Parasite (2019) เห็นคนจนพอเป็นพิธี และหันหนีเพื่อจบพิธีอย่างงดงาม - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

Parasite (2019) เห็นคนจนพอเป็นพิธี และหันหนีเพื่อจบพิธีอย่างงดงาม

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์

สัมผัสถึงชีวิตอื่น

บ่อยครั้งเราไปดูหนังสักเรื่องเพราะทุกคนบอกว่ามันดี แล้วก็ออกมาจากโรงหนังด้วยความรู้สึกว่ามันดีจริงๆ

ใน Green Book นักดนตรีคนดำรวยๆ คนหนึ่งกับคนขับรถชาวอิตาเลียนผิวขาวของเขาเดินทางร่วมกัน ระหว่างทางเราได้เห็นซอกหลืบเล็กๆ ในการเมืองของสีผิว เพศ เชื้อชาติ ชนชั้น ที่กำลังทำงานอยู่ในร่างกายและเวลาของทั้งสอง เราได้รู้สึกถึงพวกเขาที่กำลังเผชิญหน้ากับความแปลกแยกระหว่างตัวเองและสิ่งรอบตัวในสถานการณ์ที่ทุกอย่างผิดไปจากมายาคติ

ใน Shoplifters เราได้เห็นชีวิตครอบครัวปลอมๆ ของคนชายขอบกลุ่มหนึ่งที่มาหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ในบ้านหลังเดียวกันเพื่อลดค่าใช้จ่าย ทำมาหากินด้วยการลักเล็กขโมยน้อยจากชานเมืองโตเกียว เราพบว่าเขาได้ ‘ลัก’ มากระทั่งลูกของคนอื่น ไปจนถึงระยะหนึ่งเรามองเห็นภาพของครอบครัวปลอมๆ ครอบครัวนี้กำลังจะมีความสุข แต่เหตุการณ์ก็เกิดขึ้น เราได้รู้สึกถึงพวกเขาที่ต้องกลับไปแปลกแยกต่อกันเมื่อเผชิญหน้ากับกฎหมายและทางการ

ในหนังเหล่านี้ เราได้เห็นและรู้สึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่เราไม่รู้จักและไม่มีวันได้เป็น ในสถานการณ์ที่เราไม่คุ้นเคย เราได้สัมผัสถึง ‘ชีวิตอื่น’ ชีวิตแบบที่ไม่อาจจินตนาการเอาเองอยู่ที่บ้านด้วยมายาคติได้ ชีวิตของตัวละครที่ไม่ใช่ “แจ๋วที่เป็นคนใช้ชอบเม้าท์เจ้านาย” หรือ “คุณหญิงแม่ที่ชื่อพจมานและชอบเป็นลม” หนังที่ผมรู้สึกดีกับมันมักจะเป็นหนังที่มีคุณสมบัติประมาณนั้น

บ่อยครั้งเราไปดูหนังสักเรื่องเพราะทุกคนบอกว่ามันดี แล้วเราก็ออกมาจากโรงหนังด้วยความรู้สึกว่ามันดีจริงๆ แต่สิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นเมื่อผมออกมาจากโรงหนังที่ฉายเรื่อง Parasite (2019) หรือ ชนชั้นปรสิต

ผมคิ้วขมวดเดินออกมา เกิดความรู้สึกว่าผู้ประพันธ์ได้ทำสิ่งเลือดเย็นต่อตัวละคร พูดอีกอย่างหนึ่งคือ ผมรู้สึกว่าเขากำลังเล่าเรื่องของคนอื่น (คนที่จนกว่าและรวยกว่าเขา และแตกต่างจากเขา) โดยไม่ได้รู้จัก พยายามทำความรู้จัก หรือสนใจชีวิตเหล่านั้นเลย และมันจึงไม่ง่ายสำหรับผมด้วยที่จะวางใจว่า Parasite ได้สร้างขึ้นมาจากการซึมซับ และกำลังส่งต่อความหมายบางอย่างในทำนองของ ‘สังคมนิยม/ฝ่ายซ้าย/ก้าวหน้า’ หรืออะไรทำนองนั้นอย่างที่มันกำลังแสดงออกและถูกรับรู้ว่าเป็น

วันนี้เราน่าจะพอพูดได้แล้วว่าการทำตัวเข้าอกเข้าใจหรือ ‘ก้าวหน้าและเอียงซ้ายหน่อยๆ วิจารณ์ทุนนิยมพอเจ็บแสบ ไม่เหยียด ฯลฯ’ เป็นความหมายสำคัญที่จะทำให้งานศิลปะชิ้นหนึ่งประสบความสำเร็จในตลาด ผมหยุดตั้งคำถามไม่ได้ว่าหนังเรื่อง Parasite กำลังเป็น ‘ปรสิต’ ต่อความหมายแบบดังกล่าว

หยุดสงสัยไม่ได้กระทั่งว่า ตัวเองจะกล้าคบกับคนแบบผู้ประพันธ์เป็นเพื่อนได้หรือเปล่า

หรือนี่จะเป็นเพียงความแตกต่างอย่างหนึ่ง?

งานศิลปะจำนวนไม่น้อยกำลังกอบโกยประโยชน์จากการพูดถึงทุนนิยม มันมักจะวิพากษ์วิจารณ์สังคม ‘อย่างมีระดับ’ แต่มักจะไม่ทำให้เรามองเห็นความละเอียดอ่อน มันทำให้เราคิดอยู่ในใจได้ว่า “โอเค งานชิ้นนี้พูดเรื่องความเหลื่อมล้ำ” และเราจดจำมันในฐานะหนังก้าวหน้าเรื่องหนึ่ง แต่มันกลับไม่ได้สร้างปฏิกิริยาต่อเราหลังจากนั้นให้มองโลกเปลี่ยนไปได้เลย เราไม่ได้คิด ทำ หรือแสดงออกอะไรต่างออกไปจากเดิมเลยแม้แต่เล็กน้อย เราแค่รู้สึกถูกกระทบกระเทือนในเวลาที่กำลังนั่งมองมันอยู่ ความอายุสั้นของปฏิกิริยาแบบนี้ นำมาสู่คำถามว่าตัวหนังเองกำลังพูดเรื่องความเหลื่อมล้ำกับเราได้อย่างมีคุณภาพมากเท่าไร

แน่นอนว่า ‘คำถามถึงคุณภาพ’ อันไม่ตายตัวนี้จะไม่เกิดขึ้นกับหนังบางเรื่องที่ไม่ได้มีลีลาหรือแสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะพูดเรื่องความเหลื่อมล้ำหรือจะวิจารณ์ทุนนิยม แต่คำถามนี้ย่อมมีอยู่กับเรื่อง Parasite

ย้อนกลับไปสิบกว่าปีที่แล้ว รักแห่งสยาม ไม่เคยประกาศตัวตรงส่วนไหนของเรื่องว่าจะเป็นหนังก้าวหน้า มันเป็นเพียงหนังรัก แต่มันทำให้เราเห็นความละเอียดอ่อนเปราะบางทางเพศและเรื่องอื่นๆ ของผู้คนในนั้น มันได้เปิดมุมมองของเราในความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับผู้ชายเป็นครั้งแรกๆ บนจอสื่อของไทย ผู้ชายกับผู้ชายรักกัน แทนที่จะเป็น ‘หนังเกย์’ หรือหนังอินดี้ประหลาดๆ มันกลับกลายเป็นหนังรักกระแสหลักไปเฉยๆ ฉากจูบระหว่างผู้ชาย และการมี ‘คู่จิ้น’ กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเราทุกวันนี้ในสิบกว่าปีถัดมา ผู้ชมเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วอาจเคยเห็นผู้ชายจูบกันในหนังไทยแบบนั้นเป็นครั้งแรก และนั่นเปลี่ยนการมองเห็นของเขาต่อการจูบกันของผู้ชายครั้งอื่นๆ ในชีวิตจริงตลอดไป

หนังเรื่องหนึ่งสามารถเปลี่ยนสิ่งรอบตัวที่เคยน่าขยะแขยงให้กลายเป็นความงดงามของดอกไม้ได้ หรือจะเปลี่ยนดอกไม้เป็นถังขยะก็ได้ เปลี่ยนดอกไม้ดอกหนึ่งเป็นอีกดอกหนึ่งก็ได้ ถ้ามันส่งต่อความละเอียดอ่อนของมันมาถึงเราได้มากพอ

‘ความละเอียดอ่อน’ จะทำให้เราเริ่มสัมผัสได้อย่างจริงจังถึงความเป็นคนอื่น ความรู้สึกแบบที่ตัวเราไม่สามารถรู้สึกได้ในชีวิตประจำวันของตัวเอง เช่น คุณเป็นผู้หญิง และมันยากที่คุณจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกในการจูบด้วยเสน่ห์หาระหว่างผู้ชายสองคนหากคุณไม่เคยดูหนังรักที่มีผู้ชายกำลังจูบกัน การมอบประสบการณ์ที่ละเอียดอ่อนและแตกต่างจากตัวเรามากๆ แบบนี้ ทำให้เราสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ เปลี่ยนไปได้ เพราะเรากำลังมองมันด้วยสายตาที่มีประสบการณ์จากชีวิตอื่นๆ ชีวิตจากหนังเหล่านั้นที่อยู่ไกลจากธรรมชาติของตัวเราเองเจือปนอยู่

เราจะรู้สึกถึงความยากในความรวย ยากในความจน การเป็นรัฐมนตรี การเป็นชาวนา รู้สึกถึงมันอย่างละเอียดอ่อนขึ้น ไม่ใช่เห็นมันเพียงเป็นภาพในหัวที่ตัวเองเคยนึกถึงได้เท่านั้น เช่น รัฐมนตรีโกง ชาวนาจน คนรวยแย่ หนังที่ละเอียดอ่อนจะทำให้เราเห็นมันมากกว่านั้น และความละเอียดอ่อนนี้เองที่เป็น ‘สารตั้งต้น’ ของสังคมนิยมและความก้าวหน้า มันเริ่มขึ้นเมื่อคุณรู้สึกขึ้นมาจริงๆ ว่าสิ่งรอบๆ ตัวคุณไม่ควรถูกมองและยอมรับในแบบที่มันกำลังเป็นอยู่ ระบบต่างๆ ในสังคมทุกวันนี้เริ่มไม่เพียงพอ ไม่เป็นธรรมมากพอที่จะแบกรับความละเอียดอ่อนในตัวคุณและคนอื่นๆ ที่คุณสัมผัสได้ถึงเขา

คุณสมบัตินี้เองจะทำให้คุณโหยหาสิ่งที่จะโอบอุ้มทุกสิ่งทุกอย่างมากขึ้น ตั้งแต่อาหาร รูปแบบการประชุม ชีวิตในครอบครัว ศาสนา ไปจนถึงการเมือง เศรษฐกิจ คุณต้องการให้สิ่งทั้งหมดเหล่านั้นรองรับความเป็นจริงที่ไม่ได้มีอยู่เพียงในจินตนาการของใครคนใดคนหนึ่ง คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือระบบใดระบบหนึ่ง

นั่นทำให้ผมเชื่อเหลือเกินว่างานศิลปะที่กำลังวิจารณ์สังคมให้เราฟังอย่างมีคุณภาพ คืองานที่ (ไม่ว่าตัวมันเองจะละเอียดหรือไม่) ทำให้เราได้มองเห็นความละเอียดอ่อนในชีวิตอื่น

บทประพันธ์อันกลืนกินสิ่งที่ตนวิพากษ์

งานศิลปะที่ตั้งใจจะกอบโกยประโยชน์จากการแสดงออกว่าวิจารณ์สังคม มากกว่าตั้งใจจะวิจารณ์ มักจะตั้งต้นด้วยการขอให้ผู้ชมได้เห็นอะไรในชีวิตของผู้ถูกกดขี่หรือตัวละครหลัก นิดหน่อย เช่น คนอีสานตกระกำ เป็นคนใช้ ถูกเจ้านายรังแก ดูสิน่าสงสาร เคยสงสารเขาบ้างไหม และมันจะเริ่มทำให้สิ่งที่เราเห็นนิดหน่อยนั้นถูกเล่าอย่างวิจิตรพิสดารมากขึ้น เช่น ดูสิ น่าสงสารมาก น่าสงสารมากๆ น่าสงสารอย่างน่าตกใจ เราจะวนเวียนอยู่กับเพียงไม่กี่คำเหล่านี้ที่เราจินตนาการได้เองอยู่แล้ว

และบางทีมันก็อาจมาในรูปแบบของการเล่าเรื่องที่แพรวพราวถึงขั้น ‘คนใช้จนจนต้องเอาผัวมาแอบเลี้ยงไว้ในห้องใต้ดินในบ้านของเจ้านาย ดูสิ เหลื่อมล้ำมาก มากจนน่าตกใจ น่าสงสารมาก’

และสุดท้ายแล้วเราก็จะเห็นว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องที่เราสรุปได้ไม่ยาก เกิดอาการตกลงปลงใจว่าทุกคนเห็นตรงกันว่ามันพูดถึงความเหลื่อมล้ำ ไม่มีคำถามต่อจากนั้นว่ามันพูดถึงอะไรในความเหลื่อมล้ำ และพูดอย่างไร เพราะมันมักจะพูดอะไรไม่ได้มากไปกว่า ‘ความเหลื่อมล้ำมีอยู่ คุณดูสิ’ และบางทีคุณก็ลืมไปว่าคุณทั้งรู้และรู้สึกอยู่แล้ว คุณรู้สึกมากกว่าตอนที่ดูหนังอีกในวันที่เขาปิดถนน

แต่ทำไมเราจึงรู้สึกถึงอะไรได้มากมายเหลือเกินระหว่างที่ดูมัน? ผมว่าเป็นเพราะผู้ประพันธ์เป็นนักเล่าเรื่องที่เก่ง แต่เขาขาดการใช้เวลากับการย่อยประสบการณ์ทางสังคม พูดอีกอย่างคือเล่าเรื่องเก่งแต่ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่ตัวเองเล่า (หรือไม่ค่อยสนใจ ซึ่งหากเป็นอย่างหลัง มันยากที่จะให้อภัย) ความรู้สึกอันท่วมท้นที่เรากำลังมีนั้นจึงได้เกิดขึ้นให้กับ ‘การดำเนินเรื่อง’ ไม่ใช่ ‘เรื่อง’ เรามีมันให้กับผู้กำกับ ไม่ใช่ตัวละครหรือคนที่มีชีวิตแบบที่ตัวละครมี เราไม่ได้กำลังรู้สึกอย่างละเอียดถึงชีวิตอื่นหรือประเด็นความเหลื่อมล้ำ แต่เรากำลังชื่นชมกับงานศิลปะที่ทำออกมาด้วยความเก่งกาจ เรากำลังรู้สึกตกใจที่ “เรื่องของคนพวกนี้มันเลยเถิดมาได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ” “มันลุ้นขนาดนี้เลยเหรอ” “มันต้องดาร์คขนาดนี้เลยเหรอ” สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้สึกที่เรามีได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำ หรือคนรวยคนจน หรือข้องเกี่ยวกับตัวละครตัวไหนและชีวิตใคร มันเป็นความรู้สึกที่เกี่ยวกับ ‘สถานการณ์’ ที่ถูกสร้างขึ้นได้ไม่ยากโดยนักเล่าเรื่องที่ทำงานเก่ง

เมื่อเป็นแบบนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือเสียงของผู้ประพันธ์ได้ดังกลบเสียงของตัวละคร (หรือเสียงของ ‘คนอื่น’ ที่จนกว่า รวยกว่า หรือ แตกต่างจากตัวผู้ประพันธ์ ที่เขากำลังเล่าถึงอยู่) การฟังเสียงของผู้ประพันธ์ที่ดังกลบเสียงอื่นแบบนี้จะทำให้เราลืมไปว่า เรายังไม่ได้รู้จัก หรือรู้สึกอะไรอย่างละเอียดอ่อนร่วมกับชีวิตของตัวละครหรือสิ่งที่เขากำลังเล่าถึงเลย เหมือนกับเวลาที่เราฟังใครสักคนเล่าถึงเรื่องราวของคนอื่น แล้วผู้เล่าก็ได้ตัดตอนรายละเอียดของเรื่องไปมาเพื่อเล่าแต่ส่วนที่เขาเล่าได้สนุก ผลลัพธ์คือเราได้ฟังเรื่องสนุกที่เขาต้องการจะเล่า แค่ ‘คนอื่น’ คนนั้นได้สูญหายไปแล้ว

หนังที่แสดงให้เราเห็นชีวิตแบบอื่นและสัมผัสถึงคนอื่นได้ ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องมีการดำเนินเรื่องที่หวือหวา หรือต้องมีห้องลับอยู่ใต้ดิน (และไม่จำเป็นต้องไม่มี) แต่มันจะสามารถเห็นรายละเอียดนับร้อยพันในความเคลื่อนไหวเล็กๆ ของตัวละครของมันเอง และยอมใช้เวลาในภาพยนตร์ในการแสดงให้เราได้เห็นมันไปด้วย เช่น Greenbook, Shoplifters, Moonlight หรือกระทั่ง รักแห่งสยาม หนังเหล่านี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เป็นที่รู้จัก ได้รางวัล ฉายโรงใหญ่ ขายดี มีประเด็นสังคม ใกล้เคียงกับ Parasite และผมเห็นว่ามันยังคงประสบความสำเร็จในการนำเสนอชีวิตของคนอื่นให้เข้ามาอยู่ในความรู้สึกของเราได้ด้วย

แน่นอนว่า ผมกำลังรู้สึกว่า Parasite ไม่ได้ประสบความสำเร็จในการแสดงให้เราเห็นชีวิตของคนอื่น และนั่นหมายความว่ามันกำลังกลืนกินสิ่งที่ตัวเองวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่เพราะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ใช้แรงงานอย่างไม่ยุติธรรม (ถ้าจะกล่าวหาแบบนี้คงต้องกล่าวหากับหนังแทบทุกเรื่อง) แต่เป็นเพราะมันเป็นบทประพันธ์ที่มี ‘นิสัยการประพันธ์’ ไม่ต่างจากนิสัยของตัวละครบางตัวในเรื่อง

คุณผู้ชายและคุณนายตระกูลพัก โทรไปเร่งรีบให้ลูกจ้างของพวกเขาตื่นมาช่วยกันเตรียมข้าวของให้กับงานวันเกิดของลูกชาย พวกเขาไม่ได้สนใจเลยว่าก่อนหน้านี้ลูกจ้างเหล่านี้เพิ่งถูกน้ำท่วมบ้าน และตื่นนอนขึ้นมาจากพื้นยางในศูนย์อพยพ หนังได้ฉายภาพให้เราเห็นทุกขั้นตอนว่าลูกจ้างของเขาไม่ได้มีอารมณ์ที่จะมาตามช็อปปิ้ง ทำงานตกแต่ง ใส่ใจเรื่องจุกจิก ทำตัวให้หอม หรือสนุกสนานไปกับปาร์ตี้ ถึงแม้ปกติแล้วคุณผู้ชายและคุณนายจะดูเป็นเจ้านายที่ดีพอเป็นพิธี แต่เมื่อมาถึงงานวันเกิดลูกชายของพวกเขาแล้ว พวกเขาได้มองข้ามรายละเอียดทั้งหมดในชีวิตของลูกจ้าง และกลับมาใช้งานลูกจ้างอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะให้พิธีวันเกิดของลูก ‘เปี่ยมไปด้วยความสุขของลูกชายและผู้เข้าร่วม’ พวกเขาจำเป็นต้อง ‘หันหน้าหนี’ จากความเป็นมนุษย์ของลูกจ้าง ไม่มองแม้กระทั่งความเศร้าในดวงตา ไม่ถามสารทุกข์สุกดิบที่พวกเขาอาจรู้สึกอยู่บ้างว่ามันมีอยู่

นิสัยเดียวกันนี้จากคนตระกูลพักปรากฏในนิสัยการเล่าเรื่องของ Parasite ผู้ประพันธ์ได้เลือกที่จะมองข้ามชีวิตตัวละครของตัวเองเพื่อให้งานของตนได้มีหน้าตาเป็น ‘โศกนาฏกรรมคุณภาพสูงตลกร้ายที่วิจารณ์สังคมอย่างมีระดับ’

อย่างไร?

กีอู กับ กีจอง (ลูกชายกับลูกสาวของบ้านคนจนตระกูลคิม) ไม่มีโอกาสแสดงให้เราเห็นว่าพวกเขาเอาเวลาและทรัพยากรที่ไหนไปพัฒนาตัวเองมากพอจนทำให้บ้านคนรวยตระกูลพัก ประทับใจได้ ทั้งที่บ้านตระกูลพักมีประสบการณ์การดูแลลูกมาแล้วนับไม่ถ้วน ผ่านมือผู้เชี่ยวชาญมามากมาย ทำไมพวกเขาถึงไม่สามารถดูออกได้เลยว่ากีอูกับกีจอง ไม่ใช่คนที่ ‘รู้จริง’?

รู้จริงในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าฉลาด แต่รู้จริงสำหรับชนชั้นอย่างตระกูลพักคือการได้กลิ่น ‘แวดวง’ และความรุ่มรวยในการแสดงออก เช่น นักวิชาการที่รู้จริงสำหรับนักปรัชญาคือคนที่รู้จัก ฌาคส์ แดร์ริดา (Jacques Derrida) เป็นอย่างดี ไม่ใช่คนฉลาดทั่วๆ ไป นักวิชาการที่รู้จริงสำหรับสังคมวิทยา คือคนที่รู้จัก มักซ์ เวเบอร์ (Max Weber) / บรูโน ลาทัวร์ (Bruno Latour) และอะไรเทือกนั้นเป็นอย่างดี ไม่ใช่คนฉลาดทั่วๆ ไป

ผมไม่ได้กำลังหมายความว่าคนจนฉลาดไม่ได้ แต่สิ่งที่ความรวยและต้นทุนมอบให้เราได้คือศัพท์แสงและเทคนิคต่างๆ ที่มีให้กันแค่ในบางแวดวงหรือในการศึกษาแบบเฉพาะเท่านั้น

และศัพท์แสงเทคนิคเหล่านี้มักจะเป็นประตูแรกของการยอมรับกันได้ในแวดวงต่างๆ ที่มักจะมองไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงในตัวคนอื่นตั้งแต่ต้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่ ‘ความฉลาด’ ของ กีอู และ กีจอง จะทำงานได้ในโลกของอีกชนชั้นหนึ่ง ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ฉลาด แต่ความฉลาดที่มีอยู่นั้นมักจะไม่สามารถถูกมองเห็นได้ในสายตาของคนจากอีกชนชั้นหนึ่งต่างหาก

แต่ Parasite ได้ทำให้มันง่ายขนาดไหนที่จะเข้าไปสอนภาษาอังกฤษและศิลปะในบ้านหลังนั้นได้อย่างน่าประทับใจ แถมยังน่าประทับใจกว่าคนก่อนๆ โดยที่ทั้งกีอูและกีจองไม่ต้องทำการบ้านอะไรเลย? มากไปกว่านั้น การสอนภาษาอังกฤษและศิลปะในบ้านหลังนั้น ดูเหมือนไม่มีอยู่จริงด้วยซ้ำในเรื่องราวเรื่องนี้ หากแต่เป็นเพียงเหตุผลบางอย่างที่ผู้ประพันธ์สร้างขึ้นมาอย่างเร็วๆ เพื่อ ‘ส่งคนจนเข้าไปในบ้านหลังนั้นให้ได้’ เพื่อดำเนินเรื่องต่อเท่านั้น

เราจะเห็นว่าฉากการทดลองสอนของกีอูถูกบิดประเด็นไปด้วยภาพของกีอูที่พยายามสร้างความมั่นใจและปลุกเร้า ดาฮเย-ลูกสาวของคุณนาย ให้ตั้งใจทำข้อสอบ แต่เรามองเห็นความหมายทางเพศมากกว่าทักษะการสอน แม้แต่ความรักระหว่าง กีอู กับ ดาฮเย ก็ยังถูกให้ความละเอียดอ่อนและมีที่มาที่ไปมากกว่าเรื่องที่ว่าตระกูลคิมทั้งตระกูลซึ่งจน เข้ามาอยู่ในพื้นที่ของคนรวยอย่างบ้านของตระกูลพักได้อย่างไร

ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง เราไม่เคยรู้ว่าภาษาอังกฤษของกีอูเป็นอย่างไร เป็นอย่างนั้นได้อย่างไร เขามีวิธีการสอนแบบไหน เช่นเดียวกันกับ กีจอง ที่ปราบ ดาซง-ลูกชายของคุณนายได้อยู่หมัด ภาพยนตร์ก็ตัดฉากการสอนออกไปดื้อๆ เราไม่เคยรู้ว่าเธอทำอย่างนั้นได้อย่างไร มีความลึกซึ้งในด้านศิลปะบำบัดขึ้นมาจนทำให้คุณนายร้องไห้ได้อย่างไร (หนังอธิบายว่าเป็นเพียงความบังเอิญที่เธอเสิร์ชกูเกิลเจอและพูดมั่วไปเรื่อยๆ) เราเห็นเพียงผลลัพธ์ที่ว่า เธอทำได้ดี และคุณนายตัดสินใจจ้างต่อ แต่รายละเอียดเหล่านี้ไม่ใช่หรือคือภาพการต่อสู้ที่ชัดเจนที่สุดระหว่างชนชั้นในยุคนี้ การถีบส่งพัฒนาตนเองและจัดการกับต้นทุนในร่างกายที่เหลื่อมล้ำมาทั้งชีวิต เพื่อเลื่อนสถานะและขึ้นไปอยู่ในพื้นที่ของชนชั้นที่สูงกว่า รายละเอียดการต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำในต้นทุนชีวิตเหล่านี้กลับถูกตัดออกไป และทำให้เห็นเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ต้มตุ๋นกันได้ไม่ยาก

นอกไปจากนั้น กีแทก (พ่อของ กีอู และ กีจอง) ก็ไม่เคยขับรถเบนซ์บริการผู้บริหาร เขาเคยแค่ทดลองจับรถในโชว์รูมเท่านั้น แต่กลับขับมันได้ดีราวมีปาฏิหาริย์ และยังมีมารยาทเป็นที่พอใจต่อเจ้านายได้ ในขณะที่ ชุงซุก (แม่) ก็ไม่เคยทำงานบริการบ้านคนรวยหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดปลีกย่อยต้องใส่ใจ แต่เธอกลับประสบความสำเร็จในฐานะแม่บ้านที่ถูกส่งมาจากบริษัทระดับพรีเมียม (ที่ปลอมขึ้นมา) และยังไม่ถูกสงสัยเลยแม้แต่น้อย

แม้กระทั่งเมนู ‘จาปากูรี’ ที่หลายบทความอ้างว่าเป็นอาหารชนิดที่อธิบายใจความของภาพยนตร์ได้ทั้งเรื่อง เธอก็ไม่รู้จัก แต่เธอกลับใช้เวลาไม่เกินแปดนาทีในการทำมันออกมาได้สำเร็จโดยไม่มีอะไรน่าสงสัย และเรายังไม่เคยรู้เลยอีกด้วยว่าเธอทำมันได้อย่างไร เธอแค่ทำมันได้เฉยๆ ทั้งที่รายละเอียดเหล่านี้ต่างหาก (ตลอดจนผิวพรรณและจริยวัตรที่ผิดชนชั้นของทุกคนในตระกูลคิม) ที่เป็นตัวบ่งบอกความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่จริง และเป็นสิ่งที่ ‘คนจน’ หรือคนที่ได้รับผลจากความเหลื่อมล้ำกำลังต่อสู้กันอยู่ คือเขาเป็นสิ่งที่ควรเป็นไม่ได้ เพราะไม่มีต้นทุน

รายละเอียดที่หายไปแสดงให้เห็นว่าผู้ประพันธ์ตั้งใจตัดมันออกเพื่อโอนถ่ายเวลาของภาพยนตร์เข้าไปใช้สำหรับการดำเนินเรื่องอันโอ่อ่า เช่นฉากวันเกิด การมีสามีของคนใช้เก่าซ่อนอยู่ใต้ดิน มีคนฆ่ากัน มีฉากสะเทือนใจ เราได้สนุกกับเรื่องราวและจังหวะจะโคนเหล่านี้ แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นเลยคือความเหลื่อมล้ำที่อยู่ในต้นทุนของชีวิตแต่ละคน ความเหลื่อมล้ำที่จะแสดงออกมาก็ต่อเมื่อกีอูและกีจองที่จริงแล้วไม่มีวันสามารถจะทำให้คุณนายประทับใจจนได้สอนลูกชายและลูกสาวของเธอได้ เรามองไม่เห็นมันเพราะมันได้ถูกตบแต่งด้วยสีสันของการละคร เรามองไม่เห็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการมองความเหลื่อมล้ำ คือชีวิตและผู้คน

ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นการแลกที่คุ้มราคาจ่าย มันทำให้เราเห็นว่าหากผู้ประพันธ์ต้องเลือกระหว่างมอบความละเอียดอ่อนให้กับเรื่องราวและชีวิตของตัวละคร กับการสำเร็จความต้องการให้หนังดูเป็น ‘โศกนาฏกรรมคุณภาพสูงตลกร้ายที่วิจารณ์สังคมอย่างมีระดับ’ เขาจะเลือกอย่างหลัง และนั่นทำให้ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้กำลังมองเห็นคนจนแค่พอเป็นพิธี

พิธีที่ว่านั่นก็คือพิธีของศิลปะในยุคสมัยนี้ที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์อะไรสักนิดหน่อย หยิบยกตัวละครหรือเรื่องราวความเหลื่อมล้ำขึ้นมาพูดถึงสักหน่อย แต่หันหน้าหนีมันไปโดยสิ้นเชิงเมื่อทำออกมาเป็นภาพยนตร์ เหลือเพียงความเห็นใจหรือคำแก้ตัวง่ายๆ ให้กับตัวละครบางแบบเท่านั้น เช่น เราจน เราจึงต้องต้มตุ๋นหลอกลวง ศิลปะแบบนี้จะไม่ให้พื้นที่และเวลากับ ‘ความจน’ หรือ ‘ชีวิตอื่นๆ’ มากขนาดนั้น เพราะมันเสียเวลาแสดงความสามารถในการสร้างสรรค์งานอันหวือหวาของเขา

นั่นยังไม่รวมถึงว่า Parasite ทำเหมือนกับว่าคนรวยในหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีชีวิตจิตใจอะไรเลย เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตระกูลพัก หลังหัวหน้าครอบครัวชายเป็นใหญ่ครอบครัวนี้ตายลงไป เราไม่ได้รับรู้ถึงความซับซ้อนอะไรในครอบครัวนี้นอกจาก ‘หัวสูงตามประสาคนรวย และเป็นคนรวยที่ดูเป็นคนดี’

โดยสรุปก็คือ ผมไม่ได้รู้สึกว่ากำลังสัมผัสได้ถึงความรวย ความจน หรือใครต่อใครในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มากกว่าที่ตัวเองจินตนาการด้วยมายาคติได้อยู่แล้ว

ผู้ประพันธ์เลือกที่จะเป็นเหมือนคนรวยจากตระกูลพัก คือเห็นตัวละครที่ตัวเองสร้างขึ้นมา (หรือชีวิตของคนรวยและจนและคนอื่นๆ ในเรื่องเล่าของเขา) เป็นเพียงสิ่งที่มีเอาไว้รับใช้การดำเนินเรื่อง เหมือนกับตระกูลพักเห็นคนตระกูลคิมเป็นเพียงลูกจ้าง ไม่ได้สนใจว่าเขาเป็นใคร มีเรื่องราวอะไร รู้สึกอย่างไร รู้เพียงแต่ว่าจ้างแล้วก็ต้องทำธุระของฉันให้เสร็จให้ได้ นี่คือตัวอย่างพื้นฐานของวิธีคิดในสังคมทุนนิยม สังคมที่ต้องการมีชนชั้นรับใช้ สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำ มันไม่ใช่เพราะเราตั้งใจจะกดขี่กันและเป็นตัวร้ายของกันและกันอย่างโจ่งแจ้ง แต่เราก็แค่ใช้ชีวิตปกติของเราไปโดยไม่สามารถรับรู้และมองเห็นเลยว่าการกดขี่และความเหลื่อมล้ำมีอยู่ตรงไหนกันแน่ หรือไม่แน่เราอาจทำเป็นมองไม่เห็นมันเพื่อให้อยู่กับมันได้ต่อไป

ในขณะที่การได้มองเห็นและสัมผัสถึงชีวิตของคนอื่นจนเราได้รู้สึกร่วมกับเขาเป็นรากฐานสำคัญของการรู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำ ในหนังเรื่องนี้ เรากำลังรับชมเรื่องราวของคนรวยกว่าเราที่เดาเอาไว้อยู่แล้วว่าน่าจะเป็นประมาณนี้ และคนจนกว่าเราที่เดาเอาไว้อยู่แล้วว่าน่าจะเป็นประมาณนั้น มายาคติของคนรวยและคนจนทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบภายใต้การปรุงรสให้เป็นภาพยนตร์ชั้นเลิศ เราสนุกกับการดำเนินเรื่อง และยังได้สบายใจว่า เรากำลังมีส่วนร่วมกับการก่นด่าทุนนิยม แต่เราไม่ได้เห็นและสัมผัสไปใกล้เคียงถึงชีวิตของคนอื่นที่กำลังเล่าผ่านตัวละครในเรื่องเลย และนั่นหมายความว่าเรายังไม่ได้เห็นในที่ที่ความเหลื่อมล้ำอาจจะมีอยู่ ไม่เห็น เหมือนกับที่คนตระกูลพักมองไม่เห็นคนตระกูลคิม

แต่มันเป็นหนังที่ดีและคุ้มค่าที่จะไปดูนะครับ ตัดเรื่องที่ผมพูดออกไป หลายๆ อย่างก็น่าดู หรือถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับผมเลย มันก็ดีที่คุณจะมีหนังดีๆ ให้จำเอาไว้อีกเรื่องหนึ่ง

คำถามส่งท้ายเป็นคำถามที่ผมตั้งใจจะถามทิ้งไว้ที่ไหนสักที่อยู่แล้ว ขอบคุณปรสิตที่ทำให้พบโอกาสนี้ในที่สุด

งานศิลปะ หรืองานวิพากษ์วิจารณ์สังคมชิ้นหนึ่ง จะเป็นมากกว่าปรสิตต่อประเด็นนั้นๆ ได้อย่างไร?

Author

วริศ ลิขิตอนุสรณ์
วริศทำงานวิชาการโดยอาชีพ สนามของเขาหมุนเวียนระหว่างศิลปะ วรรณกรรม งานสังคม และนโยบาย คุกเด็ก นักเต้น สังคัง รัฐสวัสดิการ หมา ภาษา ไม่อยู่นอกสนามของเขา คนจากแวดวงหนึ่งมักจะมองว่าวริศมาจากที่อื่นเสมอ วริศเป็นบรรณาธิการมากกว่านักเขียน เขียนน้อยกว่านักเขียน และเขียนเมื่อจำเป็นต้องเขียน