5 หนังอินเดียที่แท้ทรู

สำหรับคนที่สนใจอยากเริ่มต้นดูหนังอินเดียที่แท้ ชาญชนะ หอมทรัพย์ อาจารย์ นักวิจารณ์ นักเขียนบทภาพยนตร์ ที่สนใจวัฒนธรรมบันเทิงอินเดีย เจ้าของชื่อในเฟซบุ๊คว่า Chanchana Khan (อ่านว่า ชาญชนะ ‘ข่าน’)  แนะนำหนังจากแดนภารตะ 5 เรื่องนี้

Sholay (1975)

“เป็นหนังแห่งชาติของอินเดีย ถ้าพูดหนังอินเดียก็ควรพูดถึงเรื่องนี้ ว่ากันว่าประวัติศาสตร์ภาพยนตร์อินเดียมีสองช่วง คือ ช่วงก่อน Sholay และหลัง Sholay เป็นหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบ้านเขา เป็นตัวอย่างที่ดีของมาซาลาและเป็นตัวอย่างที่ดีว่า หนังอินเดียกับไทยใกล้เคียงกันแค่ไหน

“เรื่องราวของหนังคือ พระเอกเป็นโจรแต่ต้องตามล่าจับโจรด้วยกันเอง เพราะตำรวจเชื่อว่า ถ้าจะจับโจรได้ก็ต้องใช้โจรจับ พล็อตสุดคลาสสิกเลย เป็นหนังอินเดียที่ทำรายได้มหาศาลในบ้านเรา และเป็นหนังที่ทำให้คนรุ่นพ่อรุ่นแม่เรารู้จักหนังอินเดีย”

Dilwale Dulhania Le Jayenge (1995)

“เรื่องนี้ฉายต่อเนื่องยาวนานที่สุดในอินเดีย ฉายกันต่อเนื่องเป็นสิบๆ ปี เป็นหนังที่พูดถึงความรักระหว่างพระเอกนางเอกไม่ลงรอยกันเพราะฐานะครอบครัว พูดถึงครอบครัวอินเดียยุคใหม่ที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่เหมือนเดิมแต่เป็นครอบครัวขนาดเล็ก แต่ว่ามีเรื่องของชั้นวรรณะ เป็นการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า มันเลยถูกใจคนอินเดีย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่”

Singham (2011)

“เป็นหนังเหมือนยุคสมบัติ เมทะนี แต่ทำถึงทั้งอารมณ์และแอ็คชั่น เล่าเรื่องว่าพระเอกเป็นตำรวจตัวเล็กๆ ต้องสู้กับมาเฟียจากเมืองใหญ่ ที่สามารถซื้อนักการเมือง ซื้อตำรวจได้ เล่าให้เห็นระบบมาเฟียของอินเดีย ตัวร้ายฟอกตัวเองให้เป็นคนดีด้วยการเป็นพราหมณ์ และทำให้เรื่องผิดกฎหมายเป็นถูกกฎหมาย อยากให้ดู เพราะหนังระเบิดภูเขาเผากระท่อม ยังมีที่ทางอยู่ได้ ชาวบ้านต้องการดูหนังที่พระเอกสามารถเอาชนะผู้ร้ายได้”

Baahubali: The Beginning (2015)
Baahubali 2: The Conclusion (2017)

“ดูทั้ง 2 ภาคเลยครับ เป็นหนังเล่าเรื่องแบบละครจักรๆ วงศ์ๆ บ้านเรา เล่าเรื่องสองรุ่น คือรุ่นพระเอกกับพ่อพระเอก พ่อพระเอกถูกคนสนิทตัวเองฆ่า เขามีความเชื่อเรื่องกลับชาติมาเกิด จึงกลับมาเกิดเป็นลูกตัวเองที่หน้าตาเหมือนกันแล้วมาทวงราชบังลังก์คืน เป็นสูตรหนังจักรๆ วงศ์ๆ ที่สำคัญคือ หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังมาจากบอลลีวูด แต่มาจากเตลูกู ซึ่งเป็นการบอกว่า อุตสาหกรรมหนังไม่จำเป็นต้องรับมาจากส่วนกลางอย่างเดียว แต่ทุนสร้างเขาสูงมาก”

Bajrangi Bhaijaan (2015)

“ชื่อหนังเป็นการผสมคำระหว่างภาษาฮินดีกับภาษาปากีสถาน แค่ชื่อหนังที่ผสมคำจากประเทศที่มีความขัดแย้งกันก็น่าดูแล้ว เรื่องราวเกี่ยวกับพระเอกนับถือหนุมานเป็นเทพองค์หนึ่งและเชื่อว่าการนับถือหนุมานต้องพูดตรง พูดความจริง ห้ามโกหก แล้วเจอเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นใบ้พลัดหลงกับแม่มาจากปากีสถาน แล้วพระเอกต้องพาเด็กกลับบ้านที่ปากีสถาน เพราะเขาเชื่อว่า เขาเป็นหนุมาน เป็นหนังที่ตอบโจทย์ได้ว่า รากของรามายณะในอินเดียเป็นอย่างไร เรื่องนี้อธิบายได้ แล้วจะเข้าใจเพิ่มมากขึ้น”

ชาญชนะ หอมทรัพย์

ติดตามรายงานพิเศษ ‘India is Back: 9 เหตุผล การผงาดคืนฟอร์มของบันเทิงภารตะ’ ได้ที่นี่
https://waymagazine.org/indian-entertainment/

 

Editorial Staff5 หนังอินเดียที่แท้ทรู

Related Posts

Last Night at Romance Theater

วันสุดท้ายของลิโด้ โรงภาพยนตร์อายุ 50 ปีที่สยามสแควร์ แม้ทุกคนจะเข้าใจดีว่าตอนจบ ม่านของโรงภาพยนตร์ย่อมปิดลง แต่การเอ่ยคำอำลาต่อเพื่อนที่ชื่อว่า ‘ลิโด้’ เป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายคนอยู่เสมอ

อยุธยาสิ้นแล้ว ถึงบางกอกชัตดาวน์: กรุงแตก, ออเจ้า และการเมืองไทย (ร่วม) สมัย ร.ศ. 232

ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้จากข้อมูลใหม่ๆ และเติมแต่งได้ตามยุคสมัย ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ไกลโพ้นผสมจินตนาการ อย่าง 'บุพเพสันนิวาส' ขณะที่ประวัติศาสตร์อีกแบบพูดถึงความขัดแย้งการเมืองอันใกล้ในห้วงเวลาเพียงไม่ถึงสิบปีมานี้ ผ่านสารคดี 'Bangkok Joyride'

Happy Holi

2 มีนาคม 61 อนุชิตวางแผนให้ตัวเองไปยืนอยู่ตรงกลางวงล้อมคนอินเดียเพื่อให้พวกเขาสาดสีใส่ และอุทานว่า "โฮลี่ ชิต"