ขอความร่วมมือทุกท่าน ลบคำว่า ‘Climate Change’ ออกไปนะครับ

ภาพประกอบ: Shhhh

 

กลายเป็นกระแสร้อนล่าสุดในโลกเฟซบุ๊ค เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานแห่งสหรัฐอเมริกาส่งอีเมล ‘ขอความร่วมมือ’ จาก เจนนิเฟอร์ โบเวน (Jennifer Bowen) ผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะชีววิทยา มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ (University of Massachusetts) ให้ลบคำว่า ‘climate change’ และ ‘global warming’ ออกจากแผนวิจัยที่เธอได้จัดทำร่วมกับกระทรวงดังกล่าวทิ้ง

แน่นอนว่าเธอไม่ยอม พร้อมทั้งแคปภาพอีเมลดังกล่าวโพสต์ลงเฟซบุ๊คส่วนตัว ท่ามกลางเสียงคอมเมนต์ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ไม่เห็นด้วยกับท่าทีของรัฐบาล และยังคงไร้วี่แววของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานต่อสถานการณ์นี้

ตั้งแต่สหรัฐถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทางภาครัฐ ออกมา ‘ขอความร่วมมือ’ จากเหล่านักวิทยาศาสตร์และนักสิ่งแวดล้อม ซ้ำร้ายกว่านั้นเหล่าข้าราชการต่างก็โดนกันเรียบร้อยแล้ว

เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เหล่านักวิทยาศาสตร์ที่สังกัดอยู่ใน 13 หน่วยงานของรัฐ ได้ออกมาเปิดเผยรายงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยตนเอง เนื่องจากหวาดกลัวว่า หากปล่อยให้ภาครัฐเผยแพร่ถ้อยคำหรือเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นนี้ ข้อความสำคัญที่พวกเขาต้องการสื่ออาจถูกเซ็นเซอร์และลบเลือนหายไป

สอดคล้องกับรายงานของ The Guardian ที่เปิดเผยมหากาพย์อีเมลโต้ตอบระหว่างข้าราชการในกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture: USDA) ด้วยกันเอง เมื่อทางเบื้องบนมีคำสั่งให้ข้าราชการและนักวิทยาศาสตร์ในสังกัด หลีกเลี่ยงการใช้คำว่า ‘climate change’ ให้เปลี่ยนเป็น ‘weather extremes’ แทน

นี่คือลิสต์คำที่เหล่าข้าราชการในกระทรวงเกษตรสหรัฐ ต้องหลีกเลี่ยงและห้ามใช้ในงานเอกสารใดๆ ก็ตาม

  • climate change (การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ) → weather extremes (สภาพอากาศรุนแรง)

  • climate change adaptation (การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) → resilience to weather extremes/intense weather events: drought, heavy rain (ความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศรุนแรง/สภาพอากาศมีความเข้มข้นสูง เช่น แห้งแล้งอย่างหนัก ฝนตกอย่างหนัก)

  • reduce greenhouse gases (การลดก๊าซเรือนกระจก) → build soil organic matter, increase nutrient use efficiency (ผลิตอินทรีย์วัตถุในดินหรือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ธาตุอาหารมากขึ้น)

  • sequester carbon (การกักเก็บคาร์บอน) → build soil organic matter (ผลิตอินทรีย์วัตถุในดิน)

ปรากฏการณ์ดังกล่าว แน่นอนว่า สร้างความกังวลและไม่พอใจให้เหล่านักวิทยาศาสตร์และนักสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง เนื่องจากพวกเขามองว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังเข้ามาแทรกแซงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้เป็นไปตามวาระทางการเมืองของตัวเอง กล่าวคือ เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า ตัวท่านประธานาธิบดีสหรัฐผู้นี้ไม่เชื่อในหลักการทางวิทยาศาสตร์ (หลักฐานชัดๆ คือไม่กี่วันก่อน ทรัมป์ออกมายืนทำตาหยีมองปรากฏการณ์สุริยุปราคาด้วยตาเปล่า) ไม่เชื่อว่าโลกกำลังประสบปัญหากับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ภาวะเรือนกระจกหรือภาวะโลกร้อนที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ แต่เชื่อว่า ชุดคำเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำลายอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของสหรัฐ

เพราะเช่นนี้เอง โดนัลด์ ทรัมป์ จึงประกาศให้สหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ว่าด้วยการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยให้เหตุผลสั้นๆ ว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะสร้างภาระและเป็นอุปสรรคให้กับเศรษฐกิจของสหรัฐ นำมาสู่เสียงก่นด่าและเสียงประณามจากประชาคมโลก


อ้างอิงข้อมูลจาก: observer.com
theguardian.com
nytimes.com

ชลิตา สุนันทาภรณ์

กองบรรณาธิการรุ่นใหม่ไฟแรงแห่งสำนัก WAY เธอมีความสนใจกว้างขวางหลากหลาย แต่ที่ทำให้หัวใจเต้นแรงเป็นพิเศษ คือด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รายงานข่าวต่างประเทศจากปลายนิ้วจรดคีย์บอร์ดของเธอจึงแม่นยำและเฉียบคมยิ่ง

ชลิตา สุนันทาภรณ์ขอความร่วมมือทุกท่าน ลบคำว่า ‘Climate Change’ ออกไปนะครับ

Related Posts

หายนะสิ่งแวดล้อมโลกในอุ้งมือ โดนัลด์ ทรัมป์

ท่าทีอันแข็งกร้าวของผู้นำสหรัฐ-โดนัลด์ ทรัมป์ สั่นสะเทือนคนทั้งโลก เขาไม่เชื่อว่าโลกร้อน ปฏิเสธหลักวิทยาศาสตร์ กระทั่งเตรียมถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ยิ่งกว่านั้นเขาพร้อมจะผลักดันอุตสาหกรรมถ่านหินให้กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง

What We Need to Know: ตู่กับทรัมป์ คุยอะไรกันหรอ

WAY หยิบบทหารือฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษจากหน้าเว็บไซต์ White House มาคลี่ดูซิว่า ตู่-ทรัมป์ ผู้นำของทั้งสองประเทศเขาคุยอะไรกันเมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา

เทรนด์ใหม่มาแรง คุณพ่อมือใหม่วัย 50s

กลายเป็นกระแสล่ามาแรงอย่างไม่ได้ตั้งใจ เมื่อจำนวนคุณพ่อมือใหม่ช่วงอายุตั้งแต่ 40-50 ปีขึ้นไปกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื่อยๆ ซึ่งมาพร้อมกับความหนักอกหนักใจโดยเฉพาะด้านสุขภาพและสังคม แต่ใช่ว่าจะแค่เป็นข้อกังวลใจอย่างเดียว เพราะคุณพ่อเหล่านี้อยู่ในวัยที่พร้อมจะสั่งสอนลูกๆ ถึงประสบการณ์ชีวิตได้มากกว่าช่วงวัยก่อนหน้านี้