วิโรจน์ ลักขณาอดิศร: ฝันสลายของคนรุ่นใหม่และการศึกษาไทยที่บดขยี้ให้คนไม่เท่ากัน - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร: ฝันสลายของคนรุ่นใหม่และการศึกษาไทยที่บดขยี้ให้คนไม่เท่ากัน

สวัสดีครับ ผม – วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล อดีตคือพรรคอนาคตใหม่ แต่ถูกเขายุบทิ้งไปแล้ว เลยย้ายมารวมตัวกันที่บ้านใหม่ของเราที่เรียกว่า ‘ก้าวไกล’ ครับ

ข้างต้นคือประโยคแนะนำตัวของ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ถ้าเปรียบเทียบสนามการเมืองเป็นวงการลูกหนัง สีหน้า-แววตา-น้ำเสียงและเนื้อหา ทำให้เขากลายเป็นนักเตะดาวรุ่งในสภาที่แจ้งเกิดด้วยการทำผลงานโดดเด่นจากลีลาอภิปรายอันแสนดุเดือด เขาคือผู้แฉเบื้องหลังปฏิบัติการลับ IO กลางสภา ฟาดด้วยการเปิดเอกสารที่ระบุว่า กอ.รมน. อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์หนุนความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนใต้

WAY คุยกับ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ตั้งแต่ประสบการณ์วัยเด็ก โดยเฉพาะความสนใจด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเคลื่อนไหวของเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ จนถึงความภักดีต่อทีมฟุตบอลทีมโปรด

ช่วงวัยเด็ก-วัยเรียน คุณเป็นเด็กแบบไหน

ผมเป็นลูกแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยว คุณพ่อขายผ้าที่สำเพ็ง ผมเป็นเด็กที่ต้องดิ้นรนช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน หารายได้บ้าง ปิดเทอมไปช่วยคุณพ่อที่ร้านขายผ้า แบกผ้า ส่วนการเรียนหนังสือ ผมเป็นเด็กที่เรียนหนังสือได้แย่มาก สมมุติ 40 คน เราเป็นเด็กที่สอบได้ที่ 38

ผมเป็นเด็กที่ไม่กล้ายกมือถามครู กลัวมาก ยอมเก็บความโง่ไว้กับตัวเอง จนคุณอาแถวบ้าน ซึ่งคุณแม่ของผมฝากฝังให้ช่วยสอนการบ้าน เขาบอก ‘ไม่มีครูที่ไหนตีเพราะเด็กยกมือถามหรอก’ ทำให้เราเปลี่ยนความคิดและพยายามเรียนด้วยตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนั้นทำให้เห็นการผลิดอกออกผลของความพยายามภายใต้การโค้ชที่ดีของผู้ใหญ่

เมื่อไรที่เด็กคนหนึ่งที่โผล่พ้นจากโคลนตมขึ้นมาหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดแล้ว เขาจะไม่ยอมกลับไปอยู่ในโคลนตมเหมือนเดิมอีก

ผมลองสังเกตนะครับ ตอนที่ผมเรียนได้ที่ 38 จาก 40 ไม่มีใครสนใจผมหรอก ผมกลายเป็นเด็กหลังห้อง ในห้องเรียนคุณครูมักจะให้ความสนใจกับเด็กที่เรียนเก่งและตาเป็นประกาย ยกมือวิ้งๆ แบบเฮอร์ไมโอนี แต่ผมคือวิโรจน์ที่อยู่หลังห้อง วิโรจน์ที่มองหน้าต่างอยู่ ครูไม่เห็นผมเลย นี่คือปัญหาที่เจอ

ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่ค่อยมีปมเรื่องการเรียนรู้นะ แต่มารู้ถึงปัญหาทางการศึกษาเหล่านี้ตอนโตแล้ว วัยเด็กคุณไม่มีวันเข้าใจความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาหรอก ระบบของการศึกษาคือระบบที่ใช้ในการคัดเลือกคนเพื่อป้อนตลาดแรงงานให้กลุ่มอภิสิทธิ์ชนหรือกลุ่มทุนนิยม ถ้าตราบใดก็ตามที่คุณเป็นคนที่ถูกคัดเลือก คุณเป็น product ที่ผ่านการ QC คนที่อยู่ใน top class คุณจะไม่ตั้งคำถามกับเกณฑ์การคัดเลือก คุณไม่แคร์ แต่ถ้าเมื่อไรคุณเจอกับเกณฑ์ที่มันไม่แฟร์ นั่นแหละคุณก็จะรู้เอง

ถ้าเปรียบเทียบ การศึกษาไทยเหมือนต้องการสร้าง ‘ไม้แกะสลักรูปช้าง’ เผอิญว่าผมโชคดี ถึงแม้เป็นไม้กากๆ แต่ก็ยังเป็นไม้ พอเอามาแกะสลักได้ แต่เพื่อนผมบางคนที่เขาเป็นโลหะ เหล็ก พลาสติก กระดาษ เรซิ่น เขาไม่มีทางจะเป็นไม้แกะสลักได้เลยจริงไหม

การศึกษาในยุคหนึ่งเราไม่สามารถค้นหาความเก่งของเด็กได้

แปลกนะฮะ เรามักมีแม่พิมพ์ที่อยู่ในใจ ถ้าวางใครลงไปแล้วพอดีแท่นพิมพ์ปั๊บ โอเคไอ้นี่เป็นเด็กเรียนเก่งไปเรียนสายวิทย์-คณิตสิ แต่ถ้าวางไม่ลงปั๊บ อ้าว ไอ้นี่เป็นเด็กไม่เก่ง คนเก่งต้องเรียนสายวิทย์อย่างนั้นหรือ การศึกษาไม่สามารถค้นความถนัดและความฝันของเด็กที่มีหลากหลายได้เลย

ทำไมไม้กากๆ อย่างคุณวิโรจน์ถึงเข้าเรียนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผมเป็นคนที่ชอบรื้อของ ผมชอบรถยนต์ ผมชอบเครื่องยนต์กลไก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ผมรู้สึกดีกับการเรียนวิชาคำนวณเพราะมันเหมือนกับการถอดรหัส ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว! ต่อให้คำตอบมันเฉลยว่า 5 คุณจะตอบ 4.9 คุณก็ผิด คุณต้องตอบ 5 ให้มันชัดเจน

แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ ผมอยากจะเรียนวิศวกรรมอุตสาหกรรม หรือไม่ก็เรียนเศรษฐศาสตร์หรือบัญชีแทน

ประเทศไทยเราชอบขายฝันให้กับคนในวัยเรียนและเด็กวัยรุ่นเสมอ ผู้ใหญ่ขายฝันให้เรามา เราเคยได้ยินคำว่าประเทศไทยจะเป็นเสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย ว้าว! เราเคยได้ยินว่าประเทศจะเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชีย (Detroit of Asia) มีแนวโน้มเป็นแหล่งผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขาขายฝันให้ผมเรียนวิศวกรรมยานยนต์ แต่สุดท้ายแล้ว Detroit of Asia เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า? แต่มันควรจะไปไกลกว่านั้นไหม แต่วันนี้เรายังใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในอยู่เลย

ผมถึงได้อธิบายอยู่เสมอไงครับ ทำไมเด็กรุ่นใหม่เขาถึงรู้สึกทนไม่ได้กับสิ่งที่เขาเป็นอยู่ เพราะเขารู้ว่าคำขายฝันนั้นดูแล้วมันมีโอกาสยากที่จะเป็นจริง

หาก สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) มาเกิดเมืองไทยนะ ผมสงสารเลย เพราะคุณจะไม่มีทางทำ Apple ได้หรอก อย่างมากก็ไปเปิดร้านขายมือถือชื่อยี่ห้อว่า J-O-B อยู่ตามมาบุญครอง

เพราะระบบนิเวศของประเทศไทยไม่ได้เอื้อให้คนทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้โดยเสมอภาคเลย เราเห็นแต่ธุรกิจรายใหญ่ ก็มีแต่ใหญ่ขึ้น ขณะที่ธุรกิจรายเล็ก มีโอกาสจะโผล่พ้นน้ำเพียงน้อยนิด เพราะกลุ่มทุนขนาดใหญ่ครอบงำตลาดทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เหลือเพียงแค่เศษเนื้อข้างเขียงให้กับธุรกิจขนาดเล็กได้สอยเอามากินบ้าง มันใช่หรือ?

ทำไมคุณถึงสนใจปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ต้องยอมรับนะครับว่า ประเทศไทยทุกวันนี้ หนี้สินครัวเรือนสูงมาก นั่นหมายความว่า เด็กหนึ่งคนที่จบออกมามักจะเป็นความหวังของครอบครัวที่ต้องส่งเงินเข้าบ้านเพื่อใช้หนี้ หนักกว่านั้นคือการศึกษาไทยทำให้คนย้ายถิ่นฐานและมันก็เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย คุณไปเรียนวิศวะในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด แต่จังหวัดนั้นไม่มีนิคมอุตสาหกรรมให้คุณได้ใช้วิชาความรู้ในการทำงาน คุณก็ต้องย้ายถิ่นฐานมาเรียนในภาคตะวันออกหรือเข้ามาในกรุงเทพมหานคร ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นอีก เจอทั้งหนี้ครัวเรือนอีก หนำซ้ำบางคนยังต้องแบกหนี้ กยศ. อีก

ดังนั้นเวลาที่จะเหลือให้คุณได้ใช้ไปกับการตามหาความฝันมันยากมากเลย การลองทำตามความฝันของคุณจึงต้องแลกมาด้วยรายได้ที่ไม่มั่นคง คุณไม่มีเวลาทดลองทำงานค้นหาสิ่งที่คุณชอบหรอก คุณต้องทำงานเพื่อเอาเงินรายได้มาจ่ายหนี้

ผมพูดเสมอว่าเวลาที่เห็นเหตุการณ์ กยศ. ไปยึดบ้าน ซึ่งเป็นปัจจัยสี่ของมนุษย์ นี่คือการทำให้วัตถุประสงค์และหัวใจของ กยศ. สูญสลายหายไป ผมถามตรงนี้ครับ กยศ. มีหน้าที่อะไร? คือการทำให้คนมีโอกาสได้เรียนและเอาความรู้ไปใช้ในการทำงาน หารายได้ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของตนเองและครอบครัวใช่ไหม แต่การไปยึดสินทรัพย์มันกระทบกับ well being หรือคุณภาพชีวิตเขา แล้วเขาจะมีหนทางทำงานหาเงินมาใช้คืนได้อย่างไรล่ะ เท่ากับว่าคุณทำลายผลสัมฤทธิ์ที่ กยศ. อยากได้ไม่ใช่หรือ?

ท้ายที่สุด ถ้าประเทศดี รัฐดี ไม่ว่าคุณจะเกิดในครอบครัวแบบไหน รัฐมีหน้าที่จะต้องฟูมฟักให้เขาเป็นประชากรที่ดีให้ได้ ทำให้เขาเป็นทรัพยากร เป็นประชากรที่ดี เพราะสุดท้ายเขาจะทำงานเต็มที่เพื่อตอบแทนรัฐ ที่รัฐดูแลคุณภาพชีวิตเขา ดูแลภรรยาเขา ดูแลคู่ชีวิตเขา ดูแลสามีเขา ดูแลลูกเขา

เคยตั้งคำถามไหมว่าทำไมเด็กไทยต้องผูกความสำเร็จทั้งชีวิตของตัวเองไว้กับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง

เราต้องยอมรับว่าสังคมไทยให้ความสำคัญกับสถาบันมากนะ ใครบอกว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน โอเค มันอาจจะเป็นคำพูดปลอบใจ แต่เรายอมรับความจริงเถอะ ประโยคที่บอกว่า ‘เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน’ เอาจริงๆ มันไม่จริง ปัญหาคือวัตถุดิบไม่เหมือนกัน แม้จะมีระบบการเรียนการสอนที่คล้ายคลึงกัน แต่ปัญหาคือวัตถุดิบไม่เหมือนกันไง วัตถุดิบดีก็มีแบรนด์ แล้วสังคมเราเป็นสังคมที่ยอมรับเรื่อง personal status ก็เลยเป็นแบบนี้

แต่ในยุคนี้ อิทธิพลของแบรนด์เหล่านี้เริ่มถูกลดทอนคุณค่าลงและจะลดทอนลงไปเรื่อยๆ เพราะอะไร เพราะด้วยสังคม ด้วยโลกอินเทอร์เน็ต มันบีบให้เราสนใจเรื่อง personal status หรือสถานะทางสังคม profile บ้าๆ บอๆ เหล่านี้น้อยลง ยกตัวอย่างในโลกออนไลน์ ผมเจอคอมเมนต์แบบห่วยๆ ไร้ตรรกะ มีแต่ hate speech บางครั้งก็อดรนทนไม่ได้ต้องคลิกเข้าไปดู bio คนนั้นเหมือนกัน ปรากฏว่าเป็นข้าราชการระดับสูง เฮ้ย เป็นถึงอดีต xxxx เรียนหนังสือสูงขนาดนี้เหรอ มีตำแหน่งทางวิชาการเหรอ เป็นถึงรองศาสตราจารย์เลยเหรอ

เห็นไหมว่าความสำคัญของพวกคำนำหน้าชื่อ วุฒิการศึกษา ความสำคัญมันลดลงโดยธรรมชาติของมันเอง คนมีสิทธิเสรีภาพในการเสพสื่อ สามารถวินิจฉัยสื่อที่เราเสพได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องหายศมาติดหน้าอกตัวเองให้มากมายเหมือนติดตู้เย็น นี่คือความคิดของคนที่อยากจะอาสาเข้าไปเป็นทาสในเรือนพระยา เด็กยุคใหม่เขาไม่คิดแบบนั้นแล้วครับ เขาไม่อยากจะเป็นลูกจ้างใคร คนที่มีความคิดที่บรรเจิดก็พยายามที่จะสร้างธุรกิจของตัวเองหรือลองทำอะไรใหม่ๆ แต่ฝันของพวกเขาจะเป็นจริงไหม เพราะมีรัฐบาลเป็นหนามยอกอก

ในช่วงที่ผ่านมาเหมือนเป็นระเบิดเวลา เราเห็นการลุกขึ้นเคลื่อนไหวของเยาวชนหลายๆ กลุ่ม เพราะอะไรทำให้เขาออกมาพูด

แต่เดิมเราชอบคิดว่าโรงเรียนคือพื้นที่ปลอดภัย แต่ในความจริงไม่ใช่แบบนั้น

จังหวะที่พ่อขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งลูก จังหวะที่ลูกมากอดเอวเราด้วยความรัก จังหวะที่ลูกลงจากรถมอเตอร์ไซค์ เอาขาพาดลงจากรถมอเตอร์ไซค์ แล้วกอดเรา จับมือเรา หอมแก้มเรา แล้วค่อยๆ ปล่อยมือ แล้วเดินหันหลัง แล้วเดินเข้าโรงเรียน เราคิดเสมอว่าลูกเรากำลังเดินเข้าไปในพื้นที่ปลอดภัย ในรั้วนั้นเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่จะดูแลสวัสดิภาพของลูกเรา แต่แท้ที่จริงแล้วกลับเป็นพื้นที่แห่งอำนาจนิยมที่ออกคำสั่งกดขี่ลูกเรา กดความคิดสร้างสรรค์ของลูกเรา ตั้งแต่ทรงผม ผู้หญิงห้ามนั่งกับผู้ชาย ห้ามเด็กเป็น LGBT ถูกเรียกว่าเป็นคนเบี่ยงเบนทางเพศ ห้ามเถียงครู ห้ามเอาข้อเท็จจริงมา defend พอครูถกเถียงไม่ได้ ก็ใช้กรอบความคิดเชิงอนุรักษนิยมว่าฉันใหญ่กว่าเธอนะ

ตราบใดที่เรายังทำยังอย่างนี้กับระบบการศึกษาไทย เราปล่อยให้เด็กถูกกดด้วยอำนาจนิยมอย่างนี้ ตั้งแต่อนุบาล 3 ปี ประถมอีก 6 ปี มัธยมอีก 6 ปี รวมกันแล้ว 15 ปี เข้าไปมหาวิทยาลัย เจอระบบโซตัส อีก 4 ปี เป็น 19 ปี ออกมาแล้วทำงานก็ยังเจอระบบเส้นสาย มันแปลกไหมครับ ทำไมระบบการศึกษาไทยและระบบการพัฒนามนุษย์ไม่เคยทำให้คุณค่าของคนแม่งชูขึ้นมาเลย มันยิ่งบดขยี้ทำให้คนไม่เท่ากัน

หยุดมองสิ่งที่มันผิดให้กลายเป็นเรื่องปกติเสียที ให้มายอมรับกันเหรอครับว่าคุณครูไทยจำเป็นต้องไถหัวเด็ก ต้องยอมรับกันว่าสลากขายเกินราคาทุกรัฐบาล ต้องยอมรับกันว่ามันมียาเสพติดตามซอกตามหลืบ

การยอมรับสิ่งเหล่านี้เท่ากับว่าคุณกำลังทำให้มันเป็นเรื่องปกติ สุดท้ายคุณจะมองไม่เห็น pain point ของปัญหาจริงๆ อย่าเตะฝุ่นเข้าใต้พรม สังคมที่เป็นแบบนี้ไม่สามารถที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์อะไรได้เลย

การที่เด็กออกมา หมายความว่าเขาจะไม่ยอมโตขึ้นมาในโลกที่มีแต่ปัญหาที่ผู้ใหญ่เคยสร้างไว้?

ถูกต้อง ทำไมเราต้องปล่อยให้เขาแบกรับล่ะ คุณครูถามว่ามีใครที่อยากจะไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศบ้าง เด็กหลายคนยกมือกันใหญ่ มันสะท้อนว่าอะไร แสดงว่าเรากำลังจะสูญเสียเด็กหัวกะทิที่มีความรู้ความสามารถ เขาจะไปแล้ว เขาไม่อยู่แล้ว เขารู้สึกว่าประเทศนี้เป็นประเทศต้องสาปแล้ว เป็น curse country แล้ว ไม่ใช่ประเทศกำลังพัฒนาแต่เป็นประเทศพัฒนาแล้วแต่ได้แค่นี้ เขาไม่เอา เขาไม่อยากอยู่ เขาไม่ได้เนรคุณนะ เขาไปทำงานหารายได้จากต่างประเทศ ก็สามารถโอนเงินกลับมาดูแลพ่อแม่ เขาไม่ได้หวังว่าจะเป็น Thai Citizen แล้วนะ แต่เขาต้องการเป็น World Citizen เขาไม่ต้องการเป็นพลเมือง เขาต้องการเป็นพลโลก ถูกไหม แต่เขาต้องการความเป็นพลโลกที่แข่งกับพลโลกอื่นได้ ซึ่งรัฐบาลนี้ให้เขาไม่ได้

เราจะอธิบายยังไงดี สำหรับคนบางกลุ่มที่เลือกจะโฟกัสว่าเด็กสมัยนี้ก้าวร้าวและหยาบคาย

เอางี้ ตรรกะความคิดที่ว่า เด็กรุ่นนี้สู้คนสมัยก่อนไม่ได้ ผมท้าทายเลยว่าไม่จริง

‘สมัยฉันเด็กๆ ฉันไม่ได้เป็นแบบนี้’ พ่อแม่คุณก็พูดอย่างนี้กับคุณใช่ไหม? พ่อผมก็พูดกับผมอย่างนี้ พ่อบอกว่าผมแรง มันเป็นเพราะอะไรล่ะ เพราะเสรีภาพมันเบ่งบานไง โลกนิยมเรื่องสิทธิเสรีภาพมากขึ้นเรื่อยๆ มีการยอมรับความเสมอภาคของคน เราวัดคนที่ความคิดและการลงมือทำ ไม่ได้อยู่ที่สถานะ ไม่ว่าคนนั้นๆ จะอายุมากหรืออายุน้อย คนที่ด่าเด็กในวันนี้ว่าก้าวร้าว แล้วเอาแต่พูดว่า ‘เด็กยุคนี้สู้รุ่นฉันไม่ได้หรอก’ ก็คือคนที่โดนคนรุ่นพ่อรุ่นแม่พูดอย่างนี้กับตัวเองไง แล้วนิพจน์นี้จริงไหม? ถ้าจริง โลกใบนี้คงต้องเสื่อมทรามลง แต่โลกใบนี้มีไฟฟ้าใช้ คุณมีอินเทอร์เน็ตใช้ คุณมีนวัตกรรมต่างๆ คุณมีรถไฟฟ้าใช้ โลกใบนี้มันศิวิไลซ์ขึ้น แสดงว่าสิ่งที่คุณเชื่อว่าคนรุ่นเก่าเก่งกว่าคนรุ่นใหม่มันไม่จริง คนรุ่นใหม่มีแต่จะเก่งขึ้น แต่คุณไม่ยอมรับเพราะว่าเขาคิดไม่เหมือนคุณเท่านั้นเอง

การที่บอกว่าเด็กหยาบคาย อันนี้ต้องยอมรับครับว่าเราเจอข้อความที่หยาบคายจริงๆ แต่ข้อความหยาบคายต้องยุติธรรมนะครับ เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเด็กนะ เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งด้วยซ้ำไป เวลาเราฟังการโต้เถียงของสองกลุ่ม อย่าไปเลือกหาความคิดเห็นที่อาจจะผิดพลาด บกพร่อง หรือมีรอยด่างพร้อย เช่น เอาคำหยาบคายมาเหมารวม ถามว่ายุติธรรมไหม อย่างนั้นผมไปหาคำพูดที่น่ารังเกียจของผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่ง แล้วดิสเครดิตไปทั้งกลุ่มไหมล่ะ? ดังนั้นทุกการถกเถียงควรวัดกันที่ข้อเสนอ มันถึงจะแฟร์

คุณเอาแต่บอกว่าเด็กอย่าก้าวร้าว คือมันแปลว่าอะไร พวกเขาต้องยอมเป็นสัตว์เลี้ยงเชื่องๆ เหรอ

ในเมื่อระบบโครงสร้างในทุกวันนี้มันแย่ คุณต้องรอให้เด็กเหล่านี้มันโตถึงเมื่อไร

รอให้ระบบห่วยๆ ที่คุณส่งต่อมากับสภาพสังคมที่เหลื่อมล้ำ ประชาชนไม่มีความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย การใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติแบบนี้ สภาพสังคมที่กลุ่มอภิสิทธิ์ชน กลุ่มนายทุนกลุ่มหนึ่งที่สูบกินไปทั้งหมด ประชาชนได้แค่เศษเนื้อข้างเขียง ต้องรอให้เขาเจอกับสิ่งเหล่านี้หรือ?

วันนี้เด็กๆ เขามองถึงอนาคตเขาแล้ว เขาเรียกร้องไม่ได้หรือ ทำไมต้องให้เขายอมรับและต้องทนรอให้ถึงวันนั้นที่เขาเผชิญกับ midline crisis ความมั่งคั่งก็ไม่มี เงินออมก็ไม่มี พ่อก็แก่ แม่ไม่สบาย ลูกเมีย สามีภรรยาคู่ชีวิตก็ยังเป็นปัญหา หนี้ กยศ. หนี้ครัวเรือนเต็มไปหมด มันยุติธรรมกับเขาหรือเปล่า

ผมขอถามหน่อยหลังจากเกิดโควิด-19 มีใครตั้งคำถามกับประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่ชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึง strategy ของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไหม คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเคยมาแถลงไหมว่าจะปรับยุทธศาสตร์ชาติยังไง จะมีแผนปฏิรูป จะปรับยังไง มีแผนพัฒนาประเทศยังไง เด็กๆ เขารู้นะครับ เขารู้ว่าประเทศเรากำลังจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว

ทำไมผู้ใหญ่ถึงชอบพูดกับเด็กว่า ‘โตไป เดี๋ยวก็รู้เอง…’

ที่บอกว่าโตขึ้นเดี๋ยวก็จะรู้เองแหละ แสดงว่าไม่มีสติปัญญาที่จะเถียง

คุณซื้อเวลาและขู่เด็กว่าเดี๋ยวอนาคตก็จะรู้เอง พอเด็กกล้าถกเถียงอย่างตรงไปตรงมาและมีวุฒิภาวะ คุณกล้าพูดความจริงกับเด็กเขาไหม คุณเนี่ย…ฝุ่นใต้พรมเต็มไปหมด ขี้เลอะกางเกงแล้วไม่ยอมเปลี่ยนกางเกง เด็กเขากล้าพูดความจริง คุณก็เอาความจริงมากางสิ เด็กเขาถามคำถามคุณตรงๆ ทำไมคุณไม่กล้าตอบ แล้วไปบอกว่าเด็กชังชาติบ้างล่ะ ถูกล้างสมองบ้างล่ะ ตกลงใครถูกล้างสมอง

ผู้ใหญ่ในวันนี้ต่างหากที่ถูกโปรแกรมล้างสมองในช่วงสงครามเย็นมาอย่างหนัก เพราะคุณเข้าถึงข้อมูลข้อเท็จจริงไม่ได้ คุณน่ะคือผลผลิตของ CIA ด้วยซ้ำไป ผมแปลกใจมาก ผมเกิด 2520 ผมถูกสอนให้เกลียดคอมมิวนิสต์มาโดยตลอด มาวันนี้ มึงมาโปรคอมมิวนิสต์ บ้าหรือเปล่า ผมสับสนในตัวผมเองนะ

เด็กวันนี้เขาแอดวานซ์แล้วครับ เขารู้ว่าคอมมิวนิสต์คืออะไร เขารู้ว่าประชาธิปไตยคืออะไร ทำไมโลกคอมมิวนิสต์ต้องปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ เขาไม่ได้วิพากษ์ว่าคอมมิวนิสต์ดีหรือประชาธิปไตยดีนะ เพราะแต่ละบริบทมันก็มีจุดดีจุดเสียที่แตกต่างกัน ผู้ใหญ่กล้าถกเถียงหรือเปล่า คุณกล้าตัดสินเด็กได้ยังไง

แล้วประโยคทำนองว่า ‘ยังหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ต้องขอเงินพอแม่ ไม่มีสิทธิพูดนะ’ ?

แปลกแฮะ ดังนั้นถ้าเมื่อไรที่คุณแก่ เมื่อไรที่คุณเกษียณและหาเงินไม่ได้ คุณก็ต้องห้ามพูดนะ เอางั้นเหรอ?

มนุษย์ทุกคนมีสิทธิพูดครับ ทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็น ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ เด็ก 3 ขวบ ถ้าเขาหิวข้าว เขามีสิทธิบอกแม่เขาว่าเขาหิวข้าว เขามีสิทธิบอกโดยไม่ต้องรอให้มีรายได้ก่อน ถ้าคุณเชื่อตรรกะวิบัตินี้วันหลังเอาสลิปเงินเดือนมากางไหม ถ้าผมเงินเดือนมากกว่าคุณ ผมมีสิทธิพูดได้มากคำกว่าคุณ นี่ความคิดที่ล้าหลัง น่ารังเกียจที่สุด ถ้าคนเหล่านี้แก่ตัวไปแล้วหาเงินไม่ได้ ผมเอาสก็อตเทปปิดปากเลยนะ

การแสดงความคิดเห็นมันไม่เกี่ยวกับรายได้ ทุกคนมีสิทธิพูด ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญ ทุกคนเป็นเจ้าของเลือดเนื้อของตัวเอง เป็นเจ้าของอวัยวะของตัวเอง เป็นเจ้าของจิตใจของตัวเอง ทำไมคุณจะพูดไม่ได้ ผมไม่ใช่สัตว์เลี้ยง

‘ไม่รู้จักกตัญญู ไม่รู้เลยว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่รุ่นปู่เราเสียเลือดเนื้อมากน้อยแค่ไหนกว่าจะได้แผ่นดินมา จะมาทำลายชาติได้อย่างไร’

ถ้าเกิดจะคุยประวัติศาสตร์ คุยกับเด็กเลยครับ ตั้งแต่อยุธยา กรุงรัตนโกสินทร์ กบฏบวรเดช เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ, 14 ตุลาฯ คุยกันว่าข้อเท็จจริงมันเป็นยังไง อยู่ดีๆ คุณไปลำเลิกถึงประวัติศาสตร์ เด็กเขาก็ท้าให้คุณมาคุยเรื่องประวัติศาสตร์ แต่ทำไมคุณไม่พูดอย่างตรงไปตรงมา

ผมว่าประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เราไม่ได้ตัดสินว่าใครเป็นพระเอก ใครเป็นผู้ร้าย คุณถูกปลูกฝังมาแบบผิดๆ อยู่ในยุคที่การเขียนประวัติศาสตร์ต้องเขียนเพื่อให้ตัวเองเป็นวีรบุรุษ ไม่ได้เป็นประวัติศาสตร์ที่เขียนเพื่อให้เกิดการวิพากษ์ข้อเท็จจริงอย่างหลากหลายภายใต้หลักฐานที่สามารถนำมาพิสูจน์ได้จากหลายแหล่ง

นี่คือสิ่งที่ผมว่าการสอนประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องสอนเสียใหม่ และเปิดกว้างให้เกิดการวิพากษ์ นำเอาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของต่างประเทศอื่นๆ เข้ามาประกอบในการวิพากษ์วิจารณ์ได้ อย่าเพิ่งไปตั้งธงว่าเราต้องเป็นฮีโร่ และเราต้องเป็นวีรบุรุษ เราต้องเป็นพระเอกในเรื่องนี้ ประวัติศาสตร์มันไม่ใช่ละคร ซีรีส์

เรื่องเนรคุณ เรื่องบุญคุณ ชังชาติ แก้ปัญหาได้ด้วยการเรียนประวัติศาสตร์ใหม่ โดยพิจารณาข้อเท็จจริงจากหลายมุมมอง พร้อมถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ด้วยความเสรี ผมว่าเด็กๆ เขาพร้อมนะ แล้วคุณพร้อมหรือเปล่า?

การลุกขึ้นมาต่อสู้ของเด็กรุ่นใหม่และเยาวชนในวันนี้ สะท้อนอะไร

เขาต่อสู้ด้วยความหวังของพวกเขาเอง เขาอยากมีอนาคตที่ดีกว่านี้ เขาคงไม่อยากเป็นคนวัยกลางคนแบบผมที่ต้องทิ้งความฝันบางส่วน

สังเกตไหมครับว่า ยังมีหลายคนคิดว่าการลุกขึ้นมาเรียกร้องต้องมาด้วยความรุนแรง ถึงกับต้องตั้งบังเกอร์ แล้วคอยเก้อด้วยนะ อะไรต่อมิอะไรก็ไม่รู้ ไม่มีใครคิดว่าเขาจะสลายตัวแบบเรียบร้อยอย่างนี้ นี่มันสะท้อนว่าเขามีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะรับผิดชอบต่อมวลชนและมวลชนก็มีสติสัมปชัญญะพอที่จะไม่ให้แกนนำนำไปในทางที่ผิด มันสะท้อนแล้วว่าการชุมนุมในวันนี้ของพวกเขามีวุฒิภาวะกว่าพวกคุณมาก วันนี้เขาขุดหลุมฟุตคูณฟุต คุณดำเนินคดีไปสิ แต่อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญที่หายไปทั้งหลัง คุณตอบด้วยว่าหายไปไหน ไม่ใช่บอกว่ายังไม่ได้รับรายงาน ทำไมคุณโง่อย่างนี้! ของมันเห็นอยู่กับตาทั้งวัน อยู่หน้า สน. (หลักสี่) อะ

ความผิดที่ทำเองทำไมไม่เคยมอง ความผิดคนอื่นเท่าขุนเขา ความผิดตัวเราบางเบาเท่าเส้นขน ผมว่าพอกันทีเถอะ ไอ้การเอากฎหมายมาคุกคามคนอื่น ทำไมชอบบ่นว่าคนไม่ทำตามกฎหมาย คำพูดพวกนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อกฎหมายนั้นมีที่มาจากระบอบประชาธิปไตยที่ยึดโยงกับประชาชน แต่กฎหมายนั้นเป็นคำสั่งเผด็จการ ประชาชนมีสิทธิที่จะไม่ทำตามนะครับ ทำไมเราต้องเชื่อคนแบบนั้น กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติ พวกของตัวเองก็ทำคดีอ่อนๆ เพื่อให้หลุด เพื่อให้รอด ดึงคดียาวๆ แต่อีกฝ่ายหนึ่งที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม หายใจก็ผิด หาความผิดทุกเม็ด คดีเดินเร็วมาก สิ่งที่คุณทำอยู่มันคือการทำลายนิติรัฐ เมื่อกฎหมายมาจากเผด็จการ ถูกใช้แบบเผด็จการ สุดท้ายพอเป็นรัฐล้มเหลว ผมเห็นเด็กคนหนึ่ง เขาพูดว่าตอนนี้จะมีกี่หมายก็ไม่กลัว เพราะเรารู้ว่ามันคือคำสั่งบัดซบจากเผด็จการ อาจารย์วิษณุ เครืองาม ก็เคยพูดเรื่องนี้เหมือนกัน ผมก็อยากให้อาจารย์วิษณุไปเตือนสติท่านนายกรัฐมนตรี คุณต้องพิจารณาตัวเอง หยุดคุกคามประชาชน ไม่ใช่แค่รับฟัง คุณต้องทำด้วย นี่ผมพูดเกินไปหรือเปล่า? ถ้าแรงไป คุณก็ไปตัดด้วยนะ

จากวันนั้นมาถึงวันนี้ อะไรทำให้ สส. วิโรจน์ หัวใจเต้นแรงทุกครั้งตอนที่รับบทบาทนักการเมือง

ผมอยากเห็นอนาคตที่ดีขึ้น ผมอยากพูดในสิ่งที่ควรจะพูดตั้งนาน แต่ไม่กล้าพูดเพราะรู้สึกถูกกดทับทางด้านสังคมและอำนาจนิยมบางอย่าง วันนี้ผมมีโอกาสพูดและผมก็จะพูด ผมอยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ปัญหาบางอย่างที่เรายอมรับว่าเป็นเรื่อง normalize ให้มันดีขึ้น

มักจะมีคนถามว่าผมเตรียมตัวยังไงก่อนอภิปรายในสภา ผมไม่ได้เตรียมการพูดเพราะอยากพูด แต่ผมพยายามจะไปหาว่าประชาชนอยากให้ผมพูดอะไร ผมถนัดเล่นทวิตเตอร์ ผมเข้าใจน้องๆ ว่า เขาแค่คิดถึงอนาคต แต่รัฐบาลให้อนาคตกับเขาไม่ได้

ถ้าผมมีเวลาว่าง ผมจะลองเข้าไปเสิร์ชชื่อ เพราะหนึ่ง ผมอยากรู้ว่าใครด่าผมหรือเปล่า? สอง ถ้าเราสกัดประโยคที่เขาด่าออกมาได้ อาจจะเจอข้อมูลมาทำงานต่อก็ได้

นี่ศตวรรษที่ 21 การเคาะประตูยิ้มแย้มให้กัน มันทำให้เขารู้สึกว่าเรายังอยู่ข้างคุณนะ ผมยังเป็นปากเสียงให้คุณได้อยู่นะ ถ้ามีอะไรที่ผมช่วยได้ อยากให้ผมรับรู้ก็ยินดีนะ ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด แต่ถ้าผมไม่มีความสามารถหรือไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น ผมก็พยายามที่จะส่งเรื่องนั้นให้คนที่มีความรู้ทำต่อไป อย่างน้อยๆ เรื่องที่คุณพูดก็จะมีคนรับฟัง และก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เรื่องนั้นเงียบหายไป

ยังจำความรู้สึกวันแรกที่อภิปรายในสภาได้ไหม

มันก็มีความกังวลบ้าง แต่ผมเป็นคนแปลก ผมกลัวความเป็นนายกรัฐมนตรีของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นะ เขาเป็นมวยมีเข็มขัด ส่วนเราเป็นผู้ท้าชิง แต่ยิ่งกลัวเราต้องยิ่งกล้าหาญและเผชิญหน้า วันอภิปรายผมเลือกที่นั่งอยู่ตรงกลางเพราะผมอยากจะนั่งมองพลเอกประยุทธ์ชัดๆ แล้วทุกครั้งเวลาผมพูด ผมอยากจะมองหน้าเขา สบตาเขา แต่ปรากฏว่าหลังๆ เขาไม่ยอมมาฟังผมพูดเลย

การซื้อตัว ติอาโก อัลคันทารา (Thiago Alcántara) เป็นความหวังใหม่ของลิเวอร์พูล เหมือนบรรยากาศการเมืองท่ามกลางรัฐบาลนี้ไหม

โอ้… อันนี้ต่างจากรัฐบาลมาก ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่เป็นแชมป์เก่า แล้วมีโอกาสได้ป้องกันแชมป์ มีโอกาสได้เล่นหลายถ้วย คุณถึงมีโอกาสได้ตัวผู้เล่นเวิลด์คลาสอย่าง ติอาโก อัลคันทารา มาร่วมทีม และที่เขามาเพราะโค้ชสามารถเค้นศักยภาพให้เขาโชว์ในสนามได้ แต่กับประเทศไทย รัฐบาลภายใต้โค้ชที่ชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา คุณมั่นใจในโค้ชคนนี้เหรอ

สภาพทีมวันนี้คือทีมที่กำลังจะตกชั้น มีแต่สาละวันเตี้ยลง เตะกับใครก็แพ้ มีแต่ความสุขจอมปลอม ถ้าให้พลเอกประยุทธ์ไปแก้ปัญหาจราจรหน้าบ้าน เขาอาจจะปิดถนนไม่ให้รถวิ่งและให้คุณเดินไปทำงาน

คุณต้องการผู้นำที่แก้ปัญหาที่มองมิติเดียวอย่างนี้หรือ ทิ้งเศรษฐกิจเลยอย่างนั้นหรือ ที่ผมกล่าวหาเขาไม่ได้เกินเลยนะ เงินสี่แสนล้านบาทที่เป็นแผนฟื้นฟู วันนี้อนุมัติไปแค่สี่หมื่นล้านเบิกจ่ายไปแค่สี่ร้อยล้าน แต่ช่วยธุรกิจ SME ไปได้แค่เจ็ดหมื่นราย ตกค้างอยู่เจ็ดแสนกว่าราย นี่เหรอ คือคนที่ใส่ใจปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ สนใจความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน แบบนี้เหรอ…ตอบมาดิ…คุณประยุทธ์ตอบมาดิ

เพราะฉะนั้นทีมที่กำลังจะตกชั้นภายใต้โค้ชที่ไร้วิสัยทัศน์ นักเตะเวิลด์คลาสจะมาไหม จะมาก็แต่นักเตะเวิลด์แก๊ส จะมีนักเตะเวิลด์คลาสที่ไหนจะมาเล่นกับโค้ชเฮงซวย หรืออยากจะมาเจอเพื่อนร่วมทีมที่มีแต่คอยจะแทงกันเอง แย่งชิงผลประโยชน์

ถ้าประชาชนยกตำแหน่งนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมในสภาอยากเป็นใคร

ผมมีความขี้เล่นเหมือนกับ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน (Andrew Henry Robertson) ผมเป็นคนเชื่อมั่นในความพยายาม หลายๆ คนถามว่า ทำไมผมถึงมีโอกาสพูดมากขึ้นในสภา เพราะทุกๆ ครั้งที่ผมมีโอกาส ผมก็อยากทำมันให้ดี แล้วเพื่อนๆ ก็จะเลือกให้ผมพูดโดยสมัครใจ ในการทำงานภายในพรรค เราใช้ระบบฉันทามติ ส่วนใหญ่เพื่อนบอกว่าเรื่องนี้ให้พี่โรจน์พูด ผมก็อยากทำผลงานให้ได้ดี เพราะฉะนั้นผมมองตัวเองเป็น แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน คือมาทุกอย่างด้วยความพยายาม และพยายามอย่าทำอะไรผมเลยเพราะผมเป็นคนเจ็บยาก ผมหน้าด้านหน้าทน IO ที่มาด่าพ่อล่อแม่ผม ผมไม่ค่อยสนใจเลยครับ

ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ ทำอะไรผมไม่ได้แล้ว แต่ถ้าเกิดด่าผมไอ้เหี้ย ผมขึ้นนิดหนึ่งนะ ด่าผมว่าไอ้สัตว์ได้ไหม ให้โอกาสผมได้มีเสรีภาพในการเลือกสปีชีส์ ผมอาจจะเป็นกระต่ายก็ได้ อย่าล็อคสเป็คคำว่าไอ้เหี้ยให้ผมเลย

ตั้งความหวังในฐานะนักการเมืองยังไงบ้าง กลัวว่าพรรคก้าวไกลจะเป็นแบบอนาคตใหม่ไหม

ในพรรคก้าวไกล พวกเราหลายคนคิดตรงกันว่าไม่เป็นนักการเมืองก็ได้ เมื่อไรสิ้นสุดก็ไปทำอาชีพอย่างอื่น แต่ตราบใดก็ตามที่ยังทำหน้าที่นี้ก็ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง ทำให้สุดแรงเกิดไปเลย ไม่ต้องมากังวลว่าจะได้เป็นต่อไหม ไม่เอาแบบนั้น

ถ้าคุณจะใช้อำนาจนอกระบบมาหยุดผม ก็ใช้เลยครับ แล้วประชาชนก็จะพิพากษาคุณเอง ส่วนผมไม่ยี่หระ ผมก็ไปทำอย่างอื่นและก็จะเคลื่อนไหวในฐานะประชาชนคนหนึ่งต่อไป ผมคิดของผมอย่างนี้ ฉะนั้นมันทำให้ผมและเพื่อนทุกคน เรากล้าที่จะทำอะไรแบบสุดๆ เท่าที่เพดานเราจะทำได้ ไม่ต้องหวังว่าจะได้เป็นกี่สมัย ไม่ได้ไปต่อเมื่อไร-ก็เมื่อนั้น แต่ถ้าต้องนั่งจ๋องๆ เพื่อที่จะได้อยู่ต่อในสมัยหน้า คงไม่ใช่ผม

‘สุดๆ ไปเลย’ เหมือนเพลงของ โจ นูโว หรือเปล่า

เราอย่าพูดถึงนักร้องคนนั้นเลยครับ

Author

รชนีกร ศรีฟ้าวัฒนา
รชนีกรถ่อมตัวว่ามีความอยากเพียงอย่างเดียว คืออยากเป็นนักสื่อสารที่ดี จึงเลือกเรียนวารสารศาสตร์ มาเริ่มงานที่กองบรรณาธิการ WAY ตั้งแต่เพิ่งจบใหม่หมาด - แบบยังไม่ทันรับปริญญา นอกจากทำงานหน้าจอและกดคีย์บอร์ด รชนีกรกล้าทำสิ่งที่ไม่มีใครในกองบรรณาธิการใคร่ทำนัก คือตัดเล็บแมว

Author

ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ
หญิงแกร่งที่ทำงานทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านให้กับ WAY ถ้าเป็นนักฟุตบอลนี่คือผู้เล่นผู้จัดการทีมที่มีประสบการณ์ในสายงานข่าว ทั้งคลุกคลี สัมภาษณ์ บันเทิง ไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้การเป็นคุณแม่ซึ่งมีลูกสาวย่างเข้าวัยรุ่นยังช่วยส่งเสริมให้สามารถปั่นงานด้านเด็กและเยาวชนอย่างเชี่ยวชาญ

Photographer

อนุชิต นิ่มตลุง
อาชีพเก่าคือคนขายโปสการ์ดภาพถ่ายขาวดำยุคฟิล์ม จับกล้องดิจิตอลรับเงินเดือนประจำครั้งแรกที่นิตยสาร a day weekly เมื่อปี 2547 ถ่ายงานหลากหลายรูปแบบทั้งงานสตูดิโอ ภาพข่าว สารคดี มีความสามารถพิเศษสั่งตัวแบบได้ตั้งแต่พริตตี้ คนงานทุบหินแถวหิมาลัย ไล่ไปจนถึงงานที่ถูกใครต่อใครหยิบยืมไปใช้สอยบ่อยๆ อย่างภาพถ่ายนักวิชาการที่ไม่น่าจะถ่ายรูปขึ้น นอกจากทำงานให้ WAY อย่างยาวนาน ยังเป็นเจ้าของกิจการเครื่องหนัง Dog's vision อันลือลั่น