นักบวชกับคนเมา: รักและใคร่ในทรรศนะอาตมา - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

นักบวชกับคนเมา: รักและใคร่ในทรรศนะอาตมา

 

รักคือกิริยาที่มีคุณอยู่ข้างหลังเสมอ โดยมีผมหรือฉันทำหน้าที่เป็นประธานนำหน้าคำว่า ‘รัก’ อาตมาเป็นบุคคลภายนอกในรูปประโยคบอกรักเสมอมา อาตมาคือสรรพนามของนักบวชผู้เลือกเดินบนทางปลีกวิเวกจากรักและรอยจูบ จูบเป็นเรื่องทางโลก จูบคือกิริยาที่แสดงถึงความรัก และคือปรารถนาตั้งต้นของความใคร่

 

คนเมา: โลกที่ผมอยู่ผลิตคำอย่าง ‘ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์’ หรือ ‘ความรักเป็นบ่อเกิดของความทุกข์’ จริงไหมครับที่เขาว่ากันมา

นักบวช: ถ้าถามว่าจริงไหม อาตมาก็จะบอกว่ามีทั้งจริงและไม่จริง จะว่าจริงมันก็จริง จะว่าไม่จริงมันก็ไม่จริง แต่อาตมาอยากจะถามคุณกลับว่า คุณแยกออกไหมว่าสิ่งใดคือความรัก สิ่งใดคือความใคร่

คนเมา: มันคือสิ่งเดียวกันในบางความคิด แต่บางทีก็ดูเหมือนไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

นักบวช: ในทรรศนะอาตมารักแท้รักบริสุทธิ์ไม่ทำให้เกิดทุกข์ ทุกข์มักเกิดจากการนำคำว่ารักไปรวมเรื่องกามคุณ กามคุณก็คือสิ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Sex นั่นแหละ อาตมาใช้คำว่ากามแล้วกันเนาะ มันชินปากเสียแล้ว กามเป็นเรื่องของธาตุขันธ์หรือร่างกาย ธรรมชาติของร่างกายผลิตฮอร์โมนเพื่อการสืบพันธุ์ ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตต่างๆ ล้วนต้องสืบพันธุ์ สิ่งนี้มีอิทธิพลต่อจิตใจ เมื่อมีอิทธิพลต่อจิตใจ แต่เราไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้ ก็เลยแยกไม่ออกระหว่างความรักที่แท้จริงกับเรื่องของกาม

คนเมา: ผมขออนุญาตใช้คำว่าความใคร่จะสะดวกปากกว่านะครับ

นักบวช: ใช้คำนั้นก็ได้เหมือนกัน

คนเมา: ดูเหมือนความรักกับความใคร่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

นักบวช: คนละสิ่งกัน คนละส่วนกัน ความรักเป็นเรื่องของใจล้วนๆ ความรักไม่มีขีดจำกัด พอเราเดินทางเข้าไปถึงคำว่ารักแล้ว ไม่มีเพศหญิงเพศชาย แม้แต่ชายกับชาย หญิงกับหญิง ชายกับหญิง ความรักเปิดกว้าง กามเป็นสิ่งมีอิทธิพลมากในจิตใจของเรา และเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมี ทุกคนเกิดมาอยู่บนโลกธาตุ ต้องมีตัวนี้ ลองสังเกตดูว่าเวลาอายุมากขึ้น ความใคร่หรือกามคุณจะถดถอยลง ถ้าเป็นความรักแท้จริง จะไม่ถดถอยแม้กาลเวลาล่วงเลย เมื่อเวลาผ่านไปความใคร่จืดจางและรักเปลี่ยนไป มันก็จะเป็นที่สังเกตได้ง่าย ก็ต้องย้อนเข้ามาดูจิตใจตัวเอง เข้ามาค้นหาเหตุก็คือใจเรา ใจเราเป็นเหตุ แต่ตัวที่มีอิทธิพลคือธาตุของเรา พูดง่ายๆ ก็คือร่างกายของเรามีอิทธิพลเหนือจิตใจมาก

คนเมา: ความใคร่ไม่มีคุณงามความดีเลยหรือครับ

นักบวช: มีสิ…มันย่อมมีสิ ถ้าไม่มีเขาจะให้มาทำไม มันจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่ที่เรา เราใช้มันเป็นหรือเปล่า ทุกอย่างที่อยู่บนโลกใบนี้มีทั้งดีและไม่ดีรวมอยู่ในสิ่งเดียวกันเสมอ อยู่ที่เราจะไปจับส่วนไหนมาใช้มากกว่า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งนั้นว่าดีหรือไม่ดี แต่ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะหยิบฉวยส่วนไหนมาใช้ แม่ของคุณย่อมมีคุณงามความดีกับคุณมากมาย แต่คุณหาสิ่งไม่ดีของแม่เจอไหม ลองยกตัวอย่างข้อไม่ดีของแม่เจ้าของมาสิ

คนเมา: ข้อไม่ดีของแม่ก็มีเยอะเหมือนกัน ก็คงเป็นนิสัยหรือลักษณะบางอย่างในตัวแม่ที่เราไม่ชอบครับ ก็เลยคิดว่าไม่ดี

นักบวช: นั่นน่ะเห็นไหม ทุกอย่างมีทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์ ในสิ่งๆ หนึ่งจะมีทั้งคุณและโทษ เพียงแต่เราจะมองเห็นว่าตรงนั้นมีคุณ ตรงนั้นมีโทษอะไร มันอยู่ที่มุมมองมากกว่า ธรรมชาติสร้างกามขึ้นมาเพื่อต้องการดึงดูดเพศสองเพศเข้าหากัน…นี่คือธรรมชาติ ธรรมชาติสร้างสิ่งนี้เพื่อให้สิ่งมีชีวิตสืบพันธุ์ ถ้าธรรมชาติสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาโดยออกแบบให้การสืบพันธุ์เป็นกิจกรรมที่สร้างความทุกข์ คนก็ไม่สืบพันธุ์ใช่ไหม เราต้องพิจารณาเองว่าสุขหรือทุกข์ ถ้าเราคิดว่าสุขเราก็ไม่ทุกข์ ก็คือโซ่ทองคล้องใจ แต่ถ้าเรามองว่าทุกข์มันก็ทุกข์ มันก็เป็นโซ่ตรวน เราต้องย้อนมาตั้งต้นที่ใจของเจ้าของแล้วมองออกไป ศาสนาเป็นแค่อากาศ ทุกคนต้องหายใจเข้าไปใช่ไหม ตรงนี้อากาศไม่ดีเราใส่แมสก์ N95  หรือไปหาที่อากาศดีๆ หายใจเข้าไปเพื่อสุขภาพจะได้ดีใช่ไหม นี่คือตัวอากาศก็คือศาสนา เหมือนอาตมาคุยกับคุณ อาตมาไม่ได้บังคับว่าคุณต้องอย่างนี้อย่างนั้น แต่อาตมาเป็นตัวชี้บอกเฉยๆ ว่า สิ่งนี้เป็นแบบนี้ คุณต้องพิจารณาเอาเองนะ แต่วันใดวันหนึ่งคุณต้องการรู้รสตัวนี้คุณก็มาหาเราได้ ข้ามฝั่งมาหาเราได้ เราจะแนะนำให้คุณได้ แต่ถ้าคุณยังไม่พร้อม มันก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณ ไม่มีใครมีสิทธิไปบังคับใคร

คนเมา: ความรักเป็นอุปสรรคของนักบวชหรือไม่

นักบวช: ที่บอกว่าความรักเป็นอุปสรรคของนักบวช…ไม่ใช่นะ แต่กามต่างหากที่เป็นอุปสรรคต่อนักบวช ถ้าเราก้าวข้ามเรื่องกามได้แล้ว มันไม่มีปัญหา แต่คำว่านักบวช ก็ไม่ได้หมายถึงบุรุษผู้โกนหัวแล้วห่มผ้าเหลือง นักบวชที่ไม่ได้โกนหัวและห่มเหลืองมีเยอะนะ…ใจต่างหากที่เป็นพระ ใจต่างหากที่เป็นนักบวช ใจของเขาต่างหากที่มีคุณธรรม ถ้าเราเข้าไปถึงตัวใจได้เราก็จะเข้าใจคำว่า ‘จริง’ คำว่า ‘แท้’ เราสามารถมองเห็นคนที่เป็นนักบวชแต่ไม่ได้โกนหัวหรือนุ่งเครื่องแบบเหมือนเราได้ พระอริยะเบื้องต้นก็มีลูกมีเมียมีสามี เขาก็ใช้ชีวิตปกติ พระขั้นที่สองก็ใช้ชีวิตทางโลกได้ แต่เมื่อเริ่มลึกเข้าไปมากๆ ศาสนาก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้มีนะ แต่เมื่อคนคนนั้นเข้าไปลึกๆ ก็เกิดความอิ่ม เขาก็อาจจะไม่ต้องการ เมื่อไม่ต้องการเราจะไปบังคับใจได้อย่างไร ไม่มีใครบังคับใครได้

ใจคือแกน ใจคือ main way ตัวจิตใจคือตัวเอกของทุกเรื่อง คนเราจะขับเคลื่อนอะไรได้ก็ล้วนมาจากใจ มาจากกำลังใจ มาจากกำลังของใจ มันจะไปได้มันต้องใช้กำลังของใจ ธาตุที่เป็นร่างกายมันเป็นแค่เครื่องมือของใจ เหมือนเราคิดในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถ้าเราไม่สามารถก้าวข้ามความคิดของเราได้ไม่สามารถก้าวข้ามใจของเราได้ สิ่งต่างๆ ก็จะไม่เกิด

คนเมา: ผมเคยดูหนังเรื่องหนึ่ง เล่าเรื่องนักบวชที่เกิดมาก็เป็นนักบวชเลย เติบโตเป็นนักบวชหนุ่มก็เกิดคำถามว่าถ้าเราไม่รู้จักทุกข์แล้วจะละทุกข์ได้ยังไง แล้วช่วงนั้นเขาชอบผู้หญิงคนหนึ่ง ก็เลยตัดสินใจสึกออกมามีครอบครัวมีลูก ดำเนินชีวิตไป จนวันหนึ่งเขาละหนีออกมาจากครอบครัว กลับมาบวชอีกครั้ง

นักบวช: เมื่อไม่มีเหตุ เราไม่สามารถนั่งเทียนเขียนเรื่องได้ เขาทำของเขาถูกนะ มันถูกจริงๆ นะ ถูกต้องเลยแหละ เขาต้องการรู้จริงๆ เขาไม่ต้องการฟังจากคนอื่น เมื่อต้องการรู้จริงเขาต้องดำเนินชีวิตแบบนั้น เขาจึงจะสามารถเข้าไปเก็บรายละเอียด เราต้องไปรู้ก่อนว่าสิ่งนี้ที่เขาเรียกว่าทุกข์หน้าตาเป็นยังไง เราเข้าไม่ถึงเพราะไม่มีประสบการณ์ตรงนั้น เมื่อเราไม่มี เราไปนั่งเดาไม่ได้ เมื่อสงสัยไม่คลายออกก็ต้องเข้าไปเรียนรู้มัน ถามว่าอาตมาเคยไหม…อาตมาก็เคย เคยบวชแล้วสึกออกไป แล้วกลับมาบวชใหม่ เพราะติดข้อสงสัยในเรื่องบางเรื่องที่เรายังไม่รู้ ที่ว่าทุกข์มันทุกข์ยังไง…เรายังไม่รู้ เราต้องไปศึกษาเรื่องนั้นให้รู้แจ้งก่อน พอรู้แจ้งพอเข้าใจจึงถอยออกมา เหมือนเราไม่รู้จักความร้อน เด็กเอามือไปแตะหม้อร้อนๆ มันร้อน เมื่อรู้แล้วว่าร้อน แต่นี้ต่อไปเขาจะไม่ไปแตะหม้อร้อนอีก เพราะมันเจ็บมันปวดมันทุกข์ เขารู้แล้ว รู้แจ้งแล้ว นี่เรียกว่ารู้จริงๆ

คนเมา: ความใคร่เกิดกับนักบวชได้ไหม แล้วนักบวชจัดการยังไง

นักบวช: ถ้านักบวชใหม่ๆ ก็อาศัยข้อห้ามของศีลเป็นเครื่องอยู่ของใจ เขาห้ามสิ่งไหนก็ใช้มาบีบบังคับธาตุไม่ให้เป็นไปอย่างที่ใจต้องการ อาศัยข้อบังคับเป็นเครื่องอยู่ไปก่อน ร่างกายก็ดำเนินไปตามกลไกธรรมชาติ มีเกิดขึ้นและดับลง เกิดขึ้นและดับลง เรามีหน้าที่ดูอย่างเดียว พิจารณาดูว่าเป็นยังไง โดยไม่ไปแทรกแซง แต่เครื่องอยู่ของนักบวชคือธรรม นักบวชจึงจะอยู่ได้ ถ้าเราไม่มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ มันอยู่ไม่รอด เพราะอิทธิพลของความใคร่ของกามรุนแรงนัก ยิ่งอายุน้อยๆ ยิ่งมีผลมาก ถามว่าทำไมนักบวชอยู่ได้ เพราะมีธรรมบางตัวที่เราสามารถอาศัยธรรมตัวนี้อยู่ได้ เราไม่อาศัยตัวอิทธิพลของร่างกาย เราอาศัยธรรมเป็นเครื่องเสวยเป็นเครื่องอยู่…อยู่ได้ แต่ถ้าเราเข้าไปถึงหลักใจแท้ๆ เราเข้าไปเห็นมันแท้ๆ เราเลือกได้ เลือกที่จะกินอารมณ์นั้นหรือไม่กินก็ได้

คนเมา: นักบวชหนุ่มถือวินัย นักบวชมากประสบการณ์ถือธรรม

นักบวช: วินัยเป็นแค่กรอบ แต่พระธรรมคือจิตใจของเราที่มันเต็มใจเสียเเล้ว นี่คือหลักของการเข้าไปถือธรรม ไม่ได้ถือศีลแล้ว ถ้าเราถือศีลอยู่ ก็อาจจะหมายความว่าใจเรายังไม่ได้ เราต้องหากรอบมารัดมาบีบตัวเอง เมื่อไหร่ที่ใจเราเข้าถึงธรรม ศีลไม่มีความหมายแล้ว ถ้าเรามีเมตตาเราจะไปลักของเขาทำไมเมื่อรู้อยู่ว่าเขาหวงเมื่อรู้อยู่ว่าของสิ่งนั้นจำเป็นกับชีวิตผู้อื่น นี่คือหลักของใจที่มีจิตสำนึกหรือมีธรรมแล้ว ไม่ต้องไปถือไปรักษาแล้ว…ศีล เพราะมีเครื่องอยู่ที่ละเอียดกว่า เหมือนเรามีบ้านหลังที่ดีกว่าหลังเดิม เราต้องไปอยู่ในบ้านหลังที่ดีกว่า บ้านหลังเดิมเราไม่อยู่แล้ว

คนเมา: วิถีของนักบวชเป็นวิถีที่ฝืนธรรมชาติอยู่เหมือนกันนะครับ

นักบวช: ต้องฝืนก่อน ฝืนเพื่อให้เห็น เมื่อเห็นแล้วเราก็ไม่ต้องไปฝืนแล้ว แต่ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ธรรมชาติของใจกับธรรมชาติของธาตุ มันก็คนละธรรมชาติกัน มันแยกออกจากกัน กลไกของร่างกายเมื่อมันเต็มปรี่ มันก็ไหลออกมาตามธรรมชาติ แต่ใจเราไม่ได้ยินดียินร้ายด้วย ธรรมชาติร่างกายผู้ชายผลิตน้ำอสุจิ เมื่อไรที่มันเต็มก็จะมีกลไกที่ขับออกมา เราก็เป็นผู้ดูเฉยๆ ไม่ไปทำอะไร ไม่ได้มีผลต่อใจของเรา เราไม่ได้ไปให้ความสำคัญกับมัน เพราะเรารู้แล้วว่ามันเป็นคนละสิ่งกับใจ มันก็ต่างเป็นไปตามธรรมชาติของกันและกัน เพียงแต่มันอยู่ร่วมกันเท่านั้นเอง

สุดท้ายเราจะรู้ว่าธรรมชาติของน้ำคือการไหลลงที่ต่ำ เราเป็นผู้ดูเฉยๆ ไม่ไหลตาม แต่ก่อนที่เราจะรู้ทันเราต้องฝืนมันก่อน ฝืนเพื่อให้เราได้เห็นทิศทางของมัน เหมือนเราอดข้าว ถามว่าอดทำไม ในเมื่อไม่ได้มีประโยชน์ต่อร่างกายเลย เมื่อเราอยากรู้ว่าการอดข้าวเป็นยังไง เราฝืนเพื่อให้ได้รู้ใจตัวเอง

อาตมาอยากเล่าให้ฟังเรื่องการกินมังสวิรัติ ตอนแรกก็เป็นนักบวชที่กินเนื้อสัตว์ กินทุกอย่างที่เขาให้ทานมา เมื่อเราเริ่มกินมังสวิรัติ มันไม่มีแรงอยู่เดือนหนึ่ง ไม่มีแรงจะทำอะไร ใจก็โหยหาเนื้อสัตว์ แต่เราฝืน แต่ใจเหมือนติดยา เหมือนเราอดยาแล้วต้องการให้มันผ่านไป พอเลยผ่านไปเดือนหนึ่ง ใจเราก็กลับมาเป็นปกติ ใจเราไม่รู้สึกโหยหา แสดงว่าใจละจากสิ่งนี้ได้ เราก็เลยลองกลับไปกินเนื้อสัตว์เหมือนเดิม กินอยู่พักหนึ่งก็หยุดเหมือนเดิม อาการไม่มีแรงไม่กลับมาอีกแล้ว แสดงว่าใจเราผ่านแล้ว ผ่านเรื่องนี้แล้ว ไม่ได้ยึดติดกับสิ่งนี้แล้ว เพราะถ้ายังยึดติดอยู่ต้องมีอาการไม่มีแรง อ่อนระทวย สิ่งนี้เป็นวิถีการฝึกที่ต้องการจะออกจากสิ่งหนึ่ง ไม่สามารถบอกด้วยปากว่าเราออกได้แล้ว แต่จะบอกด้วยการทำ อันนี้แหละเป็นเหตุของการที่ต้องฝืน ฝืนเพื่อให้รู้ ต้องรู้ด้วยใจไม่ใช่รู้ด้วยจำ รู้สึกที่ใจ ให้ใจรู้แจ้งว่าใจไม่ต้องการแล้ว

แต่ตอนที่ใจยังไม่วางไม่ละ บางคืนที่เรานอนหลับฝัน ใจเรายังแอบไปกินเนื้อสัตว์อยู่เลย ไม่ใช่แค่ฝันถึงนะ แต่กินมันเลยในฝัน นั่นคือใจเราจริงๆ ความฝันคือใจของเราจริงๆ ที่ไม่แสดงออกมาทางธาตุ เพราะเราฝืนอยู่ มันก็เลยไปออกทางความฝัน นั่นคือความจริงของใจที่เราปฏิเสธไม่ได้ แต่เมื่อไหร่ที่ใจไม่ต้องการสิ่งนั้นแล้ว เมื่อเราฝันว่าเนื้อสัตว์วางตรงหน้าเราก็ไม่กิน เราไม่ต้องการที่จะกินสิ่งนั้น นั่นก็คือความจริงของใจที่บอกว่าเราผ่านตรงนั้นแล้ว อันนี้คือตัววัดได้

คนเมา: ท่านย้ำคำว่า “ค้นหาจิตใจให้เจอ” ในบทสนทนานี้ การค้นหาจิตใจยังหมายรวมถึงการทำความรู้จักด้านชั่วร้ายเลวทรามของตัวเองด้วยหรือไม่

นักบวช: ทุกทางเลย เราต้องศึกษาทุกแง่มุมของจิตใจตัวเอง แล้วต้องยอมรับให้ได้ด้วยนะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการยอมรับตัวเอง ยอมรับจิตใจตัวเอง เมื่อไหร่ที่ยอมรับในสิ่งที่เป็นเรา ความสว่างส่องในใจเราแล้ว ใจคนเราที่เศร้าหมองทุกข์ระทมก็คือสิ่งนี้แหละ ไม่ยอมรับใจตัวเอง ไม่ยอมรับตัวเองทั้งในมุมสว่างและมืดมน ต้องรับได้ทุกแง่มุม แล้วยอมรับกับตัวเอง ยอมรับกับคนอื่นไม่สำคัญเท่ายอมรับกับตัวเอง เหมือนศาสนาคริสต์ที่ให้คนสารภาพบาป อาตมามองว่าดีมากนะ การที่ทำผิดแล้วยอมรับผิด มันคือการเปิดใจของเราออกมา เราจะไม่อมสิ่งนั้นไว้ในใจคนเดียว แต่เมื่อเปิดสิ่งนั้นออกมาเราต้องนำสิ่งนั้นมาสอนตัวเองว่า จะไม่เกิดซ้ำกับเราอีก มันคือการเข้าไปขัดใจให้สะอาด คนที่ยังไม่มีปัญญาก็จะไม่สามารถยอมรับการกระทำหรือใจของตัวเอง ไม่สามารถยอมรับตัวเองได้ มันเลยปกปิด ตัวกิเลสก็ซ่อนอยู่กับสิ่งที่เราปกปิดไว้ ถ้าเราเปิดออกมาก็จะพบหนทางสว่าง – การยอมรับ คนที่จะเป็นผู้มีธรรมได้ คือคนที่ยอมรับความจริงได้ – ข้อนี้สำคัญ

คนเมา: ยอมรับความจริงของตัวเองได้ แต่ถ้ายังเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ยังผลิตพฤติกรรมซ้ำล่ะครับ

นักบวช: ก็แปลว่ายังยอมรับไม่ได้ไง ถ้ายอมรับได้ก็ต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงได้ มันเป็นเหตุเป็นผลกันอยู่นะ ถ้าใจคุณยอมรับความจริงได้ คุณต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ คุณจะไม่เปลี่ยนแปลงได้อย่างไรเมื่อคุณยอมรับใจตัวเอง มันก็เปลี่ยนแปลงแล้ว เปลี่ยนวิถีแล้ว สิ่งนี้มันอยู่ด้วยกัน ถ้าคุณยอมรับความจริง ยกเว้นจะยอมรับแต่ปากนะ ใจคุณต้องยอมรับด้วย วิถีเปลี่ยน ทิศทางเปลี่ยน ลองไปพิจารณาดู เพราะสิ่งที่เกิดมันเกิดที่ใจ คนที่ยอมรับแต่ปากแต่ใจไม่ยอม มันไม่จริง ใจไม่แท้ ปากจะพูดยังไงก็ได้ ลิ้นไม่มีกระดูกพลิกไปมาได้ แต่ใจ – ถ้าแท้มันไม่พลิก ลองพิจารณาดูนะ

tagged    

Author

วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์
1 ใน 3 คณะบรรณาธิการหนุ่มของ WAY นอกจากผลิตงานเขียน ยังชื่นชอบงานภาพเคลื่อนไหว