เพราะโบราณคดี ไม่ใช่แค่ ‘อนุรักษ์’ แต่ต้อง ’รัก’

 

ภาพ: ชินกฤต เชื้ออินต๊ะ

 

น้ำค้างหยดเปาะแปะลงบนหลังคาที่มีใบหูกวางขนาดใหญ่ปกคลุมเป็นบางส่วน อาจจะพูดให้โรแมนติกก็ได้ว่าถูกปลุกให้ตื่นจากเสียงน้ำค้างยามเช้า แต่ความเป็นจริงคือเสียงนาฬิกาปลุกจากสมาร์ทโฟนต่างหากที่สะกิดให้ลุกขึ้นจากเตียงมาเผชิญอากาศหนาวเย็นที่คนพื้นราบไม่คุ้นเคย หมอกคลี่ตัวปกคลุมเขาสูงที่โอบล้อม อากาศหนาวเสียดแทงผ่านเสื้อหนาวเข้ามาแตะต้องให้เราอดถามไม่ได้ว่าชาวบ้านชนเผ่าต่างๆ ที่สวมเสื้อผ้าน้อยชิ้นกว่า อดทนต่อความหนาวนี้ได้อย่างไร

พลันที่คิดเช่นนั้น ข้อมูลจากการบรรยายของ รศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช ที่ได้ฟังเป็นเวลากว่าสองชั่วโมงที่ไล่เรียงประวัติศาสตร์มนุษย์ยุคน้ำแข็งจนมาถึงยุคใหม่เมื่อคืนก็ถมกลับเข้ามาใส่ภวังค์ความคิดให้หวนย้อนกลับไปนึกถึงมนุษย์ในยุคสมัยนั้นคงมีเสียยิ่งกว่าความแข็งแกร่งต่อสภาพภูมิอากาศที่หนาวเหน็บ มีเกราะป้องกันที่ทานทนต่อกาลเวลาและภูมิศาสตร์ที่ไม่ว่าจะแปรเปลี่ยนไปอย่างไร เกราะที่ว่านั้นคือ ‘การปรับตัว’ การปรับตัวที่ไม่ได้มีความหมายแค่การคิดค้นวิธีเอาตัวรอดยังไงในสภาพอันเลวร้าย แต่ยังเป็นการปรับตัวที่กินความหมายไปยังการค้นหา ‘บ้าน’ แห่งใหม่ที่อบอุ่นกว่า บ้านที่ถ้อยคำของภาษาโบราณยังไม่มีการบัญญัติซึ่งคำศัพท์ แต่เป็นบ้านที่ส่งต่อความหมายจากยุคที่ยังไม่มีการนิยามความหมายมาสู่ยุคที่บ้านเทียบได้เช่นการส่งต่อเทือกเถาเหล่ากอให้ยังดำรงอยู่

บ้านของ ‘คนไท’

ในเอกสารโบราณของจีนระบุถ้อยคำเรียกชนเผ่าที่อยู่ทางตอนใต้ของอาณาจักรจีนอันไพศาลกว้างใหญ่ว่า ‘ชนเผ่าไต’ หรือ ไป๋เย่ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีการอพยพเคลื่อนย้ายหลังจากสิ้นสุดยุคน้ำแข็งที่เรียกว่า ‘สมัยไพลสโตซีน’ (Pleistocene Epoch) ส่งผลให้น้ำแข็งจากขั้วโลกละลายเป็นปริมาณมากกว่า 50 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร เข้าท่วมทับแผ่นพื้นทวีปภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเคยเดินติดต่อถึงกันไม่อาจเดินถึงกันได้อีก และชนเผ่าไต เป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่กระจัดกระจายไปทั่วภาคพื้น โดยมีหลักฐานหลงเหลือให้สืบค้นกลับไปยังความเป็นต้นรากที่เดินทางมาด้วยกันตั้งแต่ยุคไพลสโตซีนคือสิ่งที่เรียกว่า ‘วัฒนธรรมโลงไม้’

วัฒนธรรมการต่อโลงให้กับผู้จากไป ซึ่งพบได้ทั่วภูมิภาค และการค้นพบครั้งสำคัญที่อาจนำไปสู่คำตอบจากประเทศไทยไปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระทั่งระดับโลกในที่สุด คือชิ้นส่วนของกะโหลกมนุษย์ผู้หญิงตั้งแต่ยุคไพลสโตซีนเมื่อ 13,000 ปีก่อน และโลงไม้ที่ยังไม่เคยถูกบุคคลภายนอกรบกวนมาก่อน โดยค้นพบส่วนกะโหลกที่เพิงผาถ้ำลอด และค้นพบโลงไม้ที่ถ้ำโลงผีแมนลงรัก ในอำเภอปางมะผ้า ทั้งสองสถานที่อยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

สุสานผีแมน

หลังจากคณะผู้สื่อข่าวซึ่งนำโดยทีมผู้วิจัยของอาจารย์รัศมีนำขึ้นสู่ยอดภูเขาที่มีซากหินถล่มอยู่รอบๆ ปากถ้ำ เราก็ทำพิธีบวงสรวงเพื่อขออนุญาต ‘ผี’ ในความนับถือของชนเผ่าไทใหญ่ ในฐานะเจ้าของสถานที่ ก่อนจะมีการเกริ่นนำถึงข้อมูลการค้นพบสุสานผีแมนของชาวบ้านที่เข้ามาหลบลมหนาวในถ้ำราวปี 2553 นำไปสู่การแจ้งนายอำเภอ และคณะวิจัยของอาจารย์รัศมีในที่สุด

ความสำคัญของการค้นพบครั้งนี้ระบุอยู่ในเอกสารที่จัดทำขึ้นโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่เป็นผู้มอบทุนเพื่อการวิจัย และเป็นสนับสนุนให้เกิด กิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร เพื่อทำการเยี่ยมชม การทำงานภาคสนามโครงมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์และพลวัตทางวัฒนธรรมบนพื้นที่สูงใน อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างวันที่ 29-31 มกราคม 2561

ซึ่งในข้อมูลจากเอกสารที่อ้างอิงบทความของ พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ระบุว่า

“…จุดเด่นของวัฒนธรรมนี้มีการใช้ไม้และต้นไม้จากป่าไม้มากขึ้นในชีวิตประจำวันและพิธีกรรม เช่น การเลือกใช้ไม้สักสำหรับทำโลงไม้ ใช้ยางรักสำหรับเคลือบโลงและภาชนะต่างๆ การใช้ใยพืชป่านกัญชง ไม้ไผ่สำหรับการทำเครื่องจักสาน โดยมีการตกแต่งเครื่องประดับบนร่างกาย เช่นลูกปัดแก้ว เส้นสีดำที่ใช้พันตกแต่งร่างกาย ความเชื่อเรื่องความตายที่เป็นลักษณะเด่นของวัฒนธรรมคือ การทำโลงไม้ การวางโลงไม้และการเลือกสถานที่ตั้งการปลงศพภายในถ้ำบนพื้นที่สูงในเทือกเขาหินปูน…”

ขณะที่อาจารย์รัศมีได้บอกเล่าหลังจากชาวคณะต้องแบ่งกลุ่มเพื่อมุดและคลานผ่านชั้นดินที่ทับถมมาแต่โบราณกาลเข้าสู่โถงถ้ำ A1 อันเป็นสถานที่ค้นพบโลงไม้จำนวนมาก ว่า

“…เมื่อแรกที่เราเข้ามา บริเวณนี้ทั้งหมดเต็มไปด้วยกระดูกเต็มไปหมด ทั้งกระดูกคนกระดูกสัตว์ เป็นหลักฐานทางโบราณคดีกว่าล้านชิ้น…”

อาจารย์รัศมีบอกเล่าว่า หลังจากปี 2553 คณะวิจัยของอาจารย์เริ่มทำการขุดค้นโดยการกำหนดผังต่างๆ ในโถงก่อนว่าจุดใด สิ่งใดอยู่ตรงไหน จึงค่อยๆ ลอกชั้นหน้าดินออกทีละชั้นเหมือน “ชั้นของขนมชั้น” เพื่อดูว่าแต่ละชั้นดินที่ได้ทำการขุดค้นลงไปนั้นระบุอายุด้วยคาร์บอน 14 เก่าแก่กลับไปได้กี่ปี ซึ่งจากการทดสอบด้วยวิธีคาร์บอน 14 ก็ทำให้พบว่าโลงเก่าแก่ที่สุดที่พบอยู่ในช่วง 1,900-1,800 ปีก่อน และ 1,300-1,200 ปี ซึ่งมีอายุน้อยที่สุดเท่าที่พบ

‘โลง’ และ ‘ตัวตน’ เมื่อ ‘คน’ จากไป

อาจารย์รัศมีระบุต่ออีกว่า การค้นพบนี้ไม่เพียงเป็นการค้นพบ ‘วัฒนธรรมร่วมกัน’ ของมนุษย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะนอกจากที่ถ้ำผีแมนโลงลงรักนี้ยังพบโลงไม้ในลักษณะใกล้เคียง ทั้งที่เวียดนาม อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย กระทั่งในบางส่วนของจีนตอนใต้ นำไปสู่การตั้งคำถามจากงานวิจัยแรกที่เพิงผาถ้ำลอดในปี 2546 มาจนถึงถ้ำผีแมนโลงรักในปี 2556 ที่เริ่มมีการขุดค้นจนถึงปี 2559 ว่าระหว่าง 1,000-32,000 ปีมาแล้วนั้น สิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูงในปางมะผ้ามีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์และภูมิอากาศอย่างไร นำมาสู่การปรับตัวของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในช่วง 1,000-2,300 ปีก่อนที่รับเอาวัฒนธรรมโลงไม้ที่เชื่อมโยงกลับไปยังชุมชนในจีนตอนใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือไม่

และอย่างไร

จากซากโครงกระดูกนับสิบในโลงโลงเดียวที่บ่งบอกการใช้งานซ้ำกันหลายต่อหลายครั้งแล้ว ช่วงอายุระหว่างเด็กจนถึง 25 ปี ยังบ่งบอกว่าศพของมนุษย์ในยุคนั้นเสียชีวิตในช่วงเด็กถึง 25 ปีอย่างมากที่สุด แต่กลับไม่พบโครงกระดูกในช่วงอายุที่สูงวัยกว่านั้น นำไปสู่คำถามว่าเหตุใดจึงมีแต่ช่วงอายุวัยเยาว์ เกิดอะไรขึ้นในห้วงเวลา 1,900-1,200 ปีก่อน เป็นไปได้ไหมว่าศพที่ถูกฝังมีความหมายและคุณค่าบางประการต่อผู้ที่ยังอยู่ คำตอบของข้อสันนิษฐานนั้นอยู่ที่การพบซากของเสื้อใยกัญชงและสร้อยประดับ

อาจารย์รัศมีอธิบายให้ง่ายต่อการเข้าใจโดยเทียบกับคนในยุคปัจจุบันเมื่อตายแล้วก่อนจะทำพิธีการ ไม่ว่าจะฝังหรือเผา ญาติพี่น้องและครอบครัวจะต้องนำสิ่งของ ‘ส่วนตัว’ ใส่ลงไปในโลงเพื่อระบุ ‘ตัวตน’

…เพราะเมื่อเราสลายกลายเป็นขี้เถ้า สิ่งของเหล่านี้เป็นสิ่งเดียวที่ระบุ identity ของตัวเรา…

ต้อง ‘รัก’ ก่อน เราจึง ‘อนุรักษ์’ ได้

กลับขึ้นมายังปากถ้ำ หลังจากมุดและปีนป่ายผนังถ้ำ จำลองความรู้สึกของทั้งการเป็นนักโบราณคดี และจำลองความรู้สึกของคนในยุคสมัยที่ต้องใช้ความอุตสาหะแบกไม้ขนาดมหึมาเป็นท่อนๆ ขึ้นมาบนยอดเขา ต่อเป็นโลงเพื่อสถิตร่างไร้วิญญาณของผู้จากไปเป็นครั้งสุดท้าย

เรามองลงไปยังชาวคณะผู้สื่อข่าวและอาจารยรัศมีที่กำลังตอบคำถามเพิ่มเติม ณ บริเวณปากทางก่อนเข้าสู่โถง A1 ก่อนจะนึกย้อนกลับไปยังสิ่งที่ได้ถามอาจารย์รัศมีภายในสุสานอายุนับพันๆ ปี ว่า การลงรักเพื่อเคลือบโลงและภาชนะเปรียบได้ดั่งความปรารถนาของผู้ยังอยู่ที่ต้องการรักษาสภาพของผู้จากไป เป็นอีกความหมายของคำว่ารักได้หรือไม่ คำตอบคือ การที่คนในยุคนั้นทั้งแบกท่อนไม้ ทั้งฝังสิ่งของและฆ่าสัตว์เพื่อสังเวยตามคติความเชื่อก็ล้วนเป็นการบ่งบอกซึ่งความรักต่อผู้จากไปทั้งสิ้น

…และคุณต้องไม่ลืมว่าเรากำลังอยู่ในสุสานของคนในยุคนั้น การที่พวกเขาเลือกถ้ำแบบนี้เขาย่อมไม่อยากให้ใครมารบกวนอยู่แล้ว และเราก็กำลังรบกวนอยู่ แต่เราจะทำยังไงเพื่อให้เรื่องนี้ได้รับการเผยแพร่ออกไปโดยที่ยังคงรักษาสภาพเดิมไว้ได้…

นึกถึงการส่งต่อ ‘บ้าน’ ในความหมายของการอพยพโยกย้าย บ้านที่ไม่ได้หมายถึงสถานที่ วัตถุ หรือสิ่งของเพียงอย่างเดียว บ้านที่ประกอบขึ้นมาเป็นตัวตนของคนหนึ่งคนเป็น ‘ความทรงจำ’ ที่เมื่อหลับตาแล้วนึกถึง

อากาศเริ่มอบอุ่นกว่าเมื่อช่วงเช้า เหมือนประวัติศาสตร์ในยุคน้ำแข็งที่ได้ผ่านพ้นให้ยุคสมัยโฮโลซีน (Holocene Recent Epoch) ที่เริ่มต้นเมื่อ 13,000 ปี และเป็นยุคสมัยของมนุษย์ในปัจจุบัน และเรากับผู้คนในปางมะผ้าเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อนก็คือ มนุษย์ร่วมยุคของความอบอุ่นเดียวกัน

เราตอบตัวเองและตั้งคำถามอีกครั้งต่ออาจารย์รัศมีภายในโถงถ้ำอันเงียบสงัดต่อความทรงจำถึงผู้จากไปว่าจะเป็นไปได้ไหม ที่เราจะไม่แค่อนุรักษ์โบราณวัตถุเหล่านี้ แต่เราต้องรักในเศษซากที่ผุกร่อนเพราะทั้งหมดคือความทรงจำที่ส่งต่อมาให้เรายังเป็นเรา

เป็นมนุษย์ร่วมกัน ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้

นิธิ นิธิวีรกุล

เส้นทางงานเขียนสวนทางกับขนบทั่วไป ผลิตงานวรรณกรรมตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม มีผลงานรวมเรื่องสั้นและนวนิยายหลายเล่ม ก่อนพาตนเองข้ามพรมแดนมาสู่งานจับประเด็น เรียบเรียง รายงานสถานการณ์ทางความรู้และข้อเท็จจริงในสนามออนไลน์ เป็นหนึ่งในกองบรรณาธิการที่สาธิตให้เห็นว่า ข้ออ้างรออารมณ์ในการทำงานเป็นสิ่งงมงาย

นิธิ นิธิวีรกุลเพราะโบราณคดี ไม่ใช่แค่ ‘อนุรักษ์’ แต่ต้อง ’รัก’

Related Posts

ปริศนาข้าวสารดำ

เริ่มต้นด้วยการพูดถึง 'ข้าวสารดำ' ชื่อที่คุ้นหูในแวดวงของขลังคงกระพัน แต่ข้าวสารดำนั้นเป็น 'ข้าวหรือไม่' นัยของความศักดิ์สิทธิ์มาจากไหน หรือเราจะหาคำอธิบายด้วยหลักโบราณคดี ประกอบหลักฐานต่างๆ เพื่อสืบค้นว่า 'ข้าวสารดำ' วัตถุดิบอาหารที่ถูกเผาไหม้นี้คืออะไรกันแน่

ยอดปลาคือเอี่ยน

คำผูกคล้องจองที่ว่า “ยอดเนื้อคือหมา ยอดปลาคือเอี่ยน” ย่อมไม่ใช่ได้มาโดยปราศจากที่มาที่ไป คนที่เคยกินปลาไหล ย่อมตระหนักดีว่าเนื้อปลาไหลนั้นทั้งหอม มัน เด้ง แน่นอย่างวิเศษ แถมมีกลิ่นเฉพาะตัวที่ชวนให้เจริญอาหาร

ยอดเนื้อคือหมาฯ

หมานั้นเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดแรก แต่หลักฐานทางโบราณคดีหลายชิ้นก็บอกว่า หมาเป็นเพื่อนที่กินได้ กฤช เหลือลมัย ชวนมองว่า มีร่องรอยไหนบ้างที่แสดงว่า 'คน' กิน 'หมา' ไปจนถึงการนิยามของสิ่งที่ 'เป็นอาหาร' หรือ 'ไม่เป็นอาหาร'