World War I: รักระหว่างรบ

 

ถึงเวลาแล้วที่ชาติต้องปฏิบัติกับเราเหมือนที่เราปฏิบัติกับชาติ

คือ ท่อนหนึ่งจากจดหมายของทหารผู้กล้าชาวเยอรมันที่เขียนให้กับชายผู้เป็นที่รักก่อนสิ้นใจ โดยไม่รู้เลยว่าจดหมายฉบับนี้ส่งไปไม่ถึงชื่อที่จ่าหน้าซองเอาไว้

เราขอเรียกทหารนิรนามผู้นี้ว่า เอส.

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ว่าจะฝั่งไหน ประเทศใด การเกณฑ์ทหารเพื่อเข้าร่วมรบต่างก็มีลักษณะคล้ายกัน คือ ชายทุกคนมีหน้าที่รับราชการทหาร นั่นหมายความว่า หากมองแค่เรื่องเพศสภาพภายนอก ชายชาว LGBT ทุกคนต้องออกไปรับใช้ชาติ

แน่นอนว่า พวกเขาต่างยินดีสละชีพเพื่อปกป้องชาติที่ตนรัก ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนเข้ามาย่ำยีความเป็นชาติของพวกเขา แต่เมื่อสงครามสิ้นสุดในปี 1918 ทหารหลายคนไม่ได้กลับบ้านเกิด และอีกหลายคนแม้จะรอดชีวิตกลับมาได้ แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับกลับไม่ใช่เกียรติยศ

โดยเฉพาะที่เยอรมนี ทหารชาว LGBT ล้วนต้องปกปิดความจริงในใจ เพราะหากความลับเรื่อง ‘รักร่วมเพศ’ ถูกแพร่งพรายออกไป แม้แต่สิทธิความเป็นมนุษย์ พวกเขาก็ยังไม่ได้รับ

นี่เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ถูกทับทิ้งไว้จนหลายคนอาจหลงลืม หรือไม่เคยรู้เลยว่า ขบวนการเรียกร้องสิทธิเกย์และ LGBT ที่มีอยู่ในปัจจุบันมีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์นี้ และมาจากเหล่าชายชาติทหาร

German soldier lighting his cigarette with a flamethrower, 1917

The Forgotten Origin

ย้อนกลับไปก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เยอรมนีมีกฎหมายชัดเจนว่า การร่วมเพศระหว่างชายและชาย ถือเป็นอาชญากรรม หรือที่รู้จักกันว่า ‘sodomy law’

ประกอบกับบริบทสังคมที่ยังคงยึดติดเพียงสองเพศ ได้แก่ ชายและหญิง และแบ่งแยกชัดเจนว่าอาชีพไหนเป็นของเพศใด โดยเฉพาะทหารผู้รับใช้ชาติ ที่มักถูกมองและตัดสินเรียบร้อยแล้วว่า ชายทุกคนต้องเป็นชายชาตรี ความรักระหว่างชายและชาย จึงเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์

แต่เรื่องของความรัก ห้ามกันได้ด้วยเหรอ…

การถูกตราหน้าว่าเป็นพวกโฮโมเซ็กชวลในเยอรมนี จึงไม่ต่างอะไรกับนักโทษชั้นเลว พวกเขาถูกสังคมประณาม ขับไล่ออกจากหมู่บ้าน เสี่ยงที่จะโดนทำร้าย บางครั้งถึงขั้นต้องฆ่าให้ตาย

“เราสูญเสียชีวิตที่เคยสดใสในดินแดนมาตุภูมิของเราเอง” คืออีกประโยคที่มาจากจดหมายฉบับเดิมของเอส.

เรื่องราวในจดหมายของเอส. เป็นหนึ่งในอีกหลายร้อยฉบับที่ Scientific Humanitarian Committee ซึ่งเป็นองค์กรเรียกร้องสิทธิ LGBT แห่งแรกของโลก ได้หยิบมาตีพิมพ์เมื่อเดือนเมษายนปี 1916 (แม้สงครามจะยังไม่สิ้นสุดก็ตาม) โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อ 15 พฤษภาคม ปี 1867 ในกรุงเบอร์ลิน และหลังจากนั้นเป็นต้นมา องค์กรดังกล่าวกลายเป็นผู้นำกลุ่มปลดแอก LGBT และมีสมาชิกมากกว่า 100 คน

A New Phase of Gay Rights

เอาเข้าจริงแล้ว ณ เวลานั้น วาทกรรมเพื่อเรียกร้องสิทธิของ LGBT เป็นลักษณะโน้มน้าวผู้ต่อต้านความหลากหลายทางเพศด้วยการนำหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาใช้เพื่อพิสูจน์ว่า โฮโมเซ็กชวลคือเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่ความป่วยไข้

แต่สำหรับชาว LGBT อีกกลุ่มมองว่า สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่แค่ให้สังคมที่อยู่ร่วมกันนั้นเห็นว่าพวกเขาเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่พวกเขาต้องการให้รัฐบาลเห็นว่าพวกเขาเป็นมนุษย์ และพึงได้รับสิทธิมนุษยชนภายใต้คำว่า ‘พลเรือนของชาติ’ เฉกเช่นทุกคน

โดยเฉพาะกลุ่มคนอย่างเอส. ที่ยอมเสียสละอย่างยิ่งใหญ่ในนามของประเทศ พวกเขายืนยันว่า รัฐบาลมีหน้าที่ผูกพันกับพวกเขา รัฐต้องตอบแทนสิ่งที่พวกเขาทำ อย่างน้อยก็สิทธิที่เหมือนกับประชาชนทั่วไป โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงหลักชีววิทยาที่เกี่ยวข้องกับเพศสภาพ

สำหรับเหล่าชาย (ที่ยอมให้) มือเปื้อนเลือด ต่างมองว่าสุดท้ายแล้ว สงครามไม่เคยให้อะไรพวกเขา และประเทศนี้ก็ไม่เคยให้อะไรกับพวกเขา นอกจากความตายทั้งเป็น

ความยากลำบากทางสังคมของกลุ่มทหารเหล่านั้น จึงนำมาสู่การจุดประกายแรงบันดาลใจให้ชาว LGBT คนอื่นกล้าจะแสดงออกและยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิของตน

ขบวนการดังกล่าวจึงสร้างหลักที่ไม่ใช่เพียงวาทกรรมทางกายภาพขึ้นมา มุ่งเป้าไปที่การก่อร่างสร้างคาแรคเตอร์หรือนิยาม ‘สิทธิเกย์’ อย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้ กล่าวคือ ชาวชายรักชายทุกคนถือเป็นพลเรือน และสมควรที่จะได้รับการเคารพสิทธิเหมือนกับทุกคน

“รัฐต้องตระหนักถึงสิทธิการเป็นพลเมืองเต็มรูปแบบไม่ว่าพวกเขาจะมีเพศวิถีอย่างไร หรือเป็นโฮโมเซ็กชวลก็ตาม” เป็นอีกข้อความที่ไร้การบันทึกอย่างชัดเจนว่าใครเป็นคนเขียน รู้เพียงว่าเขาเป็นหนึ่งในนักกิจกรรมเพื่อเรียกร้องสิทธิเกย์ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1

ความต้องการของกลุ่มเรียกร้องสิทธิเกย์ต่างๆ ในหลายประเทศทั่วยุโรป จึงไม่ใช่เพียงเพื่อยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลถอดถอนกฎหมาย sodomy law ดังกล่าว แต่ร่วมกันทำความเข้าใจกับรัฐที่มีความเชื่อสุดโต่งอย่างผิดๆ เกี่ยวกับโฮโมเซ็กชวล เพื่อให้ได้สิทธิที่พวกเขาพึงจะได้รับ แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากเกินเอื้อมและใช้เวลาต่อสู้มาร่วมกว่าหลายทศวรรษ จนนำมาสู่กลุ่มขบวนการเรียกร้องสิทธิชาวเกย์และ LGBT ทั่วโลกอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน

แม้กาลเวลาจะล่วงเลยกว่า 100 ปีแล้วก็ตาม แต่การเรียกร้องของกลุ่ม LGBT ในหลายๆ ประเทศทุกวันนี้ ยังไม่ต่างจากสมัยศตวรรษที่ 19 มากนัก แม้เราจะพอได้ยินข่าวน่ายินดีจากบางประเทศที่สามารถผลักดันประเด็นต่อรัฐบาลได้สำเร็จก็ตาม


อ้างอิงข้อมูลจาก: theconversation.com

 

ชลิตา สุนันทาภรณ์

กองบรรณาธิการรุ่นใหม่ไฟแรงแห่งสำนัก WAY เธอมีความสนใจกว้างขวางหลากหลาย แต่ที่ทำให้หัวใจเต้นแรงเป็นพิเศษ คือด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รายงานข่าวต่างประเทศจากปลายนิ้วจรดคีย์บอร์ดของเธอจึงแม่นยำและเฉียบคมยิ่ง

ชลิตา สุนันทาภรณ์World War I: รักระหว่างรบ

Related Posts

อิสรภาพของนักข่าวผู้ถูกจำคุกนานที่สุดในโลก

หลังถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีในปี 1999 นักข่าวจากหนังสือพิมพ์ฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาลอุซเบกิสถาน ผลการตัดสินคือจำคุก 19 ปี ส่งผลให้ ยูซุฟ รุซิมุลาดอฟ เป็นนักข่าวผู้ถูกจำคุกนานที่สุดในโลก

ฮิมบา บนสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง

บันทึกเดินทางข้ามทวีปไปพบกับชาว 'ฮิมบา' ไม่ไกลจากพรมแดนนามิเบียและแองโกลา อดีตชนเผ่าแห่งแอฟริกาตกเป็นฝ่ายถูกกระทำจากมหาอำนาจเยอรมนี จนกลายเป็น 'การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์' แต่แนวคิดและวิถีแบบฮิมบายังอยู่ และมีปรากฏในภาพยนตร์ 'Black Panther'

บายศรี: ความรัก ความตาย ชายรักชาย และศาสนา

ร้อยเรียง 'บายศรี' เป็นเรื่องราว ถอดรหัสจากดอกมะลิออกมาหลายประเด็น ความสัมพันธ์ระหว่างชายกับชายในพื้นที่ที่ไม่มีแนวความคิดกีดกันทางเพศแบบสมัยใหม่ในเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง มุมมองทางอำนาจ ชีวิต ศาสนา และความตาย โดย ณัฐ วิไลลักษณ์