#StopAsianHate ปลุกกระแสต้านการเกลียดชังชาวเอเชียในอเมริกา สู่โต๊ะเจรจาระหว่างไบเดนและวง BTS

“We stand against racial discrimination.
We condemn violence.
You, I and we all have the right to be respected. We will stand together.”

“เรายืนอยู่ข้างการต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ
เราขอประณามความรุนแรง
ทั้งคุณและผม เราต่างมีสิทธิ์ที่จะได้รับความเคารพเหมือนๆ กัน เราจะยืนหยัดไปด้วยกัน”

ข้อความตอนหนึ่งจากแถลงการณ์ต่อต้านความเกลียดชังชาวเอเชียโดยศิลปินกลุ่ม BTS เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2564 ผ่านทางทวิตเตอร์ @BTS_twt ภายหลังจากเหตุการณ์ที่มีชาวเอเชียในอเมริกาถูกเหยียดเชื้อชาติและทำร้ายร่างกายเป็นจำนวนมาก ซึ่งข้อความของพวกเขากลายเป็นทวีตที่มียอดรีทวีตสูงที่สุดแห่งปี และปัจจุบันมียอดรีทวีตถึง 1 ล้านครั้ง และถูกกดไลก์กว่า 2.5 ล้านครั้ง

นับตั้งแต่มีผู้อพยพชาวจีนเข้าไปทำงานและตั้งถิ่นฐานที่อเมริกาในช่วงศตวรรษที่ 19 ระหว่างยุคอุตสาหกรรมเหมืองทองเฟื่องฟู หลังจากนั้นไม่นานความเกลียดชังของชนชาติอเมริกันที่มีต่อชาวเอเชียก็เริ่มต้นขึ้นจากฐานความคิดเรื่องการแย่งชิงงานและทรัพยากร โดยความเกลียดชังเหล่านั้นถูกสะท้อนผ่านความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงทางวาจา การทำร้ายร่างกาย หรือแม้แต่การสร้างภาพจำที่เลวร้ายจากสื่อมวลชน และการออกกฎหมายห้ามอพยพ ความคิดเหยียดเชื้อชาติที่ชาวเอเชียต้องเผชิญในสังคมอเมริกาจึงกลายเป็นมายาคติที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน

แม้ว่าในปัจจุบันที่ความเจริญก้าวหน้าทั้งด้านเทคโนโลยีและความคิดจะทำให้ปัญหาการเหยียดเชื้อชาติในสังคมอเมริกาดูทุเลาลงไปเมื่อเทียบกับอดีต กระนั้น มายาคติที่ซุกไว้ใต้พรมแห่งโลกาภิวัตน์ก็ถูกรื้อขึ้นอีกครั้งในช่วงต้นปี 2564 ภายหลังจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในอเมริกา ซึ่งชาวเอเชียถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นตอของการแพร่ระบาด จนเกิดเป็นอาชญากรรมหลายรูปแบบที่สร้างความหดหู่ให้แก่ชาวโลก และสร้างความสะเทือนขวัญให้แก่ชาวเอเชียในอเมริกา ทำให้มีกระแสต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติและยุติการสร้างความรุนแรงต่อชาวเอเชียผ่านทางแฮชแท็ก #StopAsianHate บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมากมาย

อคติความเกลียดชังในวันที่ความหวาดกลัวกัดกินมนุษยธรรม

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มาพร้อมกับอคติต่อเชื้อชาติที่ชาวเอเชียต้องเผชิญ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัล ทรัมป์ ที่ยังคงดำรงตำแหน่งในช่วงแรกของการแพร่ระบาด มักจะเรียกขานเชื้อไวรัสชนิดนี้ว่า ‘ไวรัสจีน’ หรือ ‘Kung Flu’ (เลียนเสียงคำว่า กังฟู) บนหน้าสื่ออยู่หลายครั้ง ซึ่งผู้คนต่างลงความเห็นว่าเป็นถ้อยคำที่แสดงออกถึงการเหยียดเชื้อชาติ

รายงานจากองค์กรยุติความเกลียดชังต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียและหมู่เกาะแปซิฟิก (STOP AAPI Hate) ระบุว่า ช่วงปี 2564 คนเอเชียในอเมริกาตกเป็นเป้าในการถูกทำร้ายมากกว่า 3,795 ครั้ง โดยช่วงแรกของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 เกิดเหตุการณ์คุกคามชาวเอเชียกว่า 500 ครั้ง หนึ่งในนั้นมีชาวไทยที่อาศัยอยู่ในอเมริการวมอยู่ด้วย

ย้อนกลับไปในวันที่ 28 มกราคม 2564 ก่อนเกิดกระแส #StopAsianHate วิชา รัตนภักดี ชายไทยวัย 84 ปี ในนครซานฟรานซิสโก ถูกทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัสโดยชาวผิวขาวคนหนึ่ง ขณะเดินออกกำลังกายแถวละแวกบ้าน เขาถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลและเสียชีวิตลงในวันที่ 30 มกราคม 2564 จากเหตุการณ์ดังกล่าว โลกโซเชียลได้มีการผลักดันแฮชแท็ก #JusticeForVicha ควบคู่ไปกับ #AsianAreHuman เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมต่อผู้เสียชีวิต และขับเคลื่อนกระแสต่อต้านความเกลียดชังชาวเอเชีย

แต่วิชาไม่ใช่คนเอเชียรายเดียวในอเมริกาที่ถูกทำร้ายร่างกายจากความเกลียดชัง ต่อมาไม่นาน ในวันที่ 16 มีนาคม 2564 เกิดเหตุบุกยิงร้านสปา 3 แห่งในเมืองแอตแลนตา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และ 6 ใน 8 รายนั้นเป็นชาวเอเชีย

เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นในเวลา 17.00 น. ณ ร้านนวด Young’s Asian Massage ย่านแอคเวิร์ธ เชอร์โรกีเคาน์ตี เมืองแอตแลนตา ในเหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตเป็นหญิงชาวเอเชีย 2 ราย หญิงผิวขาว 1 ราย ชายผิวขาว 1 ราย รวมเป็น 4 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นชายชาวละตินอเมริกาอีก 1 ราย

เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นหลังจากนั้น 1 ชั่วโมง ณ ร้าน Gold Spa ซึ่งตำรวจได้รับรายงานว่ามีการปล้นเกิดขึ้นที่นั่น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย ส่วนเหตุการณ์สุดท้ายเกิดขึ้นที่ร้าน Aromatherapy Spa ตั้งอยู่อีกฟากของถนนที่เกิดเหตุการณ์ที่สอง โดยมีผู้เสียชีวิตอีก 1 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิตจากทั้งสองเหตุการณ์เป็นชาวเอเชียทั้งหมด

นอกจากการเสียชีวิตของวิชาและหญิงเอเชีย 6 รายนี้แล้ว ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวเอเชียในอเมริกา จนกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เกิดกระแสต่อต้านความรุนแรงจากการเหยียดเชื้อชาติผ่านแฮชแท็ก #StopAsianHate ซึ่งมีชาวเอเชียจำนวนมากออกมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การถูกเหยียดเชื้อชาติ ทั้งทางวาจาและการกระทำ รวมไปถึงเหล่าผู้มีชื่อเสียงจากหลายวงการมาร่วมรณรงค์ในกระแสต่อต้านความรุนแรงครั้งนี้ด้วย ซึ่งวง BTS ก็เป็นหนึ่งในนั้น พวกเขาออกมาร่วมแชร์ความเจ็บปวดจากการถูกเหยียดเชื้อชาติในฐานะคนเอเชีย เช่น การต้องอดทนต่อคำผรุสวาสมากมาย หรือถูกถามแม้กระทั่งว่า ทำไมคนเอเชียหลายคนถึงพูดภาษาอังกฤษ

ส่วนทางด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน โจ ไบเดน ก็ได้ให้ความสำคัญกับการต่อต้านความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวเอเชีย โดยการลงนามบันทึกการประณามและต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ พร้อมทั้งร่างกฎหมาย Anti-Asian Hate Crime เพื่อยุติความเกลียดชังต่อคนเชื้อชาติเอเชียในอเมริกา

และในวันที่ 31 พฤษภาคม 2565 เวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นอเมริกา (1 มิถุนายน 2565, 02.00 น. ไทย) วง BTS และ ประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะร่วมพูดคุยในประเด็นความสามัคคีและการเป็นตัวแทนเอเชีย รวมถึงความรุนแรงจากการเหยียดเชื้อชาติที่เกิดขึ้นกับชาวเอเชีย ณ ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เนื่องในโอกาสเดือนแห่งประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย/ชาวพื้นเมืองฮาวายและชาวหมู่เกาะแปซิฟิก (Asian American Native Hawaiian and Pacific Islanders Heritage Month)

เป็นที่น่าจับตามองว่าการพูดคุยระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ และศิลปินชาวเอเชียระดับโลกกับในครั้งนี้ อาจเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ทำให้การเหยียดเชื้อชาติและความรุนแรงที่ชาวเอเชียเผชิญมาอย่างยาวนานนี้จะลดน้อยลง

อ้างอิง

เจียระไน ซองทอง
นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ ผู้หลงใหลในของเก่า เมืองเก่า ภาษาจีน หนังสือ และหมูกระทะ รักการอ่านตั้งแต่เด็กจนมีความฝันว่าอยากเป็นนักเขียน แต่ชอบตอบครูแนะแนวว่าอยากเป็นหมอ
Share via

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตาม นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึกการตั้งค่า
Send this to a friend