ฤาถึงยุคล่มสลายของระบบสุขภาพในเมียนมาอีกคำรบ: เมื่อกองทัพยึดอำนาจไวรัสและวัคซีน

In a veiled warning: ไวรัส, วัคซีน, ระบบสุขภาพภายใต้รัฐประหารเมียนมา

พวกเขาหายใจไม่ออก มีไข้สูง แต่เราไม่มีออกซิเจนเสริมที่จะช่วยพยุงให้พวกเขามีชีวิตอยู่ได้ เราไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ ไฟฟ้า หมอ และรถพยาบาลเพียงพอ เรามีแต่ยาพาราเซตามอล…

คำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาลในรัฐชิน ใกล้ชายแดนเมียนมา-อินเดีย สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาต้องเผชิญความเสี่ยงจากภัยคุกคามระบบสุขภาพที่ดูเหมือนว่าใกล้จะล่มสลาย นับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 

ทำไมถึงบอกว่าระบบสาธารณสุขเมียนมาจวนเจียนล่มสลาย (อีกครั้งหนึ่ง)

หลังรัฐประหาร รายงานสถานการณ์ COVID-19 ของเมียนมาก็พิกลพิการตามไปด้วย อย่างเช่น การระบุว่าพบผู้ติดเชื้อเพียงแค่ 4 ราย เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 420 รายต่อวัน ในสัปดาห์สุดท้ายก่อนรัฐประหาร ในขณะที่เฟซบุ๊คของศูนย์บริหาร COVID-19 ของเมียนมา หรือกระทรวงสาธารณสุขและการกีฬา ที่เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่รายงาน COVID-19 ก็หยุดชะงักไปด้วย กอปรกับการก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 กองทัพได้จำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและค่อยๆ ยกระดับเพิ่มการปราบปรามการประท้วงอย่างรุนแรง จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วหลายร้อยคน

มิหนำซ้ำ บริการในโรงพยาบาลของรัฐก็พังทลายลง หลังจากแพทย์และพยาบาลจำนวนมากเข้าร่วมการประท้วงในขบวนการอารยะขัดขืน (Civil Disobedience Movement: CDM) และเป็นแนวหน้าของการต่อต้านการปกครองของทหาร นายแพทย์สเตฟาน พอล จอสต์ (Stephan Paul Jost) ตัวแทนองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวยืนยันว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจำนวนเป็นร้อยๆ คนถูกจับกุม และนั่นยังไม่นับรวมถึงแพทย์และพยาบาลอีกหลายร้อยคนที่ถูกตั้งข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ

อย่าว่าแต่ในสถานการณ์ไม่ปกติเลย แม้แต่ในสถานการณ์ปกติ ก็ยังพบว่าเมียนมาประสบกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน

นีฟ กอร์ดอน (Neve Gordon) และ เพนนี กรีน (Penny Green) จาก International State Crime Initiative ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลบางประเทศใช้ประโยชน์จากวิกฤติ COVID-19 เพื่อนำเสนอนโยบายต่างๆ ของพวกเขา เช่น การเฝ้าระวังที่เข้มงวดขึ้น การใช้มาตรการการรักษาความปลอดภัยฉุกเฉินที่บ่อนทำลายหลักการประชาธิปไตย และละเมิดสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของพลเมือง รวมถึงผู้ย้ายถิ่นด้วย

กรณีของเมียนมา เมื่อกองทัพตัดสินใจทำรัฐประหาร กองทัพก็ฉวยใช้ COVID-19 เพื่อสร้างความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญให้กับอำนาจของตนเช่นกัน เห็นได้จาก วิน มยิ่น อดีตประธานาธิบดี ที่ถูกจับกุมในช่วงรุ่งสางของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 ด้วยข้อกล่าวหาว่าละเมิดกฎ COVID-19 ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2020 บรรดาสื่อของรัฐในช่วงหลังการรัฐประหาร รวมถึงในประกาศฉบับที่ 1 ของ นายพลมินอ่องหล่าย ยังคงกล่าวถึงการระบาดของ COVID-19 ตามปกติ และให้คำมั่นสัญญาว่า การป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปัจจุบันจะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วยแรงผลักดันของกองทัพ

ใช่ นั่นคือคำมั่นสัญญา ซึ่งเป็นถ้อยแถลงหรือคำเตือนที่เปิดเผยไม่ได้ (a veiled warning) 

เรามีเพียงยาพาราเซตามอลที่เพียงพอ… เสียงสะท้อนจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่กล่าวขึ้นแล้วในตอนต้นของข้อเขียนนี้ และย้ำตรงบรรทัดนี้ อีกคำรบหนึ่ง

และนี่ก็มิใช่ครั้งแรกที่เป็นคำเตือนที่เปิดเผยไม่ได้ 

ในปี 2000 หลายปีต่อมาหลังจากที่นายพลตันฉเหว่ ทำรัฐประหารนายพลซอหม่อง เมื่อปี 1992 และขึ้นดำรงตำแหน่งประธานสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (State Peace and Development Council: SPDC) ตอนนั้น องค์การอนามัยโลกได้จัดอันดับระบบสุขภาพของเมียนมาให้เป็นระบบที่เลวร้ายที่สุด อีกทั้งข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของเมียนมาอยู่ที่ประมาณ 1.87 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ในปี 2010 ซึ่งเป็นปีรุ่งอรุณแห่งการปฏิรูปประชาธิปไตยในเมียนมา

ทศวรรษถัดมา มีนาคม 2020 เมียนมารายงานว่า มีเตียงผู้ป่วยหนักคิดเป็นสัดส่วน 0.71 เตียง และเครื่องช่วยหายใจ 0.46 เครื่องต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะรับมือกับการระบาดในระดับปานกลางตามข้อมูลของธนาคารโลก และ WHO ในขณะที่หน่วยดูแลสุขภาพขนาดเล็กของเมียนมามีแพทย์เพียง 6.7 คนต่อประชาชน 10,000 คน ในปี 2018 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 15.6 คน ในปี 2017 อย่างมีนัยสำคัญ

ชารอน เบลล์ (Sharon Bell) นักวิจัยที่ศึกษาระบบสุขภาพในเมียนมากล่าวว่า เธอไม่คิดว่าทหารจะมีความสามารถในการควบคุมการระบาดหรือดำเนินโครงการฉีดวัคซีนที่เพียงพอ เพราะจากประสบการณ์ในทศวรรษก่อนหน้านี้ฟ้องว่า รัฐบาลจะไม่ดูแลคนไข้ของเรา!

แพทย์เก่งๆ หลายคน ได้จัดตั้งคลินิกใต้ดินเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย มีรายงานข่าวว่า เมื่ออาสาสมัครสภากาชาดของเมียนมาจัดตั้งคลินิก 3 แห่ง ในเมืองย่างกุ้ง พวกเขามีคนไข้แอดมิทอย่างล้นหลามในเวลาอันรวดเร็ว 

วัคซีนในเมียนมามาจากไหน ป้องกันไวรัสให้ใคร

ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2021 เป็นเวลาที่วัคซีน COVID-19 เพิ่งเริ่มเข้าถึงประชาชนทั่วไป และในเวลาเดียวกันนี้เอง กองกำลังทหารและตำรวจในเมียนมาก็เข้าควบคุมประเทศ รวมทั้งโรงพยาบาลของรัฐ และก่อการรัฐประหารขึ้น ทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากรัฐบาลของอองซานซูจีเปิดตัวแคมเปญฉีดวัคซีนโควิชีลด์ (Covishield) ชุดแรกจำนวน 1.5 ล้านโดส วัคซีนโควิชีลด์เป็นสูตรที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัท แอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ร่วมกับมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด และผลิตโดยสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย (Serum Institute of India) 

ก่อนเหตุการณ์ยึดอำนาจ เกิดความตึงเครียดอย่างหนักระหว่างรัฐบาลอองซานซูจีกับกองทัพเมียนมา เรื่องการขอให้เลื่อนการเปิดประชุมสภาสมัยใหม่ออกไปก่อน เนื่องจากข้อกังขามากมายเกี่ยวกับเรื่องผลเลือกตั้งในท่ามกลางการระบาดอย่างหนักของ COVID-19 ระลอกที่ 2 รัฐบาลของอองซานซูจีปฏิเสธข้อเสนอของกองทัพ โดยอองซานซูจีได้เร่งจัดหาวัคซีนป้องกัน COVID-19 ด้วยการสั่งซื้อจากอินเดีย 30 ล้านโดส และรัฐบาลอินเดียจัดส่งวัคซีนโควิชีลด์มอบเป็นของขวัญอภินันทนาการให้รัฐบาลเมียนมา 1.5 ล้านโดส เพื่อฉีดให้แก่กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ แพทย์ พยาบาล และกลุ่มนักการเมือง 

เหตุที่อองซานซูจี วางโปรแกรมฉีดวัคซีนป้องกันโควิดให้กลุ่ม ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง และแต่งตั้ง เพื่อแสดงความพร้อมด้านการป้องกัน COVID-19 ก่อนเปิดประชุมสภา วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 เช่นเดียวกับเมื่อปีที่แล้วที่เมียนมาเข้าสู่การระบาดระลอกแรก เธอก็ลงทุนเปิดใช้งานบัญชีเฟซบุ๊คและกระโดดลงมาคุยเรื่อง COVID-19 กับประชาชนแบบอัพเดทเป็นรายวัน

29 มกราคม 2021 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 289 คน จากทุกพรรค เข้ารับการฉีดวัคซีน COVID-19 เข็มแรก

30 มกราคม 2021 มีการฉีดวัคซีนให้แก่สมาชิกสภาชนชาติ และสมาชิกรัฐสภาในโควตา 25 เปอร์เซ็นต์ของกองทัพเมียนมา

หลังการรัฐประหาร อินเดียทยอยส่งมอบวัคซีนล็อตที่รัฐบาลอองซานซูจีสั่งซื้อ รายงานของกระทรวงสาธารณสุขและการกีฬา เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2021 ระบุว่า อินเดียส่งวัคซีนให้เมียนมาแล้ว 2 ล้านโดส จากยอดซื้อรวมทั้งสิ้น 30 ล้านโดส คงเหลือวัคซีนที่อินเดียต้องทยอยส่งมอบให้อีกจำนวน 28 ล้านโดส และเมื่อรวมกับล็อตแรกที่เป็นการให้ฟรี 1.5 ล้านโดส เมียนมาได้รับวัคซีนจากอินเดียแล้ว รวมทั้งสิ้น 3.5 ล้านโดส และมีข้อมูลว่า ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม ถึง 21 เมษายน เมียนมาได้ฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนทั่วประเทศไปแล้ว 1.88 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ได้รับการฉีดเข็มแรก 1.54 ล้านคน และมีผู้ที่ได้ฉีดเข็มที่ 2 แล้ว 340,000 คน คงเหลือวัคซีนในสต็อคของกระทรวงสาธารณสุขและการกีฬาอีก 1.62 ล้านโดส ซึ่งจะทยอยฉีดเข็มที่ 2 ให้แก่ผู้ที่ได้รับการฉีดเข็มแรกไปแล้ว ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2021 เป็นต้นไป 

ต้นเดือนพฤษภาคม จีนทยอยส่งมอบวัคซีน Sinopharm มาสมทบให้เมียนมาอีกจำนวน 500,000 โดส ซึ่งเป็นความช่วยเหลือแบบให้เปล่า เช่นเดียวกับที่ให้แก่ประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง คือ ลาว และกัมพูชา

กระทรวงสาธารณสุขของเมียนมาประกาศแจ้งให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีน เช่นเดียวกับที่สื่อของกองทัพเมียนมาพยายามตีพิมพ์เผยแพร่รูปของพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียง เจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่รัฐ เข้ารับการฉีดวัคซีน COVID-19 

แม้ว่าโรงพยาบาลทหารจะเปิดให้บริการแก่ประชาชน แต่หลายคนก็กลัวพวกเขา หรือปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามมาตรการ ซึ่งรวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส 

แพทย์ในย่างกุ้งที่ไม่สะดวกที่จะเปิดเผยตัวตนด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย กล่าวว่า ประชาชนไม่ยอมรับวัคซีนที่รัฐบาลทหารเมียนมาจัดหาให้ เนื่องจากขวดที่เก็บไว้นานเกินไปอาจทำให้วัคซีนสูญเสียประสิทธิภาพ ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขเมียนมาออกมาแก้ข่าวว่า กระบวนการจัดเก็บและบำรุงรักษาวัคซีนมากกว่า 1 ล้านโดส เป็นไปตามมาตรฐาน และยังมีโปรแกรมที่จะฉีดวัดซีนให้ประชาชนต่อไป 

นายพลมินอ่องหล่าย ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ (State Administration Council: SAC) กล่าวในช่วงปีใหม่เมียนมา เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2021 ว่า มีการใช้มาตรการอย่างต่อเนื่องในการป้องกันและรักษาโรค COVID-19 สำหรับประชาชนในชาติ และโปรแกรมการฉีดวัคซีนให้ผู้คนกว่า 15 ล้านคน จะใช้วัคซีนจากอินเดีย จีน และรัสเซีย

มีรายงานว่า ผู้ป่วยที่มีผลตรวจ COVID-19 เป็นบวกจะถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลทหารเพื่อรับการรักษา แต่หลายคนยังคงไม่มั่นใจและไม่กล้าที่จะไป แต่ครั้นจะไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนอย่างดีในเมืองย่างกุ้ง ซึ่งสามารถดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดบวมได้เช่นกัน แต่ก็รองรับผู้ป่วยได้เพียงจำนวนจำกัด และอาจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว เพราะค่ารักษาพยาบาลสูงลิ่วถึงขนาดว่าสามารถซื้อรถขับได้เลย

ขิ่น ขิ่น จี (Khin Khin Gyi) โฆษกศูนย์บริหาร COVID-19 กระทรวงสาธารณสุขของเมียนมา ออกมาเตือนเมื่อเดือนที่แล้วว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการระบาดหนักระลอกที่ 3 และยอมรับว่าในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2021 ตัวเลขการติดเชื้อเริ่มดีดพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง โดยตรวจพบว่าในวันที่ 27 พฤษภาคม 2021 เพียงวันเดียวเท่านั้นอัตราการติดเชื้อคิดเป็นร้อยละ 5.37 ซึ่งก่อนหน้านี้รายงานตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุขหยุดนิ่งทรงตัวมาตลอดเดือนเมษายนที่ผ่านมา สอดคล้องกับจำนวนผู้เข้ารับการตรวจหาเชื้อก็มีจำนวนลดลงเป็นอย่างมาก 

อย่างไรก็ตาม เป็นความจริงที่ว่ากองทัพเมียนมามีคณะแพทย์ และสถานพยาบาลของตนเองทั่วประเทศ คำถามคือ แล้วจะสามารถรับมือกับการระบาดได้มากน้อยเพียงใด อย่างที่ ชารอน เบลล์ ตอบไปแล้วในข้อเขียนนี้ว่า ประสบการณ์ในทศวรรษก่อนหน้านี้ชี้ว่ายังไม่สามารถทำได้ 

เมื่อปีที่แล้ว เมียนมามีผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดมากกว่า 3,000 คน และ UN เคยออกมาเตือนว่าเมียนมามีความเสี่ยงเป็นพิเศษ เนื่องจากระบบสาธารณสุขที่ยังไม่เข้มแข็ง

21 พฤษภาคม 2021 ทีมแพทย์ในเมืองย่างกุ้งเตือนว่า ประเทศจะไม่สามารถรับมือกับการระบาดครั้งใหญ่ของ COVID-19 ได้ ขนาดในการระบาดระลอกที่ 2 ก็ยังฟ้องว่ารัฐบาลยังคงขาดแคลนทรัพยากรทุกอย่างมาแล้ว

“เป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่งที่การทดสอบ การรักษา และการฉีดวัคซีน COVID-19 ในเมียนมามีอย่างจำกัด ประชาชนมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเจอกับการแพร่กระจายของเชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่อันตรายกว่า” หลุยส์ สเฟร์-ยูนิส (Luis Sfeir-Younis) ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการด้าน COVID-19 ของเมียนมา จาก The International Federation of Red Cross and Red Crescent Societied กล่าว

หากระบบสุขภาพของเมียนมาที่มีแนวโน้มว่าจะย้อนหลังไปเป็นเหมือนเมื่อทศวรรษ 2000 แน่นอนว่า มันกำลังสร้างความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในท่ามกลางคลื่นของการติดเชื้อทั้งสายพันธุ์เก่า-ใหม่ ที่แพร่กระจายไปทั่วภูมิภาค — อินเดีย ไทย และเพื่อนบ้านอื่นๆ 

แล้วขอบเขตที่แท้จริงของ COVID-19 ในปัจจุบันเป็นอย่างไร 

ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า จนถึงปัจจุบันประเทศเมียนมามีผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่ยืนยันแล้วมากกว่า 143,000 ราย และเสียชีวิตแล้วกว่า 3,000 ราย แต่เป็นไม่ได้ที่จะทราบข้อมูลการติดเชื้อที่แท้จริงหลังเดือนกุมภาพันธ์ 2021 เนื่องจากการทดสอบลดลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่พวกเขาเคยทำได้ก่อนหน้านี้ 

บางทีเหตุผลที่น่าสนใจที่สุดที่คนส่วนใหญ่ไม่สบายใจในการเข้ารับการฉีดวัคซีนก็คือ ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ภัยคุกคามของไวรัสถูกบดบังด้วยการคุกคามของกองกำลังทหาร ที่กล่าวอย่างนี้เพราะมีรายงานข่าวเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2021 ว่าทหารยิงสังหารผู้หญิงที่เพิ่งได้รับการฉีดวัคซีนมาหมาดๆ ในขณะที่เธอนั่งอยู่ในรถที่จอดอยู่หน้าโรงพยาบาลมัณฑะเลย์ 

เมื่อเทียบกับความโหดร้ายดังกล่าวที่กลับกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันภายใต้การปกครองปัจจุบัน ไวรัสและวัคซีนดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับหลายๆ คน สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การเอาชีวิตให้รอดในชีวิตประจำวันภายใต้รัฐประหาร และการถอนเงินออกจากธนาคารและตู้เอทีเอ็ม

Author

วทัญญู ฟักทอง
มีชื่อพม่าว่า Htay Win เป็น 1ในทีม Content Specialist แผนกภาษาพม่า ของสื่อสังคมออนไลน์ Top Ten ของโลก

ณัฎฐณิชา นาสมรูป
นักศึกษากราฟิกดีไซน์ ผู้สนใจในเรื่องเพลง การเมือง และประเด็นทางสังคม เป็นคนพูดไม่เก่งแต่มีเรื่องราวมา Deep conversation กับเพื่อนเสมอ เมื่อก่อนชอบอ่านหนังสือมาก แต่ตอนนี้ชอบนอนมากกว่า

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตาม นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึกการตั้งค่า
Send this to a friend