ขาดเรียนได้นะ ถ้าวันนี้สภาพจิตใจเธอไม่โอเค - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

ขาดเรียนได้นะ ถ้าวันนี้สภาพจิตใจเธอไม่โอเค

รัฐโอเรกอน สหรัฐ เพิ่งประกาศออกกฎหมายอนุญาตให้นักเรียนสามารถใช้เหตุผลทางด้านสุขภาพจิตเพื่อขาดเรียนได้ และยังขยายขอบเขตการขาดเรียนให้ครอบคลุมทั้งเรื่องสุขภาพจิตและปัญหาด้านพฤติกรรม

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนออกมาบอกว่า โอเรกอนเป็นหนึ่งในรัฐแรกๆ ของสหัฐที่ประกาศอนุญาตในลักษณะนี้ ท่ามกลางอัตราการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายของเด็กๆ ในประเทศที่พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 50 ปี และเบื้องหลังของการผ่านกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่นักวิชาการการศึกษาที่ไหน แต่เป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวเยาวชนที่เข้าใจหัวอกวัยรุ่นด้วยกันเป็นอย่างดี โดยหวังว่ากฎหมายดังกล่าวจะช่วยเปลี่ยนแปลงการตีตราปัญหาสุขภาพจิตได้

เฮลีย์ ฮาร์ดแคสเซิล (Hailey Hardcastle) หนึ่งในกลุ่มนักเรียนที่ผลักดันกฎหมายฉบับนี้บอกว่า

ฉันจับประเด็นนี้ด้วยเหตุผลส่วนตัวก่อนเลย เพราะเพื่อนสนิทช่วงมัธยมปลายหลายคนต้องต่อสู้กับโรคซึมเศร้า หลายครั้งที่ฉันเห็นพวกเขามาโรงเรียนทั้งที่สภาพตอนนั้นพวกเขาควรอยู่ที่บ้าน คงดีกว่าถ้าได้ขอลาหยุดด้วยเหตุผลนี้อย่างตรงไปตรงมาและเป็นที่ยอมรับได้

เด็กสาววัย 18 ปี จากชานเมืองพอร์ตแลนด์กำลังจะบอกว่า จะป่วยกายหรือป่วยใจมันก็เป็นความเจ็บป่วยที่ต้องได้รับการเยียวยาเหมือนกัน

กฎหมายจากเยาวชน

ผู้ว่าการรัฐ เคท บราวน์ (Kate Brown) ได้ลงนามในกฎหมายดังกล่าวเมื่อเดือนมิถุนายน ถือเป็นตัวแทนชัยชนะไม่กี่อย่างของนักเคลื่อนไหวเยาวชนจากทั่วรัฐโอเรกอน ก่อนหน้านี้พวกเขายังเคยต่อสู้เรื่องการควบคุมอาวุธปืนและการลดขอบเขตอายุผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง – แต่ก็ล้มเหลวทั้งสองประเด็น

ฮาร์ดแคสเซิลบอกว่า เธอและเพื่อนๆ ได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชนในเหตุการณ์กราดยิงที่โรงเรียนมัธยม Stoneman Douglas ในพาร์คแลนด์ (Parkland) รัฐฟลอริดา เมื่อปีที่ 2018

“เราสนใจเรื่องที่พาร์คแลนด์ในแง่ที่มันแสดงให้เห็นว่า เยาวชนอย่างเราสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในหัวข้อทางการเมืองได้” เธอบอก “เช่นเดียวกัน เราพูดได้เต็มปากว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นสิ่งที่มาจากเยาวชนจริงๆ”

ก่อนหน้านี้รัฐยูทาห์ก็เพิ่งผ่านกฎหมายเพิ่มบริการด้านสุขภาพจิตในรัฐเมื่อปี 2018 ตามมาด้วยรัฐฟลอริดา ที่เรียกร้องให้โรงเรียนจัดชั้นเรียนเกี่ยวกับสุขภาพจิตตั้งแต่เกรด 6 ขึ้นไป

หลังกฎหมายฉบับนี้ถูกประกาศออกไป ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตออกมาบอกว่า นี่เป็นหนึ่งในกฎหมายรัฐฉบับแรกๆ ที่ให้คำแนะนำโรงเรียนในการรักษาสุขภาพร่างกายและจิตใจอย่างเท่าเทียมกัน เช่นเดียวกันกับฝั่งนักการศึกษา ที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพทางอารมณ์ของนักเรียนเพิ่มขึ้น

 

วิกฤติอัตราฆ่าตัวตาย

การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุหลักอันดับ 2 ของการเสียชีวิตของชาวโอเรกอนในช่วงอายุอายุ 10-34 ปี หน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐระบุว่า เกือบ 17 เปอร์เซ็นต์ของเด็กมัธยมต้นพยายามฆ่าตัวตายอย่างจริงจังในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ทำให้โอเรกอนกลายเป็นรัฐที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศถึง 40 เปอร์เซ็นต์

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ประเด็นสุขภาพจิตจะเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตภายในปี 2020

ก่อนหน้านี้ หลายโรงเรียนอนุญาตให้ลาป่วยได้เฉพาะเหตุผลความเจ็บป่วยทางร่างกายเท่านั้น ฮาร์ดแคสเซิลบอกว่า เธอกับเพื่อนๆ ได้ร่างมาตรการรับมือต่อวิกฤติสุขภาพจิตในโรงเรียนเพื่อ “กระตุ้นให้เด็กๆ ยอมรับกับสิ่งที่พวกเขากำลังต่อสู้อยู่”

เดบบี พล็อตนิค (Debbie Plotnik) ประธานบริหารกลุ่มรณรงค์ด้านสุขภาพจิตอเมริกา (Mental Health America) กล่าวว่า สิ่งที่เด็กๆ ทำเป็นขั้นตอนสำคัญที่ท้าทายวิธีการเข้าถึงปัญหาสุขภาพจิตของสังคม

“ก้าวแรกของการเผชิญหน้ากับวิกฤตินี้คือ การลดตราบาปที่รายล้อมปัญหาอยู่ เราต้องมองว่าการได้รับการดูแลด้วยเหตุผลทางสุขภาพจิตใจ ไม่ต่างอะไรกับการดูแลเวลาเจ็บป่วยทางร่างกาย”

 

อยากให้เด็กๆ เปิดใจหรือโกหก?

กฎหมายรัฐแต่เดิมระบุว่า นักเรียนสามารถขาดเรียนได้สูงสุด 5 ครั้งภายใน 3 เดือน หากมากกว่านั้นต้องแจ้งเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรถึงผู้อำนวยการโรงเรียน

อย่างไรก็ตาม เสียงคัดค้านส่วนใหญ่มาจากฝั่งผู้ปกครองที่ไม่เห็นความจำเป็นของกฎหมายนี้ก็มีไม่น้อย เพราะปกตินักเรียนก็ใช้วิธีโกหกหรือแกล้งป่วยกันอยู่แล้ว ทั้งยังมองว่าเป็นการสนับสนุนให้นักเรียนมีข้อแก้ตัวขาดเรียนเพิ่มขึ้น ขณะที่โอเรกอนยังติดโผรัฐที่มีอัตราการขาดเรียนย่ำแย่ที่สุดในประเทศ โดยมีนักเรียนมากกว่า 1 ใน 6 ขาดเรียนอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ในปีการศึกษา 2015-2016

“แต่พวกเขากำลังหลุดประเด็นสำคัญไป” ฮาร์ดแคสเซิลบอก “เพราะถึงเด็กจะหยุดเท่าเดิมไม่ว่าจะมีหรือไม่มีกฎหมายใหม่ แต่พวกเขาอาจโกหกน้อยลงถ้าโรงเรียนมีนโยบายยอมรับประเด็นสุขภาพจิต”

ทำไมเราต้องสนับสนุนให้โกหกด้วย ทั้งที่การเปิดเผยจะช่วยส่งเสริมการพูดคุยเชิงบวก และยิ่งช่วยให้เด็กๆ เข้าถึงความช่วยเหลือที่พวกเขาต้องการได้ตรงประเด็นมากกว่า

ร็อกแซนน์ (Roxanne) และ เจสัน วิลสัน (Jason Wilson) บอกว่า กฎหมายนี้อาจช่วยชีวิตเด็กที่กำลังเจอปัญหาแบบ โคลอี วิลสัน (Chloe Wilson) ลูกสาววัย 14 ปีของพวกเขา – โคลอี ฆ่าตัวตายในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 เช่นเดียวกับเด็กอีก 4 คนที่ฆ่าตัวตายในเดือนเดียวกัน

ทั้งคู่เล่าว่า โคลอีเป็นคนตลก ฝันอยากเป็นศัลยแพทย์ แต่หลังเปิดเผยว่าเป็นไบเซ็กชวลในช่วงมัธยมต้น เธอก็ถูกรุมรังแกจนมักแกล้งป่วยอยู่บ้านและโกหกพ่อแม่

“เพราะเธอโกหก ทำให้เราไม่ได้พูดคุยกันถึงปัญหาที่เธอกำลังเจอ และเราก็ช่วยเธอไม่ได้”

ร็อกแซนน์และเจสันได้ย้ายไปอยู่ไกลจากเดิมหลังการเสียชีวิตของลูกสาว พวกเขากังวลว่ากลุ่มคนที่คัดค้านกฎหมายจะประเมินความยากลำบากที่วัยรุ่นต้องเผชิญในแต่ละวันต่ำเกินไป

“เราต้องทำทุกวิถีทางที่สามารถทำได้ เพื่อสร้างบรรยากาศให้เด็กๆ ยินดีพูดคุยเปิดใจเรื่องจิตใจของพวกเขากับพ่อแม่ แทนที่จะเอาแต่ตราหน้าว่าพวกเขาเป็นแค่ลูกแหง่ อ่อนต่อโลก หรืออ่อนไหวเกินไป เพราะนั่นรังแต่จะบั่นทอนกำลังใจและทำให้พวกเขาปิดประตูตายใส่หน้าพวกคุณ” เจสันบอก

 

อ้างอิงข้อมูลจาก:
i-d.vice.com
washingtonpost.com

Author

ลีน่าร์ กาซอ
แม่ลูกหนึ่งผู้ต่อกรกับโลกของเด็กเจนอัลฟ่าเป็นงานหลัก ทำงานหนังสือเป็นงานรอง เห็นแก่กินและเที่ยวเป็นสำคัญ ชอบเรื่องสยองขวัญทั้งหนังสือและหนังในระดับคลั่งไคล้ หนึ่งในความฝันคือรับบทเป็นฆาตกรโรคจิตในหนังสักเรื่อง ตอนนี้เพิ่งค้นพบว่าเป็นติ่งวง Blackpink หลังจากฟังแต่เพลงร็อกมานาน

Illustrator

บัว คำดี
จากนักเรียนสายหนังผันตัวมาทำกราฟิกดีไซน์และงานโมชั่น แม่นยำเรื่องจังหวะเวลาแม้กระทั่งการเคี้ยวข้าวทีละคำด้วยความเร็วสม่ำเสมอจนหมดเวลาพักเที่ยง ฝากลายเส้นไว้ในชิ้นงานแนวรักเด็ก รักโลก ละมุนละไม แต่อีกด้านที่ทำให้กองบรรณาธิการต่างเกรงกลัวไม่กล้าแบทเทิลด้วย คือความเอาจริงเอาจังกับตารางเวลา ตรงไปตรงมา ลงจังหวะเน้นเป๊ะตามบาร์แบบชาวฮิพฮอพ