นโยบายการศึกษา ลดปัญหาโรคซึมเศร้าในวัยเรียนได้

“เรียนหนังสือรู้เรื่องไหม” ผมถาม

“ครูให้พักครับ บอกว่าให้ไปรักษาตัวก่อนไม่ต้องกังวล” นักเรียนมอหกตอบ

“อ้อ ดีนะ กินยาใหม่ๆ แล้วง่วงจะได้นอนพัก” ผมให้กำลังใจ “พอร่างกายปรับตัวได้บ้าง ความง่วงน้อยลงค่อยไปเรียน”

“ครูให้สองสัปดาห์ครับ บอกว่าถ้าไม่หายต้องพักการเรียน” 

ผมไม่เห็นตัวเลขของทั้งระบบ แต่เชื่อได้ว่าจำนวนนักเรียนที่ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าทวีจำนวนมากขึ้นจริง เฉพาะที่มาให้ผมดูแลส่วนใหญ่จะเป็นเด็กมอหกกับนักศึกษาปี 1 หรือ 2 ที่ต่ำกว่ามอหกก็มีจำนวนมาก ที่เรียนปี 3-4 ก็มีมาก แต่มากที่สุดคือมอหก และปี 1-2  

สมมติฐานคือเป็นช่วงปรับตัวครั้งสำคัญ เด็กมอหกเผชิญด่านสำคัญคือเข้ามหาวิทยาลัย ส่วนปี 1 เผชิญด่านสำคัญยิ่งกว่าคือ “เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว”

ก่อนจะไปถึงเรื่องสาเหตุ ชวนคุยเรื่องความรู้ความเข้าใจโรคซึมเศร้าก่อน นอกเหนือจากพ่อแม่ที่ควรเข้าใจแล้ว คุณครู อาจารย์ ผู้อำนวยการโรงเรียน และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเป็นบุคคลที่ควรรู้เรื่องและเข้าใจ จะได้วางนโยบายรองรับไปจนถึงสนับสนุนและช่วยเหลือได้ถูกต้อง

ข้อแรก โรคซึมเศร้าเป็น ‘โรค’ 

ภาษาอังกฤษว่า disease มีสาเหตุ พยาธิสรีรวิทยา พยาธิสภาพทางจิต และการดำเนินโรคที่ชัดเจน มีวิธีรักษาและพยากรณ์โรคที่ชัดเจนอีกด้วย ความรู้นี้ส่งผล 2 ข้อ 

ข้อแรกคือ เด็กๆ มิได้อ่อนแอหรือคิดไปเอง พวกเขาป่วยจริง 

ข้อสองคือ การรักษาใช้เวลานานมากกว่า 2 สัปดาห์ ส่วนจะนานเท่าไรแล้วแต่บุคคล

แพทย์ที่มีประสบการณ์ช่วยให้เด็กๆ ดีขึ้นได้ในเวลา 2 สัปดาห์แต่มิใช่ทำได้ทุกคน คนที่ดีขึ้นก็ยังต้องรับการรักษาอีกหลายเดือน บางคนหลายปี และบางคนตลอดชีวิตที่เหลือ ดังนั้นการกำหนดเวลาว่าไม่หายต้องดร็อปเรียนจึงมิใช่นโยบายที่เหมาะสม คิดดูง่ายๆ ว่าเราไม่กำหนดนโยบายแบบนี้กับนักเรียนนักศึกษาที่เป็นเบาหวานแน่

โรคซึมเศร้าและโรคเบาหวานไม่ต่างกัน มีสาเหตุจากพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ต่างกันตรงไหน?

ข้อสอง โรคซึมเศร้าเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโครงสร้าง

ภาษาอังกฤษว่า structure กล่าวคือมีโครงสร้างการก่อโรคดำรงอยู่ในสังคมไทยจึงสามารถผลิตผู้ป่วยเด็กๆ ได้มากมายและรวดเร็วเพียงนี้

บ้าน เป็นที่เพาะโรค

โรงเรียน เป็นผู้จุดระเบิด

อนาคต เป็นผู้ปิดล้อมสังหาร

เป็นความจริงที่ว่าโรคซึมเศร้าถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่พันธุกรรมมิใช่ฟ้าลิขิต ส่วนใหญ่แล้วพันธุกรรมต้องมีตัวจุดชนวนจึงจะเริ่มทำงาน บ้านมิใช่เป็นแหล่งกำเนิดของพันธุกรรมเท่านั้น แต่เป็นที่เพาะเชื้อได้ด้วย บ้านควรเป็นที่สร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจที่แข็งแรงในภายภาคหน้า ซึ่งทำได้ด้วยพ่อแม่ที่มี ‘เวลา’ และ ‘เงิน’ เลี้ยงลูก แต่สังคมของเราวันนี้พ่อแม่ไม่มีทั้งสองอย่าง  

เด็กที่ได้พันธุกรรมบางส่วนมาบวกกับภูมิคุ้มกันที่สร้างไว้ไม่แข็งแรงตั้งแต่ 3 ขวบปีแรกจึงสามารถถูกการศึกษาจุดระเบิดได้ไม่ยาก

โรงเรียนและการศึกษาบ้านเราไม่มีเมตตา นอกเหนือจากไม่มีเมตตายังสอนหนังสือผิดทิศผิดทาง แทนที่จะคิดสอนให้ใช้ชีวิตแต่กลับนับจำนวนชั่วโมงเข้าเรียนเป็นสำคัญ เด็กนักเรียนที่ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าหากรักษาไม่ดีพอนั้นถึงตายได้  

แต่การขาดเรียนจำนวนชั่วโมงเรียนไม่ครบมิได้ทำให้ใครตาย เว้นแต่เราไปยกระดับความสำคัญของชั่วโมงเรียนว่าสำคัญกว่าความตาย นี่คือสิ่งที่สถาบันการศึกษาทั้งระดับมัธยมและอุดมศึกษาทำ

อนาคตที่มืดมน เรียนอะไรไปก็ไม่รู้ เรียนจบจะไปทำอะไรก็ไม่รู้ เงินเดือนกี่บาทก็ไม่รู้ จะมีบ้านหลังแรกรถคันแรกตอนไหนก็ไม่รู้ ความรู้สึกเหล่านี้เกาะกุมนักศึกษาทั้งระบบเวลานี้ด้วย เรามาถึงจุดไม่รู้ว่าเรียนอะไรไปทำไมกันจริงๆ แล้ว 

ถ้าผู้บริหารมหาวิทยาลัยยังไม่ตระหนักความจริงข้อนี้ นั่นคือปรัชญาการศึกษาศตวรรษที่ 21 สถานการณ์ด้านการศึกษาของเราย่อมลำบากมาก

ที่ผู้บริหารควรทำคือ วางระบบช่วยเหลืออย่างจริงจัง มิใช่เล่นขายของ ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่าจำนวนจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นในแต่ละจังหวัดนั้นไม่มีวันทำงานทัน ในสภาวะที่โรงงานผลิตผู้ป่วยเร่งสายพานการผลิตรวดเร็วปานนี้ เชื่อว่าบางจังหวัดยังไม่มีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และถึงแม้จะระดมจิตแพทย์ผู้ใหญ่ไปช่วยตรวจตรวจอย่างไรก็ไม่มีวันทำงานทัน เลิกพูดเสียทีว่าป่วยไปพบจิตแพทย์ เพราะเราไม่เคยมีจิตแพทย์พอเพียง 

ดังนั้นโรงเรียนและมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องช่วยเหลือตัวเอง

โรงเรียนและมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องผลิตบุคลากร ‘ฟูลไทม์’ ทำงานด้านสุขภาพจิตนักเรียนนักศึกษาทั้งเชิงรับและเชิงรุก เชิงรับคือตั้งโต๊ะให้คำปรึกษาที่สามารถให้บริการผู้ป่วยได้ตลอด 24 ชั่วโมงอย่างพอเพียง เชิงรุกคือวิจัยค้นหาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการก่อโรคในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยโดยเร็ว

เรื่องนี้เขียนให้อ่านได้อีกมาก แต่ผมขออนุญาตพักไว้เท่านี้ก่อน

Author

นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
คุณหมอนักเขียนผู้มีความสนใจที่หลากหลาย ตั้งแต่ การ์ตูน หนังสือ ภาพยนตร์ สุขภาพกายและจิต การแพทย์ การศึกษา ฯลฯ นับเป็น Influencer ขวัญใจของเหล่าพ่อๆ แม่ๆ ด้วยการนำเสนอองค์ความรู้ใหม่ๆ ด้วยมุมมองที่สมจริง ไม่โรแมนติไซส์

Photographer

อนุชิต นิ่มตลุง
อาชีพเก่าคือคนขายโปสการ์ดภาพถ่ายขาวดำยุคฟิล์ม จับกล้องดิจิตอลรับเงินเดือนประจำครั้งแรกที่นิตยสาร a day weekly เมื่อปี 2547 ถ่ายงานหลากหลายรูปแบบทั้งงานสตูดิโอ ภาพข่าว สารคดี มีความสามารถพิเศษสั่งตัวแบบได้ตั้งแต่พริตตี้ คนงานทุบหินแถวหิมาลัย ไล่ไปจนถึงงานที่ถูกใครต่อใครหยิบยืมไปใช้สอยบ่อยๆ อย่างภาพถ่ายนักวิชาการที่ไม่น่าจะถ่ายรูปขึ้น นอกจากทำงานให้ WAY อย่างยาวนาน ยังเป็นเจ้าของกิจการเครื่องหนัง Dog's vision อันลือลั่น
Share via

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตาม นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึกการตั้งค่า
Send this to a friend