาลใจในการประกอบวิชาชีพตามบทบาทหน้าที่ของเภสัชกรทุกสาขา

เภสัชกรหญิงอัจฉรา เอกแสงศรี เป็นผู้มีความคิดริเริ่ม ทุ่มเททำงานหนักเพื่อการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 30 ปี ในฐานะเภสัชกรที่เติบโตมาจากนักวิทยาศาสตร์ตรี  หัวหน้าแผนกวิเคราะห์วัตถุดิบ หัวหน้าส่วนวิชาการและข้อมูล รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา จนถึงขณะนี้ ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม

ตลอดเวลาที่ผ่านมา อัจฉราได้ทำงานวิจัยและพัฒนายาชื่อสามัญ ทั้งการพัฒนาสูตรตำรับเพื่อทดแทนการใช้ยาต้นแบบ และพัฒนาสูตรตำรับยาให้สามารถใช้ได้โดยสะดวก อาทิ ยาต้านไวรัสเอชไอวี ยาสำหรับผู้ป่วยธาลัสซีเมีย ยาป้องกันสารกัมมันตรังสี ยาสำหรับผู้ป่วยจิตเวช เป็นต้น

ในปี พ.ศ. 2544  ได้ร่วมจัดตั้งศูนย์ข้อมูลสิทธิบัตรยา เนื่องจากพบว่าระบบฐานข้อมูลสิทธิบัตรที่มีอยู่ไม่สามารถตรวจสอบสิทธิบัตรได้ง่าย ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 อัจฉราทำโครงการวิจัยวัคซีน Pandemic Flu Vaccine H1N1 และได้รับอนุมัติให้ใช้เมื่อเกิดการระบาดจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ปี พ.ศ. 2552 ได้จัดตั้งศูนย์ชีวสมมูล (Bioequivalence: BE) เพื่อศึกษาชีวสมมูลของยาที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรมให้เป็นไปตามมาตรฐานการขึ้นทะเบียนของ อย.  ปี พ.ศ. 2553 พัฒนาตำรับยาสูตรผสม Triferdine และ Iodine ชนิดเม็ด ร่วมกับกรมอนามัย ซึ่งเป็นยาเม็ดเสริมไอโอดีน โฟเลต และเหล็ก สำหรับสตรีมีครรภ์

ผลงานบางส่วนข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ภญ.อัจฉรา เอกแสงศรี  สมควรได้รับการยกย่องให้เป็นเภสัชกรดีเด่นเพื่อสังคม ประจำปี พ.ศ. 2557 ของมูลนิธิเภสัชศาสตร์เพื่อสังคม

 

 

กฤษณา ไกรสินธุ์

ศ.ดร.ภญ.กฤษณา ไกรสินธุ์

 

+ Local Production, Long Term Solution

แนวคิดเรื่อง “Local Production is a Long Term Solution.” หรือการผลิตยาได้เองในประเทศจะเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว คือแนวคิดที่ ศ.ดร.ภญ.กฤษณา ไกรสินธุ์ คณบดีคณะการแพทย์แผนตะวันออกและคณบดีกิติคุณ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดประเด็นขึ้นในวงเสวนา ‘การปฏิรูประบบผลิตยาเพื่อการพึ่งตนเองของสังคม’ ซึ่งจะทำให้ตลาดยาไม่ถูกผูกขาดโดยบรรษัทข้ามชาติ และช่วยให้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงยาจำเป็นในราคาเป็นธรรม

ปกติแล้วในอุตสาหกรรมยาต้องมีการวิจัยและพัฒนา  ซึ่งการพัฒนายาแต่ละรายการนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และใช้เวลานานกว่าจะถูกกระจายสู่ตลาด เพราะต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพก่อน  ทำให้ยาที่จดสิทธิบัตรหรือยาต้นแบบ (original drugs) มีระยะเวลาจำหน่ายในท้องตลาดโดยไม่มีคู่แข่งประมาณ 10-15 ปี ส่งผลให้ยามีราคาสูงเพราะมีการผูกขาดในตลาดของบรรษัทข้ามชาติเหล่านี้

เมื่อถึงเวลาที่สิทธิบัตรหมดอายุลง บริษัทผลิตยาชื่อสามัญ (generic drugs) จึงจะสามารถผลิตยาออกมาจำหน่ายได้ สามารถกล่าวได้ว่า ยาชื่อสามัญมีคุณสมบัติเทียบเท่าตัวยาต้นแบบ เนื่องจากมีสูตรทางยา เช่นเดียวกับยาต้นแบบ

ในบางกรณี เป็นยาที่มาจากสายการผลิตเดียวกัน แต่มีชื่อทางการค้าที่แตกต่างกันเท่านั้น  ซึ่งบริษัทผลิตยาชื่อสามัญเหล่านี้จะช่วยลดการผูกขาดในตลาดยาได้ แต่ยาชื่อสามัญจะไม่สามารถขายได้ในประเทศที่มีการประกาศใช้สิทธิบัตร หรือมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา จะมีแต่ยาต้นแบบ ที่ผลิตโดยบรรษัทข้ามชาติเท่านั้น ที่จะขายในประเทศนั้นๆ ได้ ดังนั้นบรรษัทข้ามชาติจึงต้องพยายามรักษายอดขายไว้ให้ได้เมื่อสิทธิบัตรหมดอายุ

ภญ.กฤษณาเล่าถึงประสบการณ์ที่มีโอกาสร่วมทำงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากกฎกระทรวงที่มีการรณรงค์ให้ใช้ยาสมุนไพรมากขึ้น โรงพยาบาลในจังหวัดภาคใต้จึงริเริ่มผลิตยาสมุนไพร แต่ตัวยาดังกล่าวยังไม่ได้มาตรฐาน เธอเห็นว่าเมื่อผลิตแล้วก็ควรจะทำให้ได้มาตรฐาน โดยเริ่มเข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนเพื่อให้การผลิตยาดังกล่าวผ่านมาตรฐาน GMP และต่อมาได้มุ่งเน้นพื้นที่บริเวณสามจังหวัด  ภญ.กฤษณากล่าวว่า

“เมื่อเราเชื่อมโยงกับอาเซียนแล้ว ตรงนี้ เราสามารถเป็นศูนย์กลางที่จะส่งผลิตภัณฑ์ฮาลาลไปยัง มาเลเซีย อินโดนีเซีย ได้”

นอกจากนี้ ยังเข้าไปให้ความรู้แก่ชาวบ้านในการปลูกพืชสมุนไพร ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยา เพื่อให้ชาวบ้านนำวัตถุดิบมาแปรรูปยังโรงงานแปรรูปสมุนไพร  ทั้งยังมีการสร้างศูนย์เรียนรู้ครบวงจร ที่มีการวิจัยและพัฒนาคุณภาพสมุนไพรอย่างต่อเนื่อง เมื่อผ่านการแปรรูปวัตถุดิบเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีผู้ประกอบการเข้ามารับซื้อไปจำหน่ายปลีก โดยมีทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย ซึ่งทำให้โรงงานสามารถรักษาสภาพคล่องทางการเงินไว้ได้และยังเป็นฐานการผลิตที่ยั่งยืนของชุมชนในระยะยาว

 

Kannikar-2

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล

 

+ คิวบา: ปฏิรูประบบยาเพื่อการพึ่งตนเอง

ข้ามซีกโลกไปดูกระบวนการปฏิรูประบบการผลิตยาในคิวบา หนึ่งในประเทศสังคมนิยมที่ถูกสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรทางเศรฐกิจตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960  กรรณิการ์ กิจติเวชกุล นักวิจัยจากแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) ให้ข้อมูลว่า การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจดังกล่าวส่งผลให้คิวบาไม่สามารถนำเข้าเทคโนโลยีทุกอย่างจากภายนอก ทำให้ในขั้นแรกคิวบาต้องหาทางพึ่งตัวเอง ปัจจุบันคิวบาเป็นประเทศที่ปลูกผักออร์แกนิคเกือบทั้งหมด เนื่องจากไม่มีการนำเข้าสารเคมีเข้ามาในประเทศ

การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจยังครอบคลุมไปถึงการที่สหรัฐอเมริกาไม่ยอมขายยาและเครื่องมือการแพทย์ให้แก่คิวบา แต่กลับกลายเป็นว่าคิวบาสามารถผลิตยาชื่อสามัญได้เป็นจำนวนมาก และยาบางตัวมีสิทธิบัตรในประเทศที่พัฒนาแล้วอีกด้วย

เมื่อถูกคว่ำบาตร แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ในประเทศต่างทยอยหนีออกนอกประเทศเกือบทั้งหมด ทำให้คิวบานำเงินที่เหลือมาใช้ในการสร้างบุคลากรทางการแพทย์และทุ่มกับการวิจัยพัฒนาระบบ  โดยอาศัยสถานทูตเป็นสถานที่ในการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) การวิจัยและพัฒนามีโจทย์สำคัญในการทำงานในการตอบโจทย์ว่า “ปัญหาสาธารณสุขคืออะไร?” ซึ่งในช่วงแรกจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาโรคติดต่อ แล้วจึงเริ่มติดตามปัญหาโรคไม่ติดต่อ ทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมา คิวบาสามารถเป็นประเทศที่ยืนอยู่ได้ด้วยการพึ่งตัวเอง

“คิวบาถูกตราหน้าว่าเป็นประเทศยากจน แต่คิวบาก็เป็นประทศที่พึ่งตัวเองได้ สิ่งเหล่านี้บอกเราอยู่เสมอว่า ถ้าสมมุติว่าเราเห็นในเรื่องความสัมพันธ์เรื่องนี้อย่างจริงจังสักที มันน่าจะเห็นทางรอดของประเทศได้” กรรณิการ์กล่าว

 

Niyada-2

ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี

 

+ บทบาท อย. และอุปสรรคในการผลิตยาจำเป็น

เมื่อกล่าวถึงการปฏิรูประบบผลิตยาเพื่อการพึ่งตนเองของสังคม ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) ชี้ให้เห็นถึงระบบการผลิตยา ที่ต้องมีการคัดเลือกก่อนและผ่านกระบวนการจัดหา การกระจายยาและการนำไปใช้

แต่ก่อนจะมีการผลิตก็ต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกว่าจะผลิตอะไร ซึ่งต้องมีการพัฒนาที่ดีเพื่อจะต่อยอดว่าเราสามารถผลิตยาเหล่านั้นได้จริง และเมื่อผลิตแล้วต้องทำอย่างไรถึงจะมีการกระจายยาเพื่อนำไปสู่การใช้ยาได้ นิยดาชี้ให้เห็นถึงการผลิตที่มีส่วนต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเริ่มต้นที่บทบาทและหน้าที่ของ อย.

“การขึ้นทะเบียนยา ควรมุ่งเป้าไปที่การผลิตยาเพื่อให้ประเทศมีความมั่นคง ซึ่งยาจำเป็น หรือยาชื่อสามัญ คือยาที่ควรจะคำนึงถึงเป็นอันดับแรก” นิยดากล่าว

จากนั้นจึงนำไปสู่คำถามว่า ทำอย่างไรให้การขึ้นทะเบียนยาไปสู่การผลิตยาที่ดีได้โดยไม่ต้องเสียเวลามากกับการผลิตยาที่ไม่จำเป็น เพราะปัจจุบันยาที่ไม่เหมาะสมหรือไม่จำเป็นก็มีจำนวนมาก ควรจะมีนโยบายสนับสนุนแก่หน่วยงานที่ผลิตยาจำเป็นให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ซึ่งประเทศไทยแทบไม่มีนโยบายสนับสนุนเรื่องเหล่านี้เลย ทั้งนี้ การทำงานของ อย. ควรเอื้อต่อการขึ้นทะเบียนยาเหล่านี้ให้มากขึ้น

นิยดายังแสดงความกังวลถึงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เพราะการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนไม่น้อยมักเป็นอุปสรรคต่อการผลิตยาจำเป็นในประเทศ นิยดากล่าวว่า

“อยากให้เข้มงวดเรื่องเหล่านี้ เพื่อให้ยาชื่อสามัญของเราสามารถผลิตออกมาได้เร็วขึ้นและเหมาะสมกับเวลามากขึ้นด้วย” นิยดาทิ้งท้าย

 

ปัจจุบัน เภสัชกรและผู้เชี่ยวชาญในแวดวงเภสัชกรรมล้วนให้การยอมรับว่าเทคโนโลยีการผลิตยาของประเทศไทยอยู่ในระดับพึ่งตนเองได้แล้วส่วนหนึ่ง รศ.ดร.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า “เทคโนโลยีการผลิตยาของประเทศไทยอยู่ในสถานะที่เราพึ่งตนเองได้ระดับที่ดีทีเดียว” และยังมีขีดความสามารถที่จะพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้แน่นอน

การปฏิรูประบบผลิตยาเพื่อการพึ่งตนเองของสังคมของสังคมไทยไม่ได้เป็นเพียงเรื่องขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ผูกโยงหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน การจะแก้ปัญหาแค่ภาคส่วนใดส่วนหนึ่งคงไม่สามารถทำให้การปฏิรูปดังกล่าวสำเร็จลงได้ด้วยดี

 

 

logo

อภิรดา มีเดชปฏิรูปยาเพื่อสังคมพึ่งตนเอง

Related Posts

ข้อเท็จจริง ‘พาราควอต’ สารพิษที่ไม่มียาถอนพิษ

52 ประเทศทั่วโลก ทั้งในยุโรปและเอเชีย ประกาศแบน 'พาราควอต' อย่างเป็นทางการ และอีก 17 ประเทศ มีการจำกัดการใช้อย่างเข้มงวด แต่ประเทศไทยยังเฉย

เมื่อ ม.44 ปล่อยผีสิทธิบัตรยา

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อรัฐบาลคสช. เตรียมใช้มาตรา 44 ปล่อยผีสิทธิบัตร 12,000 ฉบับ ซึ่งกว่า 3,000 ฉบับเป็นสิทธิบัตรเกี่ยวกับยา และ 84 เปอร์เซ็นต์ เป็นคำขอสิทธิบัตรแบบไม่มีวันสิ้นสุด (evergreening patent)

ทั้งช่อดอกและก้านใบ

ลองลากเส้นตรงบนกระดาษ กำหนดให้ปลายเส้นทั้งสองฝั่งคือ ‘ผู้ปลูก’ และ ‘ผู้ใช้’ เราจะพบช่องว่างระหว่างจุดเริ่มกับจุดจบของเส้นตรงเส้นนี้ และนี่คือเส้นทางที่กัญชาเดินทางจากไร่สู่ผู้ใช้ แต่กว่ากัญชาจะเดินทางมาถึงผู้ใช้ ไม่ว่าจะใช้ทางการแพทย์ (medical use) หรือใช้เพื่อสันทนาการ (recreational use) พื้นที่ว่างระหว่างจุดปลายเส้นตรงทั้งสองจุดนี้ – ไม่สว่าง