พะเยาว์ อัคฮาด: ขอเผด็จการจงพ่ายแพ้แก่ความรักของแม่ - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

พะเยาว์ อัคฮาด: ขอเผด็จการจงพ่ายแพ้แก่ความรักของแม่

เจ็บปวดและฝังจำ,

หากให้เดา พะเยาว์ อัคฮาด คงรู้สึกไม่ต่างจากนี้มากนัก

“ลูกดิฉันถูกฆาตกรรม” หญิงกลางคนที่นั่งอยู่ตรงหน้ายืนยัน ไม่ต้องเป็นคนช่างสังเกตก็รู้ว่า นัยน์ตาเธอเริ่มแดงๆ พะเยาว์หมายถึง เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกี่ยวกับการเสียชีวิตของคนใกล้ชิด จากกรณีเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้บริสุทธิ์ภายในบริเวณ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร หรือที่ปรากฏตามหน้าสื่อว่า ‘คดี 6 ศพ วัดปทุมฯ’

“คุณอยู่บนที่สูง คุณเห็น แต่คุณก็ยังยิงคนที่อยู่ในเต็นท์พยาบาล ลูกสาวดิฉันตายตรงหน้าโต๊ะยา และเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ถูกยิงมากสุด”

แด่ผู้ที่ยังเชื่อในระบบยุติธรรมและความเป็นมนุษย์ พะเยาว์สูญเสียบุตรสาวของเธอในสถานการณ์อัปยศที่ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. (สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้อำนวยการ) ภายใต้รัฐบาลของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สลายผู้ชุมนุมทางการเมืองด้วยกระสุนจริง คาบเกี่ยวระหว่าง เมษายน-พฤษภาคม ปี 2553 (จำนวนคนตายทั้งหมด 99 ศพ)

กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสา พบว่ามีบาดแผลถูกยิงทะลุผิวหนังมากถึง 11 แห่ง จากผลรายงานการชันสูตรพลิกศพของ สถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

‘ศาลอาญากรุงเทพใต้’ มีคำสั่งชี้สาเหตุการเสียชีวิต ในคดีที่พนักงานอัยการ สำนักอัยการสูงสุด ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนชันสูตร 6 ศพ ภายในวัดปทุมวนาราม ใกล้แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 พิเคราะห์จากพยานหลักฐานของผู้ร้องและญาติผู้เสียชีวิตทั้ง 6 แล้ว เชื่อว่าถึงแก่ความตายเพราะถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูง ขนาด .223 หรือ 5.56 มม. จากเจ้าพนักงาน

เป็นทหารสังกัดกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 3 ค่ายเอราวัณ ที่ประจำการอยู่บนรถไฟฟ้าบีทีเอส และถนนพระรามที่ 1 ตามคำสั่งของ ศอฉ. นอกจากนี้ ผลการตรวจคราบเขม่าดินปืนบนมือผู้ตายไม่ปรากฏ จึงเชื่อได้ว่า ผู้ตายทั้ง 6 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืน ไม่เชื่อว่ามีการยึดอาวุธได้ภายในวัด อีกทั้งไม่มีชายฉกรรจ์ชุดดำ เนื่องจากไม่ปรากฏภาพถ่าย หรือพยานที่ชัดเจน

ทว่าเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2562 พะเยาว์โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คเผยว่า ได้รับหนังสือแจ้งจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ว่า อัยการศาลทหารมีคำสั่ง ‘ไม่ฟ้อง’ นายทหารทั้ง 8 โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีพยานหลักฐาน ไม่มีพยานแวดล้อม และพยานบุคคล ทั้งที่พะเยาว์ยืนยันว่า มีคลิปวิดีโอ ภาพถ่าย พยานหลักฐานปลอกกระสุน หัวกระสุนที่ฝังอยู่ในศพผู้เสียชีวิตก็เป็นชนิดเดียวกัน พยานบุคคลที่อยู่ในวัด กระทั่งการให้ปากคำด้วยตนเองของนายทหารทั้งหมด ที่ยอมรับต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ว่า ทุกคนอยู่บนรางรถไฟฟ้าในวันดังกล่าวจริง

เธอตั้งข้อสงสัยด้วยความบริสุทธิ์ใจในฐานะผู้เสียหายว่า ศอฉ. ในปี 2553 หลายคนคือ คสช. ในปัจจุบัน

“บอกเลยว่าต่อให้ใครมาเป็นรัฐบาล ใครมาเป็นนายกฯ คุณได้เจอผู้หญิงคนนี้แน่นอน” แม่ของกมนเกดกล่าว “เป็นภูเขาฉันก็จะเจาะ ขอให้มันได้ทะลุไปถึงเป้าหมาย คนฆ่าและสั่งฆ่าต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม”

เอาละ, ตัดเรื่องที่พะเยาว์ต้องหลั่งน้ำตาระหว่างการสัมภาษณ์ไปก่อน ไหนๆ เธอก็เป็นแม่ที่แสนแข็งแกร่ง ยืนหยัดเพื่อทวงความยุติธรรมให้บุตรสาวอย่างไม่ครั่นคร้ามมาโดยตลอด นับจากนี้ เรามาว่ากันด้วยความจริงล้วนๆ

ขอความยุติธรรมจงอยู่ข้างแม่

ตอนเกิดเหตุล้อมปราบผู้ชุมนุมในปี 2553 คุณแม่ทราบข่าวการเสียชีวิตของลูกสาวได้อย่างไร

พอการชุมนุมมาถึงวันที่ 10 เมษายน 53 เริ่มมีคนตาย วันที่ 13 เกดกลับมาบ้าน เล่นน้ำสงกรานต์กับน้อง เล่าเหตุการณ์วันที่ 10 ให้ฟัง เราก็มองหน้าแล้วพูดว่า ถ้าหนูลงไปช่วยตรงนั้น มันอันตราย ระวังตัวนะ น้องก็บอก แม่ไม่ต้องห่วงหรอก เครื่องหมาย ‘กาชาด’ ต่อให้รบกันแค่ไหน ก็ไม่ทำอันตรายกัน หนูไม่ได้ยุ่งกับพวกเขา หนูอยู่ในเต็นท์

ย้ำคำนี้กับเราให้สบายใจอยู่ตลอดเวลาว่า อยู่แผนกพยาบาล ไม่มีอันตราย เราก็ไม่ว่าอะไร โตแล้ว คิดเองได้ เพราะเป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็ก วันที่ 13 คือวันสุดท้ายที่เกดได้กลับมาหาพ่อแม่และน้อง จากนั้นก็ไม่ได้มา ส่วนเราไม่ได้สนใจการเมือง จนการชุมนุมจะย้ายจากตรงแยกคอกวัวไปราชประสงค์ เราก็ดูในข่าว เห็นเต็นท์ริมถนนเต็มเลย ก็ดูผ่านๆ เพราะต้องขายของ ทำมาหากินของเรา

เริ่มรุนแรงก็ยังไม่สะกิดใจตนเองสักเท่าไร วันที่ 13-16 มีคนตายไล่มา จนวันที่ 19 สถานีโทรทัศน์เริ่มบล็อกข่าวเหตุการณ์รุนแรง ไม่เอาภาพออกเยอะ ภาพของทหารที่ใช้กำลังกับประชาชนไม่ค่อยเอาออก มีเพียงรายงานสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้ว สุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้อำนวยการ ศอฉ. ประกาศเคอร์ฟิว 2 ทุ่ม เราเห็นข่าวตั้งแต่ตอนบ่ายๆ ว่า นปช. มอบตัวกับเจ้าหน้าที่แล้ว คิดว่าเดี๋ยวประชาชนต้องกลับบ้านกัน

เริ่มเป็นห่วงลูก พ่อน้องเกดถามว่าเมื่อไหร่ลูกจะกลับ คิดถึงลูกแล้ว ตอน 6 โมงกว่าเราก็โทรหาลูก สักพักเขารับสาย ได้ยินเสียงปืนทางโทรศัพท์ ที่บ้านเรียกลูกสาวว่าเจ้าหมู เพราะตัวเขาอ้วน แม่ก็ถามว่า หมู… ทำไมมีเสียงปืนล่ะลูก น้องก็บอก หนูก็ไม่รู้เหมือนกันแม่ เราถามต่อ ตอนนี้หนูอยู่ไหน น้องตอบว่า หนูอยู่หน้าวัด เราก็บอกลูกว่า หนูเข้าไปอยู่ในวัดนะ ถ้าวันนี้กลับไม่ทันก็ไม่ต้องกลับ เพราะมีเคอร์ฟิว พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับมาหาแม่

ประโยคสุดท้ายน้องพูดว่า ได้แม่ แค่นี้ก่อนนะ มีคนเจ็บ เราก็คิดว่าคนเจ็บอาจเป็นคนแก่ที่เป็นลมหรือเด็กเล็ก แล้วเราก็วางหูจากลูก พ่อน้องเกดเตรียมจะซื้อกับข้าวที่ลูกชอบมาทำให้กินตอนเช้า พอทุ่มกว่าๆ แม่เก็บร้าน เข้าบ้าน พอดีน้องสะใภ้โทรเข้ามาบอกว่า มีคนโทรบอกว่าเจ้าหมูถูกยิง เราก็พูดว่า ใครล้อเล่น ล้ออย่างนี้หนักไปมั้ง ถามว่าเบอร์ใครที่โทรมา เขาก็บอกว่าเบอร์ของเพื่อนเจ้าหมูที่ไปอยู่ด้วย

แม่ก็โทรหาเขา เพื่อนบอกว่ามีคนโทรมาบอกอีกที แล้วให้เบอร์โทรกับแม่ แม่โทรไปไม่มีคนรับ เลยตัดสินใจโทรเข้าเบอร์น้องเกด มีคนรับสาย แต่เป็นเสียงผู้ชาย แม่พูดไปว่า เมื่อกี๊มีคนโทรมาบอกว่าเจ้าหมูโดนยิง ปลายสายตอบว่า จริงครับแม่ น้องโดนยิง เราถามว่า แล้วไปหาหมอหรือยัง เขาก็เงียบไป แล้วร้องไห้

แม่… น้องตายแล้ว

เราก็ด่าเขาสิ แบบนี้ไม่ได้นะ ล้อเล่นแบบนี้ไม่ได้ ชีวิตคน ฉันเพิ่งคุยกับลูกเมื่อกี๊ แล้วคุณมาบอกว่าลูกฉันตาย คุณพูดได้ยังไง เขาร้องไห้ไม่หยุด แม่ น้องตายแล้วจริงๆ พวกเราไปช่วยกันเอาศพน้องเข้ามาอยู่ข้างในแล้ว น้องตายแล้วจริงๆ เราก็วางหู นั่งนิ่งสักพัก แล้วเดินขึ้นไปบอกพ่อ ถามคำเดียวกับเราเลยว่า ส่งโรงพยาบาลหรือยัง

 

ตอนนั้นคุณแม่ก็ยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน?

ที่เรานิ่ง เพราะคิดว่าเป็นเรื่องโกหก วันนั้นออกจากบ้านไม่ได้ ติดเคอร์ฟิว รถไม่วิ่งแล้ว ก็รอพรุ่งนี้เช้าแล้วกัน ทุกคนร้องไห้ คืนนั้นไม่ได้นอน ลองโทรไปพวกศูนย์กู้ชีพเพื่อถามข่าวว่ามีคนตายจริงไหม ได้ความว่ามีแต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นใคร มีหญิงกี่คน ชายกี่คน รู้แค่ว่ามีคนตายในวัด ตอนนั้นยังคิดอยู่ว่าอาจเป็นผู้หญิงคนอื่นก็ได้ อาจไม่ใช่ลูกเรา

พอ 6 โมงเช้าลองโทรเข้าเครื่องลูกอีกที ไม่มีคนรับแล้ว แม่ก็หาเบอร์วัดปทุมฯ โทรอยู่นาน จนกระทั่งมีพระมารับสาย เราถามท่านว่า ที่นั่นมีคนตายไหม ท่านตอบมีโยม 6 ศพ มีผู้หญิงไหมคะ เราว่า ท่านบอกมีหนึ่งศพโยม นาทีนั้นคิดว่าคงหลอกตนเองไม่ได้แล้ว เมื่อพระยืนยัน เราก็บอก นั่นลูกดิฉัน เดี๋ยวดิฉันจะเข้าไปดู

พระท่านรีบบอกเลย โยมอย่าเพิ่งเข้ามา เข้าไม่ได้ ตอนนี้ยังยิงอยู่เลย ใครขยับไม่ได้เลย ตอนนี้ทางวัดกำลังติดต่อผู้ใหญ่ พวก สส. หรือใครก็ตาม ให้มารับคนออกไป ตอนนี้คนอยู่ในวัดเป็นพันๆ เลยโยม นี่คือคำพูดของพระ

วันที่ 20 พอสายหน่อยลองเรียกแท็กซี่ ไม่มีใครยอมไปตรงนั้น เราก็เปิดทีวี มีจับภาพการยิง จับภาพ 6 ศพวัดปทุมฯ หมอพรทิพย์ โรจนสุนันท์ กำลังลงไปเช็ค เอาเสื่อคลุมศพไว้ แต่มีปลายขาโผล่ออกมานอกเสื่อ พอกล้องซูมใกล้ๆ เรารู้ทันทีว่านั่นคือลูกเราแน่ จำขาเขาได้ นาทีนั้นคิดว่าฉันหลอกตนเองไม่ได้อีกแล้ว นี่คือศพลูกฉัน ลูกฉันตายจริงๆ จากนั้นเขาทยอยส่งศพเข้าโรงพยาบาลตำรวจ เราก็โทรไป บอกว่าจะเข้าไปที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่บอกว่าคุณไม่ต้องมา ถึงคุณมาเราก็ยังให้คุณดูไม่ได้ เพราะศพต้องผ่าพิสูจน์ก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยมา…

ผลเป็นอย่างไรบ้าง

ไปถึงโรงพยาบาล เขาชันสูตรเสร็จแล้ว น้องชาย 2 คนเข้าไปดูศพพี่เขา ส่วนเรา เจ้าหน้าที่บอกต้องไปเดินเรื่องที่เขตเพื่อเอาศพออกไปวัด ก่อนไปได้คุยกับหมอชันสูตร ถามว่าลูกสาวถูกยิงกี่นัด ยืนกันอยู่ต่อหน้าหมอ 3 คนแม่ลูก หมอเงียบ นั่งมองโต๊ะ แล้วตอบโดยไม่มองหน้าว่า 2 นัด ลูกชายกำลังจะถามต่อ แม่ชิงบอกว่าไปทำเรื่องเอกสารก่อน พระมารอจูงศพไปวัดแล้วเดี๋ยวไม่ทัน

พอเอาศพออกมาแล้ว หมอพรทิพย์ กับ เสธ.ไก่อู (พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด)​ ขึ้นแถลงข่าวว่า ศพในวัดทั้ง 6 ถูกนำออกนอกพื้นที่ เรานึกในใจว่าเอาออกนอกพื้นที่คืออะไร แปลว่ายิงจากข้างนอก แล้วลากศพเข้าไปด้านในเหรอ มันคืออะไร เขาแถลงว่าศพพยาบาลอาสาถูกยิง 2 นัด ไม่มีหัวกระสุนในตัว เขาเป็นคนตรวจสอบศพก่อนส่งเข้าไปในโรงพยาบาล แล้วออกมานั่งแถลงกับไก่อูว่าน้องถูกยิง 2 นัด

พอสวดคืนแรกมีคนจากมูลนิธิหนึ่งมา คือคนที่เอาศพน้องเกดไปโรงพยาบาล บอกเราว่า “แม่ น้องไม่ได้ถูกยิง 2 นัด น้องถูกยิงมากกว่า 2 นัด ไม่เชื่อแม่ไปดู” พอสวดเสร็จ แขกกลับ เราให้สัปเหร่อดึงศพลูกจากช่องเย็น ข้างขวาถูกยิงตั้งแต่เข่าไล่ขึ้นไป ในภาคสนามของทหารเขาบอกว่าตรงเข่า เป็นจุดที่ยิงเพื่อไม่ให้เหยื่อหนี พอชันสูตรอีกรอบ บนร่างกายน้องมีรูกระสุนเข้าออก 11 รู หมอแทงออกมาในชันสูตร มีหัวกระสุนค้างอยู่

หมอพรทิพย์เป็นคนชี้หัวกระสุนเอง แต่คุณแถลงกับไก่อูว่าโดนยิง 2 นัด ไม่มีหัวกระสุนในตัว พอเสร็จงานศพลูก แม่ประกาศกับนักข่าวเลยว่า หมอพรทิพย์ แน่จริงแถลงต่อหน้าฉัน คุณพร้อมเมื่อไหร่ ฉันพร้อมเมื่อนั้น แถลงเลยว่าลูกฉันถูกยิงกี่นัด แล้วหัวกระสุนไม่มี คุณแถลงออกมาเลย สุดท้ายหมอพรทิพย์หนีลงใต้ไปเลย ไม่ออกมาแถลงอะไรอีก

ทุกอย่างเริ่มเปิดเผย ภาพเด็กผู้ชายที่อยู่กับน้องเกดตรงเต็นท์ เจ้านั่นไปตายข้างใน เพราะไม่ได้ถูกยิงโดนจุดสำคัญ แต่ก็ไม่สามารถพาไปส่งโรงพยาบาลทัน เพราะออกไปไม่ได้ สุดท้ายเสียเลือดจนตาย ซึ่งตอนนั้นเรามองประเด็นว่า หนึ่ง… ลูกไม่ได้ถูกยิง 2 นัด สอง… งานศพลูกเรามีทหารนอกเครื่องแบบมาถ่ายรูปผู้ร่วมงานทุกคน คุณฆ่าลูกเขาแล้ว ยังตามไปข่มขู่เขาอีก ดิฉันโดนตลอดจนถึงบ้าน ขับรถวน ไปไหนก็ตาม

จากเดิมไม่เคยสนใจการเมือง คุณแม่เคยให้สัมภาษณ์ว่าจำนวนรูกระสุนดังกล่าว ทำให้ความคิดเปลี่ยนไปเลย เพราะอะไร รู้สึกเหมือนโดนโกหกอย่างนั้นหรือ

ใช่! (ตอบทันที) เราโดนโกหกตั้งแต่ที่บอกว่าลูกถูกยิง 2 นัด และไม่มีหัวกระสุน จากที่เป็นแม่ค้าขายดอกไม้ ทำให้พลิกตัวเอง ลูกฉันถูกฆ่าตายนะ แล้วยังถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายอีก คนตายแต่ละคนถูกกล่าวหา บางคนทำประกันชีวิตไว้นี่ไม่ได้นะ เพราะไอ้คำว่าผู้ก่อการร้าย ตรงนี้เลยเกิดคำถามว่าจะทำอย่างไรเพื่อคืนศักดิ์ศรีให้แก่คนตาย แล้วถามว่าพวกคนที่สั่งฆ่าทุกวันนี้ก็ยังลอยนวล มันเป็นความเจ็บปวดของคนที่ได้รับผลกระทบ

จริงๆ บอกได้เลยว่าตัวแม่เอง ตั้งแต่มีอายุครบใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ไม่เคยเลือกใครเลย จนกระทั่งเข้ามาสู่วังวนตรงนี้ จึงเริ่มนึกถึงสิทธิของตนเอง สิ่งที่ถูกกระทำมันสอนตัวเราว่า มาถึงตรงนี้ได้อย่างไร เรายอมได้อย่างไร ตอนนี้สภาพมันเงียบ เพราะถูกโอนไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เราเคยไปร้องขอกับทางกองปราบให้เป็นฝ่ายทำคดี แต่ปรากฏไม่ โยนไปดีเอสไอหมด ให้เป็นคดีพิเศษ (เดือนพฤษภาคม 2562 ครบ 9 ปีของการเสียชีวิต)

การที่คดีถูกส่งไปดีเอสไอ มีความยุ่งยากใจไหม

พอเราศึกษามาถึงทุกวันนี้ รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างควบคู่ไปกับการเมือง คนตายคือเหยื่อของการเมือง มันทำให้เรามีความรู้เยอะขึ้น เราจับประเด็นได้ว่าประชาชนที่มาตายในการเมืองแต่ละครั้งเป็นเหยื่อทั้งนั้น เราจะบอกคนรุ่นหลังๆ เลยว่า ทุกเหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นบทเรียน เราต้องทำความเข้าใจกับมันก่อนไปร่วมชุมนุมหรืออะไรก็ตามแต่ เราต้องเข้าใจหลักของมัน

พูดตรงๆ ว่า การเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ของคนทั้ง 2 ฝ่าย 2 คู่กรณี แต่ละฝ่ายก็เอาประชาชนเป็นเหยื่อตรงกลาง ต่างคนต่างกล่าวอ้างหมด แต่ถึงเวลาที่มีเหตุการณ์รุนแรง คนตายจะเป็นแค่ประชาชน ไม่มีนักการเมืองตาย ไม่มีใครเสียหายนอกจากประชาชน คุณสังเกตได้เลย อดีตไม่ต้องพูดถึงก็ได้ ในเหตุการณ์ตั้งแต่ปี 53 เป็นต้นมา มันเด่นชัดมากที่มีประชาชนตายเป็นร้อย บาดเจ็บ 2,000 กว่า

พอมีการเยียวยาเกิดขึ้น ก็อ้างว่าเยียวยาแล้ว ก็ควรจะเงียบสิ ประเด็นตรงนี้ที่แม่ได้ยินบ่อย ถามว่าตัวเองอยากรับการเยียวยาไหม ฉันไม่อยากรับ แต่ก็ถูกขอร้องให้รับ เพราะว่าการเยียวยาหมายความว่าเราจะฟ้องคดีแพ่งเขาไม่ได้ ทั้งที่ตอนนั้น 98 หรือ 99 ศพที่ตาย เขาฟ้องแพ่งกัน ปรากฏว่าทุกศาลไม่รับฟ้องเลย มีศพน้องเกดนี่แหละที่ศาลรับ เพราะแม่เกดยันต่อศาล ต่อหน้าผู้พิพากษาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เลยว่าดิฉันมีความรู้สึกแบบไหน

ลูกดิฉันถูกฆาตกรรม ไม่ใช่เป็นการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ซึ่งอ้างว่าทำตามคำสั่ง เพราะลูกเราถูกฆ่าตายเพราะการปฏิบัตินอกเหนือคำสั่ง กฎหมายมีอยู่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีกฎกำหนดอยู่ว่าแค่ไหนที่จะคุ้มครองเจ้าหน้าที่ได้ แต่ในกรณีของลูกเราไม่ใช่ ลูกเราถูกฆ่าโดยเจ้าหน้าที่โดยตรง เพราะเราถือว่าปืนทุกกระบอกที่อยู่บนมือเจ้าหน้าที่ แล้วเล็งลงไปในวันนั้น เขาย่อมเห็น ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่

คุณอยู่บนที่สูง คุณเห็น แต่คุณก็ยังยิงคนที่อยู่ในเต็นท์พยาบาล ลูกสาวดิฉันตายตรงหน้าโต๊ะยา และเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ถูกยิงมากสุด

คนทั่วไปที่ตามข่าวห่างๆ อาจได้ยินแค่ว่าน้องเกดเป็นพยาบาลอาสา รบกวนคุณแม่อธิบายให้สังคมฟังว่า น้องไปทำอะไรในการชุมนุมปี 2553

ตัวน้องเกดจบผู้ช่วยพยาบาล เคยทำงานที่โรงพยาบาลเอกชน อยู่ห้องผ่าตัด หลังรัฐประหารปี 49 ธุรกิจทุกอย่างเริ่มซวนเซกันหมด แม้กระทั่งโรงพยาบาลที่น้องทำอยู่ก็ต้องยุบขนาดให้เล็กลง ไม่สามารถรับประกันอะไรได้อีก พอเป็นแบบนั้นน้องเกดก็ลาออก จริงๆ ก่อนลาออกช่วงปี 47 มีเหตุการณ์สึนามิในประเทศไทย คนตายมาก รัฐบาลทักษิณ (ชินวัตร) ประกาศขอความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลต่างๆ หากมีเจ้าหน้าที่ซึ่งสามารถตรวจอัตลักษณ์ของศพได้ น้องเกดจึงอาสาลงไปช่วยโดยไม่บอกแม่

เป็นสึนามิครั้งแรกของไทย เรากลัวเพราะมีข่าวออกมาตลอดว่าจะมีอาฟเตอร์ช็อก กลับมาแล้วแม่จึงถามว่า ไปไหนทำไมไม่บอกแม่ก่อน น้องเกดตอบว่า แม่ไม่ต้องพูดนะ หนูเป็นคนของแผ่นดิน หนูอยากทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ แม่อย่าว่าหนู ถ้าบอกก่อน แม่ก็ไม่ให้หนูไป เราก็เงียบ ไม่พูดอะไร นึกได้ว่าเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว สมัยเรียนก็ไปเป็นพวกอาสาเก็บศพกับเพื่อน

พอลาออกจากโรงพยาบาลอย่างที่บอกไป ก็มาช่วยแม่ขายดอกไม้ที่ตลาดไปพลางๆ ระหว่างรอจังหวะโรงเรียนผู้ช่วยพยาบาลของกองทัพบกเปิดรับ เพราะอยากไปเรียนต่อที่นั่น ถึงแม่ไม่ใช่คนร่ำรวย แต่ถ้าสอบติดก็จะส่งเสีย เกดบอกว่ามั่นใจ ถือว่ามีประสบการณ์ในการเรียนและทำงานมาแล้ว จากนั้นก็ยิ้ม อีกคำที่บอกกับแม่คือ ถ้าเรียนจบ จะไม่อยู่กรุงเทพฯ ขอลงใต้ ซึ่งตอนนั้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มันแรงมาก

เรามองหน้าลูก นึกในใจ ลูกฉันทำไมคิดอย่างนี้วะ เราก็บอก เอ้า! ตามใจ

ช่วงจังหวะรอสอบที่มาช่วยแม่ เราก็ใช้ไปซื้อดอกไม้ที่ปากคลองตลาด เกดจึงผ่านตรงแยกคอกวัว ตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่ นปช. ไปยึดพื้นที่อยู่ ผ่านทุกวัน วันหนึ่งกลับบ้านมาพูดกับเราว่า ที่นั่นมีทั้งเด็กและคนแก่เยอะ มีเต็นท์พยาบาลด้วย ถ้ามีเวลาว่างอยากไปช่วยเขา แม่ถามว่าหนูจะไปช่วยยังไง ไปชุมนุมกับเขาหรือ น้องตอบว่าไปช่วยในเต็นท์ ช่วยเรื่องพยาบาล

จนช่วงหนึ่งน้องเกดไปทำงานการไฟฟ้า ญาติๆ กันชวนไปทำ อยู่แถวเกียกกาย น้องเลยบอกว่าไปนอนกับเพื่อนแถวดินแดงดีกว่า จะได้เดินทางสะดวก ช่วงนั้นเลยไม่ได้กลับบ้าน พอเลิกงานประมาณ 3 โมงครึ่ง ก็จะแวะเข้าไปที่เต็นท์พยาบาลในการชุมนุม

ทั้งๆ ที่ย้ำกับคุณแม่เองว่า ตามหลักสากลห้ามมิให้ทำร้ายบุคลากรที่มีเครื่องหมาย ‘กาชาด’ แต่น้องเกดก็ยังถูกยิง?

วันนั้นน้องใส่หน้ากากอนามัย ถุงมือ และเป้สะพายหลังที่มีสัญลักษณ์กาชาด ในนั้นมีทั้งน้ำเกลือ อุปกรณ์ปฐมพยาบาล หยูกยาต่างๆ คุณย่อมรู้ว่านั่นคือเต็นท์พยาบาล โต๊ะยาก็อยู่ตรงนั้น พอมีคนเริ่มถูกยิงจากหน้าวัด บาดเจ็บมา ลูกสาวก็ทำแผลเบื้องต้นแล้วส่งเข้าไปเต็นท์ด้านใน น้องเกดหลบอยู่ตรงนั้น ตายอยู่ตรงนั้น ตรงเต็นท์ยา ไม่ได้ตายที่อื่น น้องผู้ชายที่ทำงานและสนิทกันก็ตายตรงนั้น

มีคลิปตอนที่น้องเกดโดนยิง น้องผู้ชายผวาเข้าไปช่วย โดนยิงไปด้วย คลิปนั้นยังอยู่ แม่เปิดดูอยู่ทุกวัน ถามว่าเพื่ออะไร มันเป็นกำลังใจให้เราสู้ เวลาคิดถึงลูก เราต้องดูว่าลูกตายแบบไหน ตายยังไง ถ้าคุณเห็นภาพนั้นคุณจะเข้าใจเหตุการณ์หมดเลย บอกเลยว่าตัวเจ้าหน้าที่รู้ดีว่าตรงนั้นคืออะไร มาอ้างไม่ได้

จากคำสั่งศาลที่บอกว่า ผลการตรวจคราบเขม่าดินปืนบนมือผู้ตายไม่ปรากฏ ตรงนี้แสดงให้เห็นถึงสิ่งใด

สุเทพให้สัมภาษณ์ว่าคนพวกนี้คือผู้ก่อการร้าย มีชายชุดดำอยู่ในวัด และที่ตายคือพวกชายชุดดำซึ่งมีอาวุธ หมอพรทิพย์เป็นคนพิสูจน์ ผลสุดท้ายหมอพรทิพย์ออกมาแถลงต่อศาลว่า 6 ศพ ไม่มีคราบเขม่าดินปืน คุณดูเอาก็แล้วกัน ว่าเป็นไปอย่างนี้ได้ เรื่องเดียวกันแต่คุณสามารถพลิกคำพูดของคุณได้ตลอด

แล้วคำสั่งศาลที่ว่า ไม่น่าเชื่อว่ามีการตรวจยึดอาวุธในวัดปทุมฯ จริง?

ก็มันไม่มีอาวุธในวัดไง แต่ที่คุณถ่ายภาพออกมา คือคุณสร้างเอาเอง เจ้าหน้าที่ทำเอง แล้วศาลชี้เลยว่า เจ้าหน้าที่บนรางรถไฟฟ้าเป็นผู้ยิง ศาลชี้ออกมาแบบนี้ แต่ไม่ได้ชี้ว่าใน 8 คนนั้น ใครเป็นผู้ยิงใคร มันต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อ แต่ทุกอย่างถูกดับ อัยการไม่ยอมส่งสำนวน ไม่ส่งอะไรเลย เงียบสนิท เงียบมาตลอด

กลายเป็นว่าต้นเดือนสิงหาคม 2561 มีนายพลท่านหนึ่งเข้าไปล้วงลูกที่สำนักงานอัยการสูงสุด ไปคุยกับอัยการเรื่องคดีปี 53 ที่ตายทั้งหมด 90 กว่าศพ ขอให้ทำเป็นสำนวนมุมดำ ซึ่งความหมายคือ หาผู้กระทำผิดไม่ได้ ไม่มีการฟ้องต่อ ให้หยุดอยู่แค่นั้น ซึ่งข่าวที่ออกมาขนาดนี้ ถ้าไม่มีมูล นักข่าวจะกล้าเอามาลงไหม ถ้าไม่ใช่เรื่องจริงก็ฟ้องนักข่าวเลยว่าไม่จริง

พอรู้ว่านายพลคนนี้เข้าไปวันที่ 3 สิงหาคม วันที่ 7 ดิฉันไปเลย ไปที่อัยการแจ้งวัฒนะ ไปยื่นหนังสือและสอบถามว่ามีการย้ายอัยการชุดที่ทำคดีต้องส่งสำนวนขึ้นฟ้อง ออกนอกฤดูจริงหรือไม่ ขอให้ท่านช่วยตอบหน่อย เขาก็ตอบอะไรไม่ได้เพราะไม่ใช่หน้าที่ ตอนแรกนักข่าวคงยังไม่รู้ ไม่ได้ตีข่าวกัน จนดิฉันไปที่นั่น หลังจากนั้นก็ไปยื่นอีกครั้งที่อัยการสูงสุด ซึ่งคดีอยู่ที่นั่น ที่รัชดาและขอให้อัยการสูงสุดชี้แจงว่านายพลท่านนั้นคือใคร

มีศพอื่นๆ ที่ทยอยได้รับการพิสูจน์การเสียชีวิตว่าเป็นฝีมือใครบ้างหรือไม่

มี 20 กว่าศพเองค่ะ ที่เหลือยังค้างอยู่ที่ดีเอสไอ ไม่มีการทำอะไรต่อ รวมทั้ง พลเอกร่มเกล้า (ธุวธรรม) ที่เป็นทหารด้วย เคยถามรองนายกฯ ประวิตร (วงษ์สุวรรณ) ไปว่า ท่านไม่อยากรู้หรือ ลูกน้องท่านถูกใครฆ่าตาย เพราะเห็นพูดทีไรก็อ้างแต่ชายชุดดำ ใช้ชายชุดดำเป็นตุ๊กตาอย่างเดียว ประชาชนถูกแยกไปเป็น 2 ฝ่ายเราไม่ว่าหรอก ตรงนี้แล้วแต่ความคิดเห็น แต่อยากร้องขอว่าประชาชนแต่ละฝ่ายช่วยใช้วิจารณญาณในการเสพข่าวและแยกแยะความจริง

อีก 70 กว่าศพเป็นหน้าที่ของอัยการต้องชี้มูลการตาย ส่งไปให้ดีเอสไอดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อว่าผู้ตายถูกใครกระทำให้ตาย ตายที่ไหน อะไรยังไง ไม่ใช่ปล่อยให้ 70 กว่าศพนอนเงียบอยู่ในดีเอสไอ คนตายไม่ใช่น้อยนะคุณ แล้วดิฉันก็ทำหนังสือไปถึงประวิตร ยื่นว่าให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบด้วยว่านายพลท่านดังกล่าวเป็นใคร ถ้าไม่มีคำตอบ แปลว่าท่านเห็นด้วยกับสิ่งที่นายพลท่านนี้ทำ ใช่หรือไม่ เพราะในเหตุการณ์ปี 53 พวกท่านมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยทุกคน พวกท่านเป็นคู่กรณีการตายของประชาชนในปี 2553

เปลี่ยนภาพจาก ศอฉ. มาเป็น คสช. เท่านั้นเอง เซ็ตเดียวกันหมด

คุณแม่มีความคิดเห็นอย่างไรกับการใช้อาวุธจริงสลายการชุมนุม

มันผิดตั้งแต่ต้น คุณเข้าใจไหมว่าในเหตุการณ์ที่มีการเสียชีวิตของประชาชนจากเจ้าหน้าที่รัฐในปี 35 อานันท์ ปันยารชุน ซึ่งถูกเชิญให้เป็นนายกฯ ออกประกาศเลยว่า ห้ามให้ทหารออกปฏิบัติหน้าที่ โดยให้ตั้งศูนย์ฝึกตำรวจไว้ปฏิบัติหน้าที่โดยเฉพาะเวลามีการชุมนุมหรือจลาจล ไม่ให้ทหารเข้ามายุ่งเกี่ยว ถามว่ากฎตรงนี้มันหายไปไหน ทำไมอภิสิทธิ์ถึงเอาทหารออกมา ทำไมไม่ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก ทำไมเลือกใช้ทหารและอาวุธจริงในการปราบปรามประชาชน

รัฐบาลในช่วงนั้นที่ออกคำสั่งมา คุณต้องรับผิดชอบ เพราะคุณต้องเล็งเห็นแล้วว่าออกคำสั่งไปเกิดผลเสียอะไรบ้าง คุณย่อมรู้สิ แล้วคุณมีคำสั่งไปกี่ฉบับ ทหารก็อ้างว่าที่ทำเพราะมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรจากนายกฯ ไม่อย่างนั้นเขาไม่กล้าปฏิบัติหรอก สุดท้ายก็อ้างปฏิบัติตามหน้าที่ ตามคำสั่งของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉันถามเขาเลยว่ามันมีข้อไหนบ้าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อธิบายให้ศาลฟังสิ ยิงต่ำกว่าเข่าใช่ไหม เป็นการป้องกันตัวระยะประชิด ในกรณีถ้ามีคนจะเข้าทำร้ายคุณแล้วมีอาวุธ

แล้วคนที่ตายถูกยิงที่เข่าหรือเปล่า ฉันเห็นตั้งแต่เข่าขึ้นหัว ไม่มีใครต่ำกว่าเข่า แต่ละคนที่คุณฆ่าก็ไม่มีอาวุธ แม้กระทั่งในวัดที่ลูกฉันตาย หลังรัฐประหารปี 57 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอชุดเดิมถูกสั่งให้ย้ายออก และ คสช. ตั้งเจ้าหน้าที่ของตนเข้าไปดำเนินการ แล้วสั่งให้หยุดการสอบสวน ให้เงียบ จาก 20 กว่าศพที่มีการชี้มูลการตาย เด่นชัดที่สุดคือ 6 ศพวัดปทุมฯ เพราะพอเอาศพออกมา โอ้โห! คุณไปเจออาวุธใหม่เอี่ยมเลย

ดังนั้น 6 ศพเป็นอย่างน้อย คือผู้บริสุทธิ์

เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากน้องเกดโดนยิง ที่เราจะเข้าไปแล้วเขาไม่ให้เข้า มีความพยายายามเอาคนออกจากวัด ซึ่งหลบอยู่ในนั้นเบ็ดเสร็จ 3,000 กว่าคน รอยกระสุนเต็มพื้นในวัดไปหมด เขาสั่งทุบพื้นเลย แล้วลงปูนใหม่ เพื่อให้ลบวิถีกระสุนที่อยู่บนพื้น ปืนทุกกระบอกมีกล้องหมด เห็นหมดว่าที่ส่องลงไปคือเด็ก ผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ ซึ่งพอขึ้นศาลเขาก็ยอมรับ ว่าระยะเห็นผลมันกี่กิโลเมตร

มีกระทั่งเสียงกล่าวหาว่า น้องเกดเป็นพยาบาลเถื่อน?

เพื่อปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัว พอเราตั้งศพลูกได้ ก็ไปเอารูปที่ลูกเรียนจบ ทำบานใหญ่แล้วขึ้นตั้งหน้าโลงศพ สุเทพ เทือกสุบรรณ เงียบไปเลย

อีก 5 ศพในคดีวัดปทุมฯ ญาติๆ เขาสู้กันไหม

บางคนเป็นข้าราชการ อาจไม่สะดวก บางคนไม่อยากยุ่งเลย กลัวถูกคุกคาม ญาติคนตายในเหตุการณ์นี้โดนคุกคามนะ เขาเลยกลัว ไม่กล้าขยับ ของแม่โดนทุกรูปแบบ แต่ยิ่งคุกคาม ฉันก็ยิ่งตี ฉันยิ่งโต้ ไม่กลัว สำหรับคนที่ไม่ดำเนินการอะไรต่อ เราต้องยอมรับในการตัดสินใจของเขา บังคับเขาไม่ได้ จำได้ว่าเรื่องแรกที่ไปร้องดีเอสไอหลังเสร็จงานศพเพราะคดีดูเงียบๆ

ตั้ง คอป. (คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ) แล้วก็ไม่มีการแถลง แม่ไปกับลูกชายเลยเอาครกกับสากไปที่ดีเอสไอ เขาถามเอาครกมาให้ใคร บอกเอามาให้ คอป. เห็นปากดีว่าได้ข้อมูลครบแล้ว ถ้าเป็นส้มตำก็โขลกได้แล้ว แถลงสักทีว่ามันคืออะไร ส่วนดีเอสไอพอรับคดีไปแล้วเงียบ เลยเอาสากไปให้เป่า

นั่นเป็นครั้งแรกที่เริ่มสู้ ทหารวิ่งมาเลย ถ่ายรูป แม่ก็ชี้หน้าและถามเขาว่า นี่ข่มขู่ฉันใช่ไหม เลยบอกให้นักข่าวถ่ายรูปทหารไว้ด้วย ข่มขู่ฉัน ทหารยั้วะ เดินหันหลังกลับไปเลย ตั้งแต่วันนั้นรู้เลยว่าทำไมต้องลุกขึ้นสู้

กระทั่งรถแท็กซี่ที่ใช้โดยสาร ปกติในหมู่บ้านมีคันประจำซึ่งโทรเรียกได้ พอมาปุ๊บ เราก็เปิดขึ้นนั่งกับลูก เขาก็สวัสดีครับแม่น้องเกด เราก็ไม่คิดอะไร พอขับออกมาไม่เท่าไร พ่อน้องเกดโทรมาบอกว่า เธอ… แท็กซี่ที่เราเรียกเพิ่งมาเมื่อกี๊ อ้าว! แล้วที่ฉันนั่งอยู่คืออะไรวะ มาในคราบแท็กซี่ สมมุติเราหลุดเข้าไปจริงๆ เขาไม่พาเราไปฆ่าแบบที่ฆ่าลูกเราหรอก เขาพาเราไปตายด้วยอุบัติเหตุ โดนกันมาเยอะแล้ว

บางวันนั่งอยู่หน้าบ้าน ขี่มอเตอร์ไซค์วนไปวนมา จะไปไหนก็มีรถประกบเรา นี่ไงสิ่งที่เขาคุกคาม มันทำให้รู้ว่าญาติบางคนจึงกลัว เขาไม่บ้าเหมือนเรา เราเหมือนหมาบ้าไปแล้ว กูไม่สน ต้องอย่าลืมว่าดิฉันไม่ได้อยู่ฝ่ายไหน ไม่ได้เป็นอะไรเลย แต่โดนด่าจากทั้ง 2 ฝ่าย แดงก็ด่าว่าเป็นเหลือง เพราะไปด่าทักษิณตอนเหมาเข่ง เหลืองก็ด่าว่าเป็นแดง โดนด่าเรื่องรับเงินเยียวยาไปแล้ว

คุณต้องคิดแยกแยะให้ได้ว่าในกรณีที่ลูกหลานเราตาย แล้วรัฐจ่ายให้ 7.5 ล้าน หากคุณยอมจบ ก็เป็นสิทธิของคุณ แต่คุณจะบังคับให้คนอื่นยอมด้วยเป็นไปไม่ได้

ในกรณีเหตุการณ์ปี 53 มันต่างจากเหตุการณ์อื่นนะ ที่ผ่านมามีคู่กรณีแค่ 2 ฝ่าย คือ ประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ เวลาเคลียร์อะไรก็เคลียร์แค่ 2 ฝ่าย แต่ปี 53 ไม่ใช่ มันมี 4 ฝ่าย มีรัฐบาลอภิสิทธิ์ กองทัพ นปช. (เพื่อไทย) และประชาชน ฉะนั้น 3 ฝ่ายแรกต้องร่วมกันรับผิดชอบกรณีของคนที่ตาย แต่ทุกฝ่ายพอถึงเวลาไม่มีใครออกมารับผิดชอบ แม้แต่คำขอโทษยังไม่มีเลย

เวลาเพื่อไทยขึ้นเป็นรัฐบาล เขาก็บอกลืมๆ กันไป อภัยกันเถิด มองไปข้างหน้า เราก็ย้อนถามเขาว่า ถ้า 90 กว่าศพมีตระกูลชินวัตรตายสักคน จะมีการให้ลืมหรือเหมาเข่งไหม ฉันก็ใส่แบบนี้เลย

คุณไปดูได้เลย ประชาชนที่ตายปี 53 คุณรู้ไหมทำไมสังคมถึงด่าคนเสื้อแดงยับเลย เพราะผังล้มเจ้าไง ที่กองทัพเป็นคนสร้างขึ้น ไก่อูออกมาแถลง พอมีคนตายไปจริงๆ ไก่อูออกมายอมรับว่าผังล้มเจ้าไม่มีจริง แต่คนตายจริงไปแล้วใครรับผิดชอบ แล้วคนถูกเกลียดถูกด่าเป็นครึ่งค่อนประเทศ เพราะความคิดชั่วๆ ของคุณ ฉันถึงบอกว่า ฉันไม่ยอมพวกคุณ ใครจะว่ายังไงฉันก็ไม่ยอมพวกคุณ คิดบัญชีกันก็คิด

คำถามคือจะทำอย่างไรให้สังคมคิดมากกว่านี้ มองให้กว้างกว่านี้ อย่าอยู่ในกรอบที่เขาจำกัดให้เรา อย่าคิดว่าอะไรๆ ก็ช่างมัน

คดีของน้องเกดมีอายุความ 20 ปี?

คุณอย่ามองว่ามันอีกนาน มันไม่นานหรอก

สังเกตไหมว่าเหตุการณ์ที่มีคนตายแต่ละครั้งในประเทศไทย ตั้งแต่ 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19 และพฤษภา 35 ทุกอย่างถูกกลบมิด ไม่ให้พูดถึง แล้วก็ยื้อไปจนกระทั่งหมดเวลาของกรอบคดี แล้วทหารคนนั้นๆ ก็ออกมานั่งพูดให้สัมภาษณ์อย่างสง่าผ่าเผย ฉันทำตรงนั้นทำตรงนี้ คุณจะให้เหตุการณ์ปี 53 มันเหมือนที่ผ่านๆ มาใช่ไหม พอจบแล้วพวกคุณก็สบาย คนตายก็ตายฟรี ไอ้คนที่ฆ่าก็ไม่ต้องติดคุก คนสั่งฆ่าก็ลอยนวล ประเทศไทยเป็นรัฐลอยนวลมานาน

ดิฉันขอบอกเลยว่า จะต่อสู้เพื่อไม่ให้ลูกหลานตายฟรีเหมือนที่ผ่านมา ในเมื่อกระบวนการยุติธรรมในประเทศทำไม่ได้ ดิฉันก็จะเดินหน้าไปถึงต่างประเทศ เคยเดินทางไปกรุงเฮกมาแล้ว ไปเองด้วย ตอนนั้นเพื่อไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาลทุกคนตั้งเป้าหมายเลยว่าต้องลง ICC (International Criminal Court – ศาลอาญาระหว่างประเทศ) ซึ่งอัยการทางเขาพร้อมเลย

แต่ไม่ จู่ๆ เพื่อไทยไม่เซ็น เพราะคุณต่อรองกันเองใช่ไหม คุณไม่เห็นผลประโยชน์ของคนที่ตายเลย ไม่เห็นประโยชน์ของประชาชนเลย เพราะถ้าลงนามมันจะคุ้มครองไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ใครขึ้นมามีอำนาจก็ไม่สามารถสั่งการอะไรที่ทำลายชีวิตประชาชนได้ นี่คุณเล่นไม่ลงนาม ดิฉันเลยบอกว่าถ้ากระบวนการมันพึ่งไม่ได้ เราก็ต้องพึ่งตัวเอง คือ ICC ไม่มีอายุความ ถ้าเราพร้อม ไปได้เลย ฟ้องได้ ดิฉันจะต่อสู้ถึงขั้นนั้น

ส่วนที่ศาลฎีกาพิพากษายืนยกฟ้องคดีอภิสิทธิ์กับสุเทพสั่งสลายเสื้อแดงปี 53 นั้น เป็นภาพรวมของพรรคเพื่อไทยที่ทำสำนวนฟ้อง ฟ้องโดยตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งมันไม่ใช่ ดิฉันไม่สนใจ เพราะไม่ได้ไปร่วมฟ้องอะไร ไม่เคยมาบอกดิฉัน

รบกวนเล่าถึงช่วงต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

เป็นคนแรกก่อนที่สุเทพออกมาตั้งเวทีประท้วงไม่เอาเหมาเข่ง เดินจากอนุสาวรีย์ไปสภาฯ ซึ่งกำลังประชุมเรื่องแปรญัตติ บุกไปถึงที่นั่น ร่วมหัวจมท้ายและตกลงกันกับ คุณพ่อน้องเฌอ (พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ – บิดาของ สมาพันธ์ ศรีเทพ หนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์พฤษภา 53) ว่าเราต้องเปลี่ยนแปลงมันนะ เราต้องไม่ให้ลูกเราตายฟรี เราก็ปรึกษานักกฎหมาย ร่างเป็น พ.ร.บ. ฉบับประชาชนขึ้นมา

เนื้อหาคือให้นิรโทษประชาชนทุกฝ่ายทุกสีออกไป เพราะถือว่าเป็นเหยื่อทางการเมือง ยกเว้นไว้ซึ่งแกนนำแต่ละฝ่าย เจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เราขอไว้แค่นี้ แต่ถ้าคุณอ้างว่ามีชายชุดดำ แล้วสืบพบว่ามีตัวตนอยู่จริง ก็ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไป ซึ่งเพื่อไทยที่เป็นรัฐบาลอยู่ตอนนั้นไม่รับ ดิฉันก็ไปยื่นมาหมด ประชาธิปัตย์ก็ยื่น ถือว่าเป็นฉบับประชาชน ทุกคนต้องรู้ มันซับซ้อนมากในการตายของประชาชน เพราะทุกฝ่ายดึงเอาชีวิตของประชาชนเป็นเครื่องต่อรอง

 

ความคืบหน้าของกระบวนการยุติธรรมดูมืดๆ ตันๆ ไหมในมุมมองของคุณแม่

ถ้าเรายังยอมให้ประเทศเป็นเผด็จการโดยทหารคุมแบบนี้มันก็แย่ น้องเฌอเองก็ยังอยู่ใน 70 กว่าศพที่ดีเอสไอยังไม่ได้ชี้มูล ยังกองอยู่ในนั้น ดิฉันร้องขอว่าที่สู้ทุกวันนี้เพราะลูกเราตาย เราก็บอกว่าไม่อยากให้การตายครั้งนี้เปล่าประโยชน์ ขอให้เด็กรุ่นหลังอย่ามาตายเพราะคนพวกนี้ อย่างน้อยๆ ขอให้ประเทศเปลี่ยนไป

ไม่มีใครกล้าสั่งให้ดำเนินการอะไรกับประชาชนง่ายๆ เหมือนที่ผ่านมา ขอต่อสู้แบบนี้

 

คาดหวังสิ่งใดจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

บอกเลยว่าต่อให้ใครมาเป็นรัฐบาล ใครมาเป็นนายกฯ คุณได้เจอผู้หญิงคนนี้แน่นอน ต้องได้รับหนังสือจากผู้หญิงคนนี้ เพราะคุณอยู่เฉยกับเรื่องนี้ไม่ได้

 

ตอนนี้ภายนอกคุณแม่ดูเป็นผู้หญิงแกร่งมาก จริงๆ แล้วข้างในยังรู้สึกเจ็บปวดมากหรือเปล่า

ความเจ็บปวดมีตลอด ความคิดถึงลูก บางคนอาจนึกว่าคงทำใจได้แล้ว แม่ก็ไม่อยากไปตอบโต้เขา ลูกเราเกิดมาเพื่อช่วยเหลือคน ตัวเขาเองยังคิดว่าตนเองเป็นคนของแผ่นดิน แม่ภูมิใจในความคิดของเขา แล้วคุณมีสิทธิอะไรมาฆ่าลูกฉัน ความเจ็บปวดมันเกาะกินอยู่ในใจ และต้องเปลี่ยนมันให้กลายเป็นพลังแห่งการต่อสู้ สู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความจริง ความถูกต้อง

ประชาธิปัตย์เคยออกมาตอบโต้ว่าได้ 7.5 ล้านค่าเยียวยานี่มากเกินไป ดิฉันขับรถไปที่สภาฯ เลย เหมารถโมบายล์ไปอีกคัน จอดปิดประตูสภาฯ แล้วเรียกอภิสิทธิ์ออกมา ผิดกฎหมายหรือเปล่าไม่รู้ แต่ฉันทำ แล้วก็ถามเลยว่า ตกลงคุณตีค่าชีวิตมนุษย์เป็นตัวเงินใช่ไหม ถ้าเทียบได้ แล้วคุณคิดว่าที่ได้มากเกินไป ฉันจะเอาเงินมาวางตรงหน้าคุณ ขอยิงหัวลูกคุณ แล้วจบกัน โอเคไหม

คือถ้าไม่คิดจะต่อสู้กันด้วยหัวจิตหัวใจของความเป็นมนุษย์ อย่าพูดแบบนั้นออกมา

 

เราควรบอกตนเองอย่างไร กับการบาดเจ็บล้มตายของประชาชน ที่วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา

เรื่องนี้สำคัญนะ บทเรียนมันอยู่ที่ประชาชนต้องเป็นผู้ใช้วิจารณญาณ อีกส่วนที่เป็นปัญหาคือประเทศไทยปิดกั้นการให้ความรู้แก่เด็ก ความรู้มันถอยหลัง ในขณะที่ประเทศอื่นไปถึงไหนแล้ว เขาไม่ต้องการให้เราฉลาดไง เขาตีกรอบให้ประชาชนคิด ว่าถ้าเกิดมีการฆ่าเมื่อไร พวกฉันก็ลอยลำ คนตายก็ตายฟรี บางทีก็เอาเงินฟาดหัวไป ทุกอย่างจบ ถึงมีรัฐประหารอยู่เรื่อยๆ เพราะฆ่าคนแล้วไม่ติดคุก

บางคนบอก แม่… ตรงนี้ยากนะ แม่บอกเขาไปว่า ถ้าพูดยากแล้วหยุด วันข้างหน้าลูกหลานคุณก็ต้องตายต่อไปเรื่อยๆ ฉะนั้น ฉันจะต่อสู้กับคำว่ายาก เป็นภูเขาฉันก็จะเจาะ ขอให้มันได้ทะลุไปถึงเป้าหมาย คนฆ่าและสั่งฆ่าต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่เป็นรัฐลอยนวล

 

Author

สันติสุข กาญจนประกร
อดีตบรรณาธิการเครางาม ปลุกปั้นและปล้ำ WAY มาในยุคนิตยสาร นักสัมภาษณ์ที่ไม่ยอมให้ข้อสงสัยหลงเหลือในประโยคพูดคุย เรียบเรียงถ้อยคำความหล่อบนบรรทัดด้วยทักษะแบบนักประพันธ์ หลังออกไปบ่มเพาะความคิด สันติสุขกลับมาพร้อมรสมือและกลิ่นกายที่คุ้นชิน และแน่นอน ทักษะด้านการเขียนที่ผ่านการเคี่ยวกรำมาย่อมแม่นยำกว่าเดิม

Photographer

อนุชิต นิ่มตลุง
อาชีพเก่าคือคนขายโปสการ์ดภาพถ่ายขาวดำยุคฟิล์ม จับกล้องดิจิตอลรับเงินเดือนประจำครั้งแรกที่นิตยสาร a day weekly เมื่อปี 2547 ถ่ายงานหลากหลายรูปแบบทั้งงานสตูดิโอ ภาพข่าว สารคดี มีความสามารถพิเศษสั่งตัวแบบได้ตั้งแต่พริตตี้ คนงานทุบหินแถวหิมาลัย ไล่ไปจนถึงงานที่ถูกใครต่อใครหยิบยืมไปใช้สอยบ่อยๆ อย่างภาพถ่ายนักวิชาการที่ไม่น่าจะถ่ายรูปขึ้น นอกจากทำงานให้ WAY อย่างยาวนาน ยังเป็นเจ้าของกิจการเครื่องหนัง Dog's vision อันลือลั่น