วิ่งไล่ลุง/เดินเชียร์ลุง สองมาตรฐานของการวิ่ง สองวุฒิภาวะทางอารมณ์ - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

วิ่งไล่ลุง/เดินเชียร์ลุง สองมาตรฐานของการวิ่ง สองวุฒิภาวะทางอารมณ์

สิ่งที่น่าสนใจย่อมหนีไม่พ้นจำนวนผู้เข้าร่วมทั้งสองกิจกรรม

13,260 คน คือจำนวนคนที่มา ‘วิ่งไล่ลุง’ 

8,000 คน คือจำนวนคนที่มา ‘เดินเชียร์ลุง’ 

จำนวนผู้เข้าร่วมทั้งสองกิจกรรมถูกนับโดยหน่วยงานความมั่นคง ณ จุดคัดกรอง

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการย่อมหนีไม่พ้นคณะผู้จัดกิจกรรมทั้งสองงาน  

‘คณะกรรมการแนวร่วมสมาพันธ์ผู้จัดงานวิ่งไล่ลุงเพื่อประโยชน์ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนประเทศไทย’ คือคณะผู้จัด ‘วิ่งไล่ลุง’ ผู้ร่วมงานต้องเสียเงินค่าลงทะเบียนคนละ 600 บาท สิ่งที่ได้รับคือ เสื้อวิ่งไล่ลุง ซึ่งเป็นมาตรฐานของกิจกรรมการจัดแข่งขันวิ่งทั่วไป 

ขณะที่ ‘เดินเชียร์ลุง’ แกนนำผู้จัดไม่เปิดเผยตน ไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งต่างจากกิจกรรม ‘วิ่งไล่ลุง’ อีกทั้งผู้มา ‘เดินเชียร์ลุง’ จะได้รับแจกเสื้อยืดที่ผลิตมาประมาณ 2,000 ตัว ติดมือกลับบ้านฟรีๆ

แน่นอนว่า ทั้งสองกิจกรรมคือกิจกรรมทางการเมือง

แม้ฝ่ายหนึ่งจะนิยามคำว่า ‘ลุง’ คือสิ่งที่ถ่วงความเจริญของประเทศ ขณะที่อีกฝ่ายก็ประกาศว่า รู้-ลุงกำลังทำอะไร ลุงกำลังทำเพื่อประเทศชาติ ลุงจึงคือบุคคลที่พวกเขาต้องออกมาปกป้อง ออกมาเชียร์ 

ลุงคนนี้คือลุงคนเดียวกันแน่ๆ คือลุงคนที่เป็นหัวหน้าคณะ คสช. เมื่อปี 2557 คือลุงคนที่เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ คือลุงคนที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คือลุงคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

แน่นอนเช่นกันว่า ทั้งสองกิจกรรม ได้รับการปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่รัฐต่างออกไป และปฏิเสธไม่ได้ว่างานนี้มีสองมาตรฐาน

ฝ่ายผู้จัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุงถูกสกัดกั้นขัดขาตั้งแต่วันแถลงข่าว จากเดิมที่นัดหมายแถลงข่าวภายในโรงแรมรัตนโกสินทร์ แต่ที่สุดต้องย้ายสถานที่มาแถลงข่าวที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 

แกนนำจัดงาน ‘วิ่งไล่ลุง’ ระบุว่า ทางโรงแรมถูกเจ้าหน้าที่รัฐกดดัน จนทำให้ไม่สามารถใช้สถานที่แถลงข่าวได้ ขณะที่ฝ่ายผู้จัดกิจกรรมเดินเชียร์ลุง ไม่ปรากฏข่าวว่ามีอุปสรรคในการแถลงข่าวหรือจัดงานแต่อย่างใด

เพียงหนึ่งวัน ก่อนถึงวันจัดกิจกรรมในวันที่ 12 มกราคม 2563 คณะผู้จัด ‘วิ่งไล่ลุง’ ได้แจ้งต่อสาธารณะอย่างฉุกเฉินถึงเหตุขลุกขลัก เมื่อคณะผู้จัดกิจกรรมไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่สวนรถไฟได้ก่อนเวลา 05.00 น. จึงต้องให้ผู้สมัครวิ่งมารับ Bib และ เสื้อวิ่ง ในวันที่ 11 มกราคม ก่อนเริ่มงาน 1 วัน สะท้อนให้เห็นการสกัดกั้นของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างชัดเจน 

ในวันจัดกิจกรรมจะมีทางเข้าเพียง 3 ประตู จากประตูทั้งหมด 7 ประตูของสวนรถไฟ โดยประตูทั้ง 3 จุด มีการตั้งจุดคัดกรองของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางซื่อ เจ้าหน้าที่เทศกิจ และ รปภ.

มีเครื่องตรวจอาวุธให้ประชาชนเดินผ่านทีละคน รวมทั้งการตรวจค้นกระเป๋าที่นำติดตัวมาด้วย เพื่อป้องกันความปลอดภัย มีกำลังจากตำรวจนครบาล 2 และพื้นที่ สน.บางซื่อ 155 นาย ตำรวจสืบสวน 70 นาย ตำรวจหญิง 9 นาย เจ้าหน้าที่เทศกิจ 95 นาย และ รปภ. อีกประมาณ 40 นาย รวมกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งสิ้น 475 นาย

ขณะที่ พันตำรวจเอกนิติวัฒน์ แสนสิ่ง ผกก.สน.ลุมพินี เน้นย้ำว่า ทางตำรวจได้วางแผนเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยในสถานที่ที่จัดกิจกรรมทั้งสองแห่งเหมือนกัน

แต่ทั้งสองงานก็ดำเนินลุล่วงด้วยดี แม้ภาพที่ออกมาสู่สาธารณะจะเผยให้เห็น ‘วุฒิภาวะทางอารมณ์’ ที่แตกต่างกันของกิจกรรมทั้งสองงาน

ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเสริมที่เกิดขึ้นในงาน ฝ่ายหนึ่งโน้มเอียงไปทางสร้าง Hate speech ผ่านการเตะตุ๊กตาที่แขวนไว้ หรือการเหยียบรูปที่ตกแต่งขึ้นมา

ในทวิตเตอร์ ‘วิ่งไล่ลุง’ ติดเทรนด์เป็นอันดับ 2 ที่ 711,000 ครั้ง ส่วน ‘เดินเชียร์ลุง’ อยู่ที่ 231,000 ครั้ง 

และดูเหมือนว่า คณะผู้จัด ‘วิ่งไล่ลุง’ จะเดินนำหน้าคณะผู้จัด ‘เดินเชียร์ลุง’ อยู่หนึ่งก้าว 

หลังกิจกรรมทั้งสองเสร็จสิ้น คณะผู้จัดกิจกรรม ‘วิ่งไล่ลุง’ ประกาศจัดงานอีกครั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ขณะที่อีกฝ่ายยังเงียบ และสื่อสารในเพจเฟซบุ๊ค ‘เชียร์ลุง’ ในลักษณะเคลมจำนวนตัวเลขของผู้เข้าร่วมเชียร์ลุง ขณะที่อีกฝ่ายประกาศชัดเดินหน้าจัดกิจกรรม มองไปวันพรุ่งนี้แล้ว

ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือกิจกรรมคู่ขนานที่เกิดขึ้นในต่างจังหวัด 

‘วิ่งไล่ลุง’ นั้นได้แตกดอกออกผลไปยังจังหวัดต่างๆ ประมาณ 34 จังหวัด แบ่งเป็น ภาคเหนือ 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา แพร่ เชียงใหม่ ตาก และพิษณุโลก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา อุบลราชธานี ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด อุดรธานี บุรีรัมย์ นครพนม ยโสธร สกลนคร และบึงกาฬ ภาคใต้ 7 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี นครศรีธรรมราช พังงา ภูเก็ต กระบี่ พัทลุง และสุราษฎร์ธานี ภาคกลาง 9 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี นครปฐม นครนายก ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ นครสวรรค์ และชลบุรี ฯลฯ 

ขณะที่ไม่มีปรากฏการณ์เช่นนี้กับกิจกรรม ‘เดินเชียร์ลุง’

แต่ใช่ว่าการวิ่งไล่ลุงในต่างจังหวัดจะราบรื่น

มีการบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ในนนทบุรี / ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายมีภารกิจถวายความปลอดภัยแด่พระราชวงศ์ / กลุ่มผู้จัดกิจกรรม ‘วิ่งไล่ลุงโคราช’ ซึ่งเดิมจะจัดกิจกรรมที่ลานย่าโม ได้ประกาศย้ายสถานที่ไปเป็นสวนสาธารณะภูมิรักษ์ ข้างตลาด 100ปี / กลุ่มบุคคลที่จะรวมตัวกันจัดกิจกรรม ‘วิ่งไล่ลุงจังหวัดพะเยา’ ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้สถานที่จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ / เจ้าหน้าที่ตำรวจอุบลฯ ไม่อนุญาตให้ใส่เสื้อที่มีข้อความหมิ่นเหม่เป็นการต่อต้านรัฐบาล หรือขัดต่อ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ คือ เสื้อวิ่งไล่ลุง / ที่เชียงใหม่มีการนำรถดับเพลิงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ่นฉีดละอองน้ำเพื่อลดฝุ่นควันในบริเวณข่วงประตูท่าแพ ทำให้ผู้เข้าวิ่งไล่ลุงได้รับผลกระทบเนื้อตัวเปียกไปด้วย สร้างความไม่พอใจให้ประชาชนอย่างมาก ฯลฯ

ปฏิเสธไม่ได้ถึงภาวะสองมาตรฐานที่เกิด แต่ภาวะสองมาตรฐานนี้ไม่ใช่สิ่งเพิ่งเกิดขึ้น แต่ดำรงอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน อย่างน้อยก็หนึ่งทศวรรษ! เป็นสองมาตรฐานที่ยาวนานและชัดเจน

แต่ ‘วุฒิภาวะทางอารมณ์’ ที่แตกต่างกันของกิจกรรมทั้ง 2 งาน ทำให้เกิดมาตรฐานใหม่ของการชุมนุม เป็นมาตรฐานใหม่ที่น่าจับตามอง ทั้งรูปแบบ เนื้อหา และจำนวนผู้คน!

การเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองของประชาชนที่ ‘เบื่อลุง’ ได้เกิดขึ้นแล้ว


Author

กองบรรณาธิการ
ทีมงานหลากวัยหลายรุ่น แต่ร่วมโต๊ะความคิด แลกเปลี่ยนบทสนทนา แชร์ความคิด นวดให้แน่น คนให้เข้ม เขย่าให้ตกผลึก ผลิตเนื้อหาออกมาในนามกองบรรณาธิการ WAY

Photographer

อิทธิพล โคตะมี
อิทธิพลเข้ามาในกองบรรณาธิการ WAY พร้อมตำรารัฐศาสตร์ สังคม การเมือง ถ้อยคำบรรจุคำอธิบายด้านทฤษฎีและวิธีการปฏิบัติ คาแรคเตอร์โดยปกติจะไม่ต่างจากนักวิชาการเคร่งขรึม แต่หลังพระอาทิตย์ตกไปสักพัก อิทธิพลจะเป็นชายผู้อบอุ่นที่โอบกอดมิตรสหายได้ทุกคน

Photographer

สิทธิกร ขุนนราศัย
วิดีโอครีเอเตอร์รสมือจัดจ้านของ WAY สนใจตั้งแต่วัฒนธรรมตลาดล่างจนถึงประวัติศาสตร์กรีกโบราณ เติบโตมาในยุคสมัยที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนิยมผลิตวาทกรรมคนดี นี่อาจเป็นแรงถีบให้เขาเลือกนิยามตัวตนตรงกันข้าม และนิยมคลุกคลีกับ 'คนพรรค์นั้น' ในเพจ เดอะ ลูซเซอร์ คลับ