Zika’s Pandora Box: ไข้ซิกากับกล่องแห่งหายนะ

itchy

 

ภาพประกอบ: Shhhh

 

อีโบลาไปแล้ว เมอร์สก็น่ากำลังจะไป แต่ต้นปี 2016 นี้โลกก็ต้องต้อนรับและทำความรู้จักกับไข้ซิกา (Zika) เมื่อองค์การอนามัยโลก (WHO) จัดประชุมผู้เชี่ยวชาญเพื่อยกระดับความอันตรายของไวรัสซิกาเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของโลก ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนในการตอบโต้

มาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก แถลงว่า นี่เป็นเหตุการณ์พิเศษที่จำเป็นต้องร่วมมือกันในการแก้ปัญหา โดยประกาศให้กลุ่มโรคศีรษะเล็กผิดปกติ และโรคผิดปกติอื่นๆ ที่เกี่ยวกับระบบประสาท ที่มีรายงานการแพร่ระบาดอยู่ในลาตินอเมริกา หลังโรคเดียวกันนี้ ระบาดในเฟรนช์โพลีนีเซีย ดินแดนของฝรั่งเศส ในปี 2014 เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขนานาชาติ เชื่อว่า ไวรัสชนิดนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กแรกเกิดมากถึง 4,180 คน ที่เกิดมาพร้อมกับภาวะสมองไม่พัฒนา และศีรษะเล็กผิดปกติ

บรรดาผู้เชี่ยวชาญมีความวิตกกังวลว่า ไวรัสซิกาซึ่งพบในผู้ป่วยที่ลาตินอเมริการายแรกเมื่อพฤษภาคมปีที่แล้ว จนขณะนี้มีผู้ติดเชื้อแล้วมากถึง 1.4 ล้านคน กำลังระบาดอย่างรวดเร็วและขยายวงกว้างเทียบเท่ากับแรงระเบิด อาจจะทำให้มีผู้ติดเชื้อในปีนี้มากถึง 4 ล้านคน ซึ่งจะสร้างความเสียหายอีกมหาศาล

ดังนั้น การประกาศให้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขนานาชาติ จะทำให้มีความร่วมมือในการเฝ้าระวังการระบาด ควบคุมประชากรยุงที่เป็นพาหะ พัฒนาอุปกรณ์ตรวจ และวัคซีน เพื่อป้องกันประชาชนในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การติดต่อของไข้ซิกาไม่ได้จำกัดแค่ยุงที่เป็นพาหะเท่านั้น จากเดิมที่คิดว่าการติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีโอกาสน้อย ก็มีรายงานผู้ป่วยที่ติดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่เมืองดัลลัส ในสหรัฐแล้ว

มีการตั้งข้อสังเกตมากมาย เหตุใดการระบาดของไข้ซิกาในบราซิลครั้งนี้จึงมีความรุนแรง ตั้งแต่เหตุผลที่ว่า ในปัจจุบัน การเดินทางจากพื้นที่หนึ่งไปยังพื้นที่หนึ่งมีความสะดวกมากขึ้น พอๆ กับที่การระบาดของโรคจากพื้นที่ต่างซีกโลกก็เป็นไปได้ง่ายขึ้น ความแออัดของประชากร ความยากจน สภาวะโลกร้อน การตัดไม้ทำลายป่าในอัตราเร่งสูง การที่ความเป็นเมืองบุกรุกเข้าไปในผืนป่า การเกษตรเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่ที่เหมาะกับการเพาะพันธุ์ของยุง จนถึงขั้นที่มีการโหมปั่นกระแสทำสงครามกับยุงลายตัวร้าย ด้วยยุงตัดแต่งพันธุกรรม หรือ ‘ยุง GMO’

 

สงครามยุง

การใช้ยุง GMO ไปกำจัดยุงธรรมชาตินั้น เริ่มมีการปลดปล่อยสู่ธรรมชาติในบราซิลหลายระลอก ตั้งแต่ ปี 2011 2012 และ 2015 ในมาเลเซีย สิงคโปร์ สหรัฐ ก็เคยคิดที่จะลองวิธีเดียวกันนี้ โดยสหรัฐอยู่ระหว่างขั้นตอนพิจารณา แต่ถูกกระแสล่ารายชื่อคัดค้านมากกว่า 160,000 คน ด้วยเหตุผลที่ว่า งานวิจัยทั้งด้านความสำเร็จและความปลอดภัยที่นำเสนอประกอบการพิจารณาล้วนออกมาหรือได้รับทุนสนับสนุนจาก Oxitec (Oxford Insect Technologies) บริษัทสัญญาติอังกฤษที่ดำเนินธุรกิจดัดแปลงพันธุกรรมแมลง

เช่นเดียวกับที่มาเลเซีย ทางรัฐบาลตัดสินใจยกเลิกไปเพราะกระแสการคัดค้านอย่างเข้มข้น ไม่มีข่าวคราวเพิ่มเติมจากฟากสิงคโปร์ แต่ในรายงานข่าวของ Oxitec หลายครั้งมีชื่อประเทศไทยอยู่ด้วยว่าดำเนินการบางอย่าง ซึ่งจากการเปิดเผยของ รศ.สุพัตรา ทองรุ่งเกียรติ นักวิจัยภาควิชากีฏวิทยาการแพทย์ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กรณีการทำหมันยุงลายตัวผู้ และการตัดแต่งพันธุกรรมยุงลาย ที่ผ่านมามีการวิจัยในห้องปฏิบัติการในไทย แต่ยังไม่มีการปล่อยออกสู่ธรรมชาติ

จากการระบาดของไวรัสซิกา สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า องค์การอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) ต้องเร่งพิจารณาขั้นสุดท้ายที่จะให้มีการทดลองปล่อยยุง GMO ในพื้นที่ฟลอริดาคีย์ หลังจากที่ถูกคัดค้านมาหลายปี นิตยสาร Forbes ถึงขั้นมีรายงานเปรียบเทียบวิธีการต่างๆ ในการจัดการกับไข้ซิกาและโรคอื่นๆ ที่มียุงเป็นพาหะว่า การใช้ยุง GMO น่าจะเป็นทางออกที่น่าเลือกที่สุด ดีกว่าการใช้สารเคมีฆ่ายุงและแมลงต่างๆ เช่นเดียวกับหน้าบทความและความเห็นของอีกหลายสำนักพิมพ์ อาทิ The Guardian ก็มีผู้เขียนบทความเชียร์ให้เร่งใช้ยุง GMO จัดการปราบปรามยุงธรรมชาติ

แน่นอนว่า Oxitec บริษัทจากสหราชอาณาจักรเด้งรับกระแสนี้อย่างคึกคัก ด้วยการประกาศความพร้อมในการเร่งผลิตยุง GMO ให้ทันกับกระแสความต้องการทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะในบราซิลที่ได้รับการอนุมัติจากทางการให้ปล่อยยุง GMO เป็นการค้าได้ตั้งแต่ปี 2015 แล้ว

“ยุงของ Oxitec หรือที่รู้จักกันว่า ‘ยุงลายที่เป็นมิตร’ (Friendly Aedes aegypti) เป็นเครื่องมือที่มีความยั่งยืนทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อม และเป็นการปฏิวัตินวัตกรรมที่แสดงให้เห็นว่า เราสามารถกำจัดยุงลายธรรมชาติได้ จากที่เคยเพียรพยายามมาหลายปีแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ และวิธีการนี้ยิ่งมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เพราะเราไม่ได้มีแต่การระบาดของไข้เลือดออกเด็งกี (dengue fever) แต่ยังมีไวรัสซิกา ไข้ออกผื่นชิคุนกุนยาในบราซิล”

บริษัท Oxitec อ้างว่า ในพื้นที่แมนดาคารูที่มีการปล่อยยุง GMO สามารถลดประชากรยุงธรรมชาติได้ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ และกำลังทดลองในอีกกว่า 10 ประเทศทั่วโลก

“เราได้รับคำขอความช่วยเหลือมาจากเทศบาลและรัฐบาลท้องถิ่นจำนวนมากเกี่ยวกับผลจากการระบาดของไวรัสซิกา ซึ่งขณะนี้เราพร้อมที่จะสนับสนุนเต็มที่” ฮาดีน พาร์รี่ CEO ของ Oxitec กล่าว

 

พันธุกรรมพิษจากยุง GMO

ยุงของ Oxitec หรือ OX513 เป็นยุงลายตัวผู้สายพันธุ์ Aedes aegypti ที่นำมาดัดแปลงพันธุกรรมให้มียีนที่มีพิษ เมื่อปล่อยเจ้ายุงตัวผู้พวกนี้สู่ธรรมชาติไปจับคู่กับยุงลายเพศเมียที่เป็นตัวเจาะดูดเลือดมนุษย์และสัตว์ ยีนมีพิษซึ่งใส่เข้าไปในยุงตัวเมียและส่งต่อไปถึงลูกของมันจะแผลงฤทธิ์ทำลายตัวอ่อน ซึ่ง Oxitec อ้างว่า สามารถทำให้ตัวอ่อนตายได้ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ เมื่อกระแสโหมการตลาดรุนแรงจนผิดสังเกตเช่นนี้ ทำให้เริ่มมีกระแสตีกลับตั้งข้อสังเกตว่า การหาสาเหตุสำคัญของการระบาดของไวรัสซิกานั้น ใส่ใจต้นตอของการระบาดที่รุนแรงครั้งนี้น้อยไปหรือเปล่า โดยเฉพาะปัจจัยใหม่อย่างยุง GMO

แต่พบว่า ช่วงแรกการตั้งข้อสังเกตนี้ มาจากผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ Reddit ที่โยงพื้นที่ปล่อยยุง GMO กับพื้นที่ระบาดของไข้ซิกา ซึ่งทั้ง RT News ของรัสเซีย และ Daily Mirror สำนักข่าวหัวสีของอังกฤษ นำไปรายงานข่าวต่อ ทำให้ฝ่ายโปร GMO ออกมาสวนด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยันกับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ทั้งพื้นที่ในบราซิลและปีที่ปล่อยยุงสู่ธรรมชาติ เทียบเท่าแค่เกรียนคีย์บอร์ด (redditors) เท่านั้น

“จะแนะอะไรให้นะ ถ้าคิดจะใช้ทฤษฎีสมคบคิดโดยดูจากความบังเอิญของสถานที่ ก็น่าจะเป็นความคิดที่ดี แต่จะดีกว่าถ้าเป็นสถานที่ที่ถูกต้อง” ดร.คริสตี วิลค็อก คอลัมนิสต์ประจำ Discover Magazine กล่าว เนื่องจากพื้นที่ปล่อยยุง GMO นั้น เป็นพื้นที่ริมการระบาดทางตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล ไม่ใช่ศูนย์กลางการระบาดตามแผนที่เปรียบเทียบ

 

ข้อสังเกตเรื่องการอัพเกรดไวรัส

น่าสังเกตว่า การตั้งข้อสมมุติฐานที่มีน้ำหนักและเป็นไปด้วยเหตุและผล ในบทวิเคราะห์ข่าวของนิตยสาร The Ecologist กลับไม่มีใครกล้าไปตอแย

เมื่อมีรายงานการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในไวรัส เราควรต้องพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะเกิดไวรัสพันธุ์ใหม่ที่รุนแรงมากขึ้น ความเป็นไปได้ที่ไวรัสจะเป็นสาเหตุของโรคจะไม่สามารถถูกตัดออกไปได้ จนกว่าจะมีการวินิจฉัยและพิสูจน์ด้านจุลพยาธิวิทยาจำนวนมากเพียงพอ และนี่คือคำถามสำคัญ ถ้าไวรัสซิกาเป็นสาเหตุของปัญหาจริงอย่างที่คิด ไวรัสที่ค่อนข้างรุนแรงตัวนี้ได้ความสามารถในการสร้างความผิดปกติที่ร้ายแรงในทารกมาได้อย่างไร

นี่คือจุดเริ่มต้นของรายงาน ‘Pandora’s box: how GM mosquitos could have caused Brazil’s microcephaly disaster’ ที่เขียนโดย โอลิเวอร์ ทิคเคลล์ ไล่เรียงเอกสารงานวิจัยจำนวนมากที่ล้วนแล้วแต่เป็นการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการแบบ peer review ที่อ้างอิงถึงด้านบนเป็นของโอลิเวียรา มีโล และคณะ ในวารสาร Ultrasound in Obstetrics & Gynecology ฉบับล่าสุดรวมทั้งเอกสารภายในของ Oxitec ที่นักวิชาการมาเลเซียได้มาประกอบการคัดค้านการทดลองปล่อยยุง GMO รวมถึงงานวิจัยบางชิ้นที่บริษัทกล่าวอ้างเองถึงวันเวลาต่างๆ จนได้สมมุติฐานความน่าจะเป็นที่น่าสนใจและน่ารับฟังเป็นขั้นเป็นตอนดังนี้

ยุง GMO หลายล้านตัวของ Oxitec ถูกปล่อยในพื้นที่ฮัวเซริโอตั้งแต่ปี 2011 และ 2012 ตัวอ่อนของมันรอดชีวิตอยู่ด้วยความช่วยเหลือของยาปฏิชีวนะ Tetracycline ในธรรมชาติ ซึ่งใช้กันมากในการเกษตรอุตสาหกรรมของบราซิล (ซึ่งอัตรารอดไม่ใช่แค่ 5 เปอร์เซ็นต์ อย่างที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่เอกสารภายในของบริษัทชี้ว่า สูงถึง 15 เปอร์เซ็นต์)

  • ตัวอ่อนเหล่านั้นทั้งตัวผู้และตัวเมียผสมพันธุ์กับยุงในธรรมชาติต่อไป ทำให้ยีนใหม่ของมันกระจายออกไป
  • การตัดแต่งพันธุกรรมที่ใช้เทคนิคยีนนำพา PiggyBac Transposon กระจายอยู่ในประชากรยุงลาย ซึ่งยีนนำพานี้จะมีศักยภาพในการนำพาสูงขึ้น และยักย้ายถ่ายเทยีน GMO ไปอยู่ที่ใดก็ได้ของยีนไวรัสซิกาทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้เป็นหมันก็ได้ แต่โอกาสกลายพันธุ์ก็สูง
  • ในกระบวนการกลายพันธุ์ของไวรัสซิกาจะมีกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ทำให้มันยิ่งทวีความรุนแรง และยิ่งเพิ่มศักยภาพในการเข้าไปจัดการกับดีเอ็นเอของมนุษย์
  • จากตรงนี้เองที่มันมีศักยภาพเข้าไปจัดการกับตัวอ่อนของทารกในครรภ์ที่ทำให้เกิดโรคสมองเล็ก และบางส่วนมีรายงานว่ารูปร่างพิกลพิการผิดรูป ซึ่งตรงกับงานวิจัยก่อนหน้าที่เคยมีการเตือนว่า นี่เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น
  • สาเหตุที่ทารกสมองเล็ก เชื่อว่า ยีนนำพา PiggyBac เข้าไปเชื่อมกับดีเอ็นเอของเด็กจากไวรัสที่อยู่ในมดลูก จนไปทำอันตรายต่อการพัฒนาของตัวอ่อน

โอลิเวอร์ ทิคเคลล์ แห่ง The Ecologist บอกว่า เขาไม่ได้กำลังบอกว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่อย่างน้อยนี่คือสมมุติฐานที่น่าเชื่อถือที่สุด และยิ่งไปกว่านั้น มันสามารถตรวจสอบกลับได้มากที่สุด ซึ่งใช้วิธีไม่ยากเย็น คือการตรวจสอบรหัสพันธุกรรมของน้ำคร่ำ เลือดของทารกที่สมองเล็ก, ยุงลายป่า, ไวรัสซิกา ว่ามีเจ้ายีนนำพา PiggyBac หรือไม่ด้วยเทคนิค PCR (Polymerase Chain Reaction)

หากพบว่าข้อสันนิษฐานนี้ถูกต้อง ต้องนำไปสู่หยุดการปล่อยยุงและแมลงตัดแต่งพันธุกรรมทั้งหมด รวมทั้งต้องหยุดการทดลองต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยียีนนำพาอย่างเดียวกันทันที จนกว่าจะมีการวางแผนที่รับมือกับความปลอดภัยขั้นสูงสุด อาทิ การทดลองตัดแต่งพันธุกรรมยุงให้ต้านมาลาเรีย (ซึ่งมูลนิธิ Gates ให้การสนับสนุนอยู่)

ในท้ายรายงานของ The Ecologist ชิ้นนี้ ราวกับจะบอกเป็นนัยว่า ข้อเขียนชิ้นนี้อาจไม่สามารถต้านกระแสการตลาดขายยุง GMO ที่อ้างว่านี่เป็นหนทางที่ดีที่สุดในการสู้ไวรัสซิกา

“หากสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง (ปล่อยยุง GMO เพื่อปราบไวรัสซิกา) ณ จุดนี้ พวกเราคงได้แต่คาดการณ์ว่า นั่นคงทำให้เกิดไวรัสกลายพันธุ์ขึ้นอีกจำนวนมากที่พวกมันจะมีศักยภาพในการทำลาย genome ของมนุษย์มากกว่านี้”


 

อ้างอิงข้อมูลจาก:
The Ecologist / theecologist.org
RT News / rt.com
Bloomberg / bloomberg.com
AFP / afp.com
Huffington Post / huffingtonpost.com
The Conversation / theconversation.com
EnviroNews / environews.tv
change.org
Discover Magazine / discovermagazine.com
Forbes / forbes.com
ASTV ผู้จัดการ / manager.co.th

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล

เป็นตัวอย่างของคนทำงานสื่อที่มีพัฒนาการสูง จากนักข่าวรายวันสู่คอลัมนิสต์ นักจัดรายการวิทยุที่รอบรู้และรอบจัดในการสังเคราะห์ข้อมูล ขณะที่อีกขาหนึ่งยังรับบทผู้ประสานงาน และทำงานวิชาการป้อนข้อมูลให้องค์กรเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างเข้มข้น

กรรณิการ์ กิจติเวชกุลZika’s Pandora Box: ไข้ซิกากับกล่องแห่งหายนะ

Related Posts

คำสารภาพของผู้บุกรุกข้อเท็จจริง

หลังรอบฉาย 'Where To Invade Next: บุกให้แหลก แหกตาดูโลก' สารคดีเรื่องล่าสุดของ ไมเคิล มัวร์ ที่พาเราไปเปิดโลก ก่อนจะย้อนกลับมาตบหน้าอเมริกันชน รวมทั้งตัวเขาเองด้วยว่า สหรัฐเองไม่ใช่หรือ คือผู้บุกเบิกไอเดียที่กลายเป็นต้นแบบให้นานาประเทศ

The Invaders: ผู้บุกรุกข้อเท็จจริง

เสาร์ 11 มิ.ย. หลังจบภาพยนตร์ Where To Invade Next รอบ 15.00 น. ก็ได้เวลาวงคุยสนุกๆ ว่าด้วยการฉกฉวยสิ่งดีงามจากประเทศต่างๆ ทั้งในและนอกภาพยนตร์ มาเป็นของเรา! ร่วมจัดโดย WAY และ Documentary Club

รวย…ไม่อยากจ่ายภาษี มีอะไรมะ!!!

อันที่จริงรวยแล้วไม่อยากจ่ายภาษีเนี่ย มันก็เป็นกันทั้งโลกนะ ไม่ใช่เป็นเรื่องเฉพาะพี่ไทย ที่ไม่เคยแพ้ชาติใดในโลก เพราะอย่างในเยอรมนี รัฐบาลก็กุมขมับไม่รู้จะทำยังไงกับพวกรวย แต่จู่ๆ ก็มีนักเป่านกหวีด (whistleblower) ส่งข้อมูลพวกหนีภาษีชาวเยอรมันที่เอาเงินไปแอบซ่อนไว้ในธนาคารสวิส ไรท์ใส่ซีดีส่งมาให้สำนักงานสรรพากร