เหล่าคนทุกข์หน้าตู้ปันสุขที่ว่างเปล่า - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

เหล่าคนทุกข์หน้าตู้ปันสุขที่ว่างเปล่า

เมื่อตู้ปันสุขที่ตั้งอยู่ทั่วบ้านทั่วเมืองว่างเปล่า ผู้คนเริ่มไร้ซึ่งกำลังจะแบ่งปันกันได้อีกต่อไป การเฝ้าตู้ปันสุขของเหล่าคนทุกข์ที่หมดหนทางเอาตัวรอดจากพิษเศรษฐกิจที่แพร่ระบาดไปรวดเร็วกว่าเชื้อไวรัสจึงเกิดขึ้น

COVID-19 ทำให้สังคมไทยได้ประจักษ์แล้วว่ามีคนจำนวนมากที่ต้องตกงานและขาดไร้รายได้จากวิกฤตการณ์ครั้งนี้

หลังจากที่การตั้งโต๊ะบริจาคข้าวกล่องและข้าวสารอาหารแห้งอันยาวนานกว่า 2 เดือนของประชาชนธรรมดาค่อยๆ ร่อยหรอลงไป ตู้กับข้าวที่ถูกตั้งชื่อใหม่ให้ว่า ‘ตู้ปันสุข’ จึงถูกนำไปวางไว้ตามสถานที่ต่างๆ เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อให้คนที่ขัดสนมาหยิบของไปกินได้ และขณะเดียวกันคนที่ไม่ขัดสนก็สามารถนำข้าวของมาใส่ไว้ในตู้แบ่งปันให้คนอื่นต่อไปได้

การมาของตู้ปันสุขในช่วงแรกทำให้คนจำนวนหนึ่งเกิดพฤติกรรมนั่งเฝ้าตู้ เพื่อจับตาดูคนที่หวังจะมากอบโกยเอาของจากตู้ปันสุขมากเกินไป มีทั้งรายที่นั่งเฝ้าและติดกล้องวงจรปิดบันทึกภาพตู้ปันสุขไว้ตลอดเวลา จนทำให้ตู้ปันสุขกลายเป็นปัญหาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม

แต่ตอนนี้ปัญหาที่ใหญ่กว่าการหยิบมากเกินไปคือการไม่มีอะไรให้หยิบ และคนทุกข์ยากหลายคนที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างตู้ปันสุขวันละหลายชั่วโมง แต่ไม่ได้รับการมองเห็นจากสังคมที่พวกเขาอยู่ ไม่ต่างจากช้างตัวใหญ่ที่นั่งนิ่งอยู่กลางห้อง แต่ถูกเพิกเฉยและกลายเป็นความปกติ

“ชีวิตมันบัดซบขึ้นทุกวัน” คือคำนิยามชีวิตตัวเองในช่วง COVID-19 ของ กุหลาบ (นามสมมุติ) คนเฝ้าตู้ปันสุขหน้าวัดเจดีย์หลวงในจังหวัดเชียงใหม่

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้ป้ากุหลาบในวัย 58 ปี ต้องกลายเป็นคนไม่มีรายได้อย่างไม่ทันตั้งตัว หลังจากห้างสรรพสินค้าที่เธอเคยร้อยพวงมาลัยส่งขายถูกสั่งปิดชั่วคราว เธอจึงจำเป็นต้องหยุดอาชีพของตัวเองตามไปด้วย และด้วยความที่อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีลูก ไม่มีสามี ไม่มีใครเลี้ยงดู การไม่มีรายได้เข้ามาติดต่อกันเป็นเวลานานย่อมหมายถึงหายนะของชีวิต

เธอเอาชีวิตรอดในช่วงที่ไม่มีรายได้ด้วยการปั่นจักรยานจากบ้านแถวหนองหอยเข้ามาตระเวนรับของแจกในเมืองประทังชีวิตไปวันต่อวัน แต่ตอนนี้จุดแจกข้าวในเชียงใหม่ลดน้อยลงเหลือเพียงไม่กี่แห่ง การเข้าคิวรับของแต่ละที่จึงต้องใช้เวลานานขึ้น ป้ากุหลาบเคยเป็นลมและถูกพาตัวส่งโรงพยาบาลสวนดอกมาแล้วหลังจากต่อคิวอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน ทำให้เดี๋ยวนี้เธอเลือกใช้วิธีการปั่นจักรยานจากบ้านมานั่งรออยู่หน้าตู้ปันสุขตั้งแต่เช้า ประมาณ 8.30 น. เพื่อดูว่ามีใครนำของมาใส่ตู้หรือไม่ หากไม่นั่งเฝ้าแบบนี้ก็ไม่มีทางที่จะได้ของในตู้ปันสุข เพราะจำนวนคนที่สามารถแบ่งปันได้กับคนที่เดือดร้อนทิ้งห่างกันมากเหลือเกิน ของที่ถูกนำมาเติมในตู้จึงหมดลงอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่นาที ป้ากุหลาบจะนั่งรออยู่อย่างนั้นจนถึง 11.30 น. ก่อนจะปั่นจักรยานไปเข้าแถวรับของแจกต่อที่วัดโลกโมฬีในตอนเที่ยง เนื่องจากทางวัดอนุญาตให้ป้ามีสิทธิรับของแจกได้ก่อนพร้อมกับกลุ่มผู้สูงอายุ จึงไม่ต้องต่อคิวนาน

การปั่นจักรยานเข้าเมืองมานั่งเฝ้าตู้ปันสุขและรับของแจกทุกวัน ทำให้ป้ากุหลาบถูกรถซาเล้งเก็บของเก่าเฉี่ยวชนเมื่อสัปดาห์ก่อนขณะกำลังปั่นจักรยานกลับบ้าน จนเจ็บหัวเข่าไม่สามาถเข้าเมืองได้อยู่หลายวัน แต่เมื่อของกินที่บ้านเริ่มหมดและไม่มีเงินซื้อข้าวกินเองได้ ป้ากุหลาบจึงต้องปั่นจักรยานจากบ้านเข้าเมืองมาตามเดิม จากที่เคยใช้เวลาปั่นครึ่งชั่วโมงก็กลายเป็น 1 ชั่วโมง ปั่นไปพักไป เพราะเจ็บหัวเข่า ข้าวกล่อง 1 กล่อง มาม่า 1 ห่อ น้ำเปล่า 1 ขวด และน้ำส้มอีก 1 ขวด เป็นสิ่งของที่ป้ากุหลาบได้มาจากการนั่งเฝ้าตู้ปันสุขกว่า 3 ชั่วโมง

ชีวิตของป้ากุหลาบไม่ต่างจากคนเฝ้าตู้ปันสุขแถวถนนศิริมังคลาจารย์ที่มักจะมาจับกลุ่มนั่งรอในช่วงสายและช่วงเย็น มีทั้งคนขับรถตุ๊กตุ๊ก หมอนวด พนักงานร้านเหล้า ทุกคนต่างเป็นผู้สูญเสียอาชีพในช่วง COVID-19 พวกเขามานั่งเฝ้ารอดูว่ามีใครเอาของมาใส่ตู้ปันสุขหรือไม่ หลายคนเคยไปต่อแถวรับของแจก แต่เดี๋ยวนี้ของแจกมักหมดก่อนถึงคิวตัวเอง ทำให้เสียเวลายืนต่อคิวไปเปล่าๆ จึงหันมานั่งเฝ้าอยู่ข้างตู้ปันสุขกันแทน บางคนใช้เวลานั่งเฝ้า 4-5 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อหามาม่าและข้าวสารอาหารแห้งกลับบ้าน

ส่วนคนเฝ้าตู้ปันสุขอีกประเภทหนึ่งที่มีกำลังทรัพย์และต้นทุนก็จะใช้วิธีขี่มอเตอร์ไซค์หรือจักรยานวนไปยังตู้ปันสุขตามจุดต่างๆ ในช่วงเวลาที่คาดว่าจะมีคนนำข้าวของมาใส่ตู้ เช่น เวลาหลังเลิกงานของคนส่วนใหญ่ในช่วง 16.00-18.00 . หากเห็นตู้ไหนมีของก็จะจอดรถแวะลงไปหยิบของในตู้นั้น ก่อนจะตระเวนไปตู้อื่นต่อ ตัวอย่างเช่น นี (นามสมมุติ) ที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์ตระเวนตามตู้ปันสุข

นีเป็นแรงงานไทใหญ่ที่ทำงานเป็นแม่บ้านโรงแรมอยู่ในเชียงใหม่ ซึ่งตอนนี้ไม่สามารถไปทำงานได้เนื่องจากโรงแรมปิด นอกจากนี้การเยียวยาของรัฐบาลยังมาไม่ถึงกลุ่มแรงงานข้ามชาติในไทย ในช่วงเย็นนีจะพาลูกสาวและเพื่อนแรงงานที่อยู่ข้างห้องมาขี่รถมอเตอร์ไซค์วนหาของกินในตู้ปันสุข วันหนึ่งเธอจะขี่รถวนมากกว่า 5 ตู้ บางวันก็ได้ของ บางวันก็ไม่ได้อะไร

เช่นเดียวกับ ศรี (นามสมมุติ) ที่ขี่จักรยานวนไปตามตู้ปันสุข ครอบครัวของศรีอยู่กัน 4 คน และตอนนี้ตกงานหมดทุกคน ในช่วงเย็นเธอจะขี่จักรยานจากบ้านบริเวณประตูเชียงใหม่วนหาของกินตามตู้ปันสุขรอบคูเมือง แม้ว่าแถวประตูเชียงใหม่จะยังมีคนแจกข้าวสารอาหารแห้งในตอนเที่ยง แต่เธอต่อคิวสู้กับเขาไม่ไหว เพราะจุดแจกของที่น้อยลงทำให้มีคนมาจองคิวแรกกันตั้งแต่ตี 5 ของแจกวันละไม่กี่ร้อยชุดจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการ ถ้าไปต่อคิวก็มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ได้ของ ศรีจึงใช้วิธีขี่จักรยานวนตามตู้ปันสุขแทน

ปรากฏการณ์การเฝ้าตู้ปันสุขของคนทุกข์เหล่านี้เกิดขึ้นมาได้เกือบครึ่งเดือนแล้ว แต่น่าแปลกที่ในสังคมเรายังถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้นเรื่องการหยิบของจากตู้ปันสุขมากเกินไป รูปถ่ายและคลิปวิดีโอการหยิบของจากตู้ปันสุขมากเกินไปมีออกมาให้เห็นเป็นหลักฐานไม่ขาดสาย แต่ภาพของเหล่าคนทุกข์หลายคนที่นั่งนิ่งอยู่ข้างตู้ปันสุขวันละหลายชั่วโมงกลับเงียบสนิท ประหนึ่งว่ากล้องโทรศัพท์และกล้องวงจรปิดที่ถูกติดไว้หน้าตู้ปันสุขถ่ายภาพการรอคอยของคนทุกข์เหล่านี้ไม่ติด ทั้งๆ ที่พวกเขาก็ออกมานั่งสิ้นหวังกันอยู่หน้าตู้ปันสุขทุกวัน

เชื้อไวรัส COVID-19 อาจสร้างความเลวร้ายต่อร่างกาย แต่มาตรการการเยียวยาและระบบการป้องกันโรคระบาดที่ไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลสร้างความเลวร้ายให้ชีวิตประชาชนได้มากกว่า การตกอยู่ในสถานการณ์ง่อยเปลี้ยเสียอาชีพ ไม่สามารถดูแลรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้ ผลักให้ประชาชนหลายคนต้องกลายเป็นคนทุกข์ที่นั่งนิ่งอยู่ข้างตู้ปันสุข และยิ่งในเดือนมิถุนายนนี้เป็นเดือนสุดท้ายของการแจกเงินเยียวยา 5,000 บาทจากรัฐบาล จำนวนคนทุกข์หน้าตู้ปันสุขจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าใด

Author

วรรณา แต้มทอง
อดีตนักเรียนกฎหมายที่เลือกทำความเข้าใจความยุติธรรมผ่านวรรณกรรม จึงล้มลุกคลุกคลานกับเปาบุ้นจิ้นอยู่หลายปีกว่าจะเรียนจบปริญญาโท หวั่นไหวกับหนังสือ วรรณกรรม
สารคดี จนอยากเป็นนักเขียน ชอบฟังเพลงที่แปลไม่ออก