สินบนมายา ‘บางกอกฟิล์ม เฟสติวัล’

ปูมหลัง

‘เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ’ (บางกอกฟิล์ม เฟสติวัล) เป็นงานเทศกาลภาพยนตร์ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

อย่างไรก็ตาม การคัดเลือก ‘ผู้จัดงาน’ เทศกาลภาพยนตร์ดังกล่าวใช้การจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ แทนที่จะเป็นการประกวดราคา ซึ่งเปิดช่องให้มีการใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจโดยผู้มีอำนาจ อันนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์จากงานเทศกาลดังกล่าวซึ่งมีมูลค่ามหาศาล โดยเฉพาะช่วงปี 2546-2549 ที่มี จุฑามาศ ศิริวรรณ เป็นผู้ว่าการ ททท. ในขณะนั้น

เส้นทางผลประโยชน์

ปี 2553 คำตัดสินของศาลแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า เจอรัลด์ กรีน (Gerald Green) และ แพทริเซีย กรีน (Patricia Green) ผู้บริหารบริษัทภาพยนตร์ชาวอเมริกัน ได้จ่ายสินบนให้แก่ จุฑามาศ ศิริวรรณ ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ททท. เพื่อให้จ้างบริษัทของตนเป็นผู้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ผ่านการจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ

อย่างไรก็ตาม การจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษตามกฎหมายไทยนั้น ผู้ว่าการ ททท. มีอำนาจอนุมัติการทำสัญญาโครงการในวงเงินไม่เกิน 25 ล้านบาทต่อสัญญา หากเกินกว่านั้นต้องใช้วิธีประกวดราคา สองสามีภรรยาครอบครัวกรีนจึงใช้วิธีตั้งบริษัทขึ้นหลายบริษัท และให้ ททท. แตกสัญญาจ้างเป็นหลายฉบับ โดยมูลค่าของสัญญาแต่ละฉบับอยู่ภายใต้วงเงินงบประมาณที่ผู้ว่าการ ททท. สามารถอนุมัติได้โดยไม่ต้องผ่านการประกวดราคา

ในช่วงที่จุฑามาศดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ททท. ก่อนการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์แต่ละปี จะมีการเจรจากับ เจอรัลด์ กรีน เพื่อทำการตกลงจ้างให้เป็นผู้จัดงาน ซึ่งทางบริษัทครอบครัวกรีนต้องแบ่งเงินให้แก่จุฑามาศราวร้อยละ 10-20 ของมูลค่าสัญญา

เมื่อตกลงกันเรียบร้อย ททท. จะแตกสัญญาจ้างจัดงานเทศกาลภาพยนตร์เป็นหลายฉบับ ขณะที่ครอบครัวกรีนก็เริ่มตั้งบริษัทหลายๆ เจ้า เพื่อแยกทำสัญญากับ ททท. โดยพยายามปกปิดว่าบริษัทเหล่านี้ตั้งโดยคนกลุ่มเดียวกัน ซึ่งก็คือครอบครัวกรีน ด้วยการใช้ที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ของสำนักงานคนละแห่ง

เมื่อได้รับเงินค่าจ้างจัดงานเรียบร้อย สองสามีภรรยาครอบคัวกรีนก็จะตกแต่งบัญชีค่าใช้จ่ายของบริษัทที่รับงานให้สูงกว่าความเป็นจริง เพื่อนำเงินส่วนที่เพิ่มขึ้นมาจ่ายสินบนให้แก่จุฑามาศ ด้วยการออกแคชเชียร์เช็ค หรือไม่ก็โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของลูกสาวจุฑามาศและเพื่อนของจุฑามาศ โดยระบุว่าเป็นค่านายหน้าการขาย

วิธีการดังกล่าวถูกใช้ตลอดการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ระหว่างปี 2546-2549 ภายใต้ความรับผิดชอบของจุฑามาศ

สถานะของคดี

สำหรับการดำเนินคดีกับผู้ให้สินบนในสหรัฐอเมริกา ศาลแคลิฟอร์เนียมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2553 ว่านายและนางกรีนกระทำความผิด จากการจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในต่างประเทศ เพื่อให้ได้มาซึ่งสัญญาการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ จึงตัดสินโทษจำคุก 6 เดือน และกักบริเวณในบ้านอีก 6 เดือน รวมถึงให้จ่ายค่าปรับอีก 250,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 7.5 ล้านบาท)

ขณะที่การดำเนินคดีกับจุฑามาศและลูกสาวซึ่งเป็นผู้รับสินบนในไทย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา จากการรับทรัพย์สินโดยมิชอบ และการเอื้อประโยชน์ให้มีการทำสัญญากับรัฐโดยไม่มีการแข่งขันด้านราคา โดย ป.ป.ช. ส่งเรื่องต่อให้อัยการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2554

ความคืบหน้าล่าสุด

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดของจุฑามาศ ศิริวรรณ ข้อหาร่ำรวยผิดปกติ และจะติดตามทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย

จากการรวบรวมพยานหลักฐานพบว่า จุฑามาศมีเงินฝากอยู่ในบัญชีประเทศอังกฤษ ไอร์แลนด์ สิงคโปร์ เกาะเจอร์ซีย์ และสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีบุตรสาวเป็นผู้ถือครองแทน และการชี้แจงถึงที่มาของเงินดังกล่าวไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ ป.ป.ช.จึงประสานกับทางการสหรัฐเพื่ออายัดทรัพย์สิน ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ.2003 และสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้อง อันจะทำให้คดีนี้เป็นคดีทุจริตระหว่างประเทศคดีแรกที่มีการติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตจากต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศ

สำหรับคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจุฑามาศและบุตรสาว ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้ทำการสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จสิ้นแล้ว และมีนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 29 มีนาคม 2560

ขณะเดียวกัน กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอยู่ระหว่างดำเนินคดีกับจุฑามาศและบุตรสาว ในความผิดฐานฟอกเงิน และดำเนินการริบทรัพย์ทางแพ่ง มูลค่ารวม 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือประมาณ 65 ล้านบาท

ผลกระทบต่อประชาชน

  • งานเทศกาลภาพยนตร์มีคุณภาพต่ำ และใช้งบประมาณมากกว่าที่ควรจะเป็น
  • การคัดเลือกผู้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์เป็นไปอย่างไม่เป็นธรรม

เอกสารอ้างอิง

United States v. Gerald Green, et al. Court Docket Number: 08-CR-059-GW, Central District of California

ที่มา : เรียบเรียงและแก้ไขข้อมูลเพิ่มเติมจาก หนังสือ ‘เมนูคอร์รัปชันและการแสวงหาผลประโยชน์’
พิมพ์ครั้งแรก : มีนาคม 2557
จัดพิมพ์และเผยแพร่โดย
มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
มูลนิธิองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย
ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย
สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ThaiPublica.org
ดำเนินการผลิต เปนไท พับลิชชิ่ง
*หมายเหตุ – สำหรับผู้สนใจ สามารถดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็มในรูปแบบ e-book ได้ที่ http://tdri.or.th/research/corruption-menu/
Editorial Staffสินบนมายา ‘บางกอกฟิล์ม เฟสติวัล’

Related Posts

สังคมสูงวัยที่ (ไม่) แข็งแรง

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ ‘สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์’ (Complete Aged Society) ในปี 2564 คนวัยทำงานในยุคนี้นอกจากจะต้องมีภาระหน้าที่ออมเงินให้มากขึ้นเพื่อดูแลพ่อแม่ที่แก่ลงทุกวันแล้ว ยังจำเป็นต้องสะสมทุนเพื่อจะดูแลตัวเองยามแก่เฒ่าในวันหน้าด้วย

‘The Border’ คน พรมแดน รัฐชาติ

อธิปไตยเหนือดินแดนไม่สามารถสร้างความชอบธรรมในการผูกขาดอำนาจของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป และสถานะของพลเมืองย่อมไม่อาจถูกยึดโยงอยู่ในกรอบของดินแดนอันคับแคบ งานวิจัยเรื่องชนชายแดนของ ศ.ดร.ยศ สันตสมบัติ ทำให้เราเห็นถึงแนวโน้มการผุพังและล่มสลายของแนวคิดรัฐชาติที่กำลังจะกลายเป็นเพียงความทรงจำของคนรุ่นถัดไป

ประชาธิปไตยบนเส้นขนานการขจัดคอร์รัปชัน / ประจักษ์ ก้องกีรติ

จากงานวิจัยเชิงวิพากษ์ ‘การพัฒนาประชาธิปไตยกับการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน: บทเรียนจากต่างประเทศ’ ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลือกทำการศึกษาในห้าประเทศ จุดร่วมของเกือบทุกประเทศคือ การเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการทหารมาเป็นประชาธิปไตย ควบคู่ไปกับการสะสางปัญหาคอร์รัปชัน