Bombshell: ทุบทำลายการล่วงละเมิดในสถาปัตยกรรมของอำนาจ - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

Bombshell: ทุบทำลายการล่วงละเมิดในสถาปัตยกรรมของอำนาจ

สำหรับใครที่สนใจเกี่ยวกับปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศต้องห้ามพลาดกับภาพยนต์เรื่อง Bombshell หนังที่สร้างจากเรื่องจริงของผู้ประกาศข่าวหญิงในสำนักข่าวฟ็อกส์ (Fox News) ที่ออกมาต่อสู้และเปิดเผยถึงการล่วงละเมิดทางเพศในวงการอุตสาหกรรมข่าว

หนังสร้างจากเรื่องจริงที่เป็นแรงบันดาลใจในการเปิดโปงเรื่องอื้อฉาวของ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน (Harvey Weinstein) ยักษ์ใหญ่แห่งวงการฮอลลีวูดที่มีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศคนในวงการ หรือที่รู้จักกันในชื่อ #Metoo ที่ทำให้เกิดการพูดถึงปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศทั่วโลก

แม้ว่าตัวอย่างของหนังจะพยายามขายตรงๆ ว่า นี่คือหนังที่พูดถึงการล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงาน แต่หนังไม่ได้แค่ฉายภาพตัวดีตัวร้าย หากแต่เป็นการพยายามฉายภาพความซับซ้อนของปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงาน ควบคู่ไปกับการวิพากษ์วิจารณ์บริบททางสังคมและการเมืองอีกด้วย

หนังเรื่องนี้เลือกที่จะเล่าเรื่องผ่านตัวละครหลักซึ่งเป็นผู้หญิง 3 คน โดยผูกปมเข้ากับผู้ชายเพียงคนเดียว คือ โรเจอร์ เอลส์ (Roger Ailes) เจ้าพ่อวงการสื่อและผู้บริหารช่องฟ็อกส์ ส่วนผู้หญิงทั้ง 3 คน ที่มีบทบาทสำคัญในหนัง ได้แก่ เกรทเชน คาร์ลสัน (Gretchen Carlson) อดีต Miss America ปี 1989 และพิธีกรรายการ Fox & Friends ซึ่งเป็นตัวละครที่ออกมาต่อสู้กับวัฒนธรรมการล่วงละเมิดฯ ในสำนักข่าวฟ็อกส์ และผู้ฟ้อง ‘โรเจอร์ เอลส์’ เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ

เมกิน เคลลี (Megyn Kelly) พิธีกรสาวดาวเด่นแห่งช่องสำนักข่าวฟ็อกส์ ผู้เปิดศึกกับทรัมป์ผ่านการยิงคำถามถึงความเหมาะสมของเขาในฐานะผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ และ เคย์ลา พอสพิซิล (Kayla Pospisil) นักข่าวน้องใหม่ที่มีความใฝ่ฝันอยากจะนั่งเก้าอี้ผู้ประกาศข่าว ที่ถูกลากมาประสบพบเจอปัญหาและความเป็นจริงอันโหดร้ายในสำนักข่าวที่เธอรัก

อำนาจที่ไม่เท่ากัน นำไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศ

หนังเรื่อง เลือกวิธีการเล่าเรื่องในฉากเปิดแบบการทำลายกำแพงที่ 4 (break the fourth wall) ที่ให้นักแสดงสื่อสารผ่านคนดูเหมือนกำลังรับชมหนังสารคดีหรือรายการข่าว โดยชี้ชวนให้เห็นสถาปัตยกรรมทางอำนาจในสำนักข่าวฟ็อกส์ว่า ผู้ที่ยึดกุมอำนาจในสำนักงานแห่งนี้คือ ‘เพศชาย’ และพวกเขามีกลไกมากมายในการซุกซ่อนปกปิดการกระทำอันหยาบช้าของพวกเขา

สิ่งที่หนังถ่ายทอดออกมาได้ดีคือ การชี้ให้เห็นว่าการคุกคามทางเพศ การล่วงละเมิดทางเพศ ล้วนสัมพันธ์กับความไม่เท่าเทียมทางอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจในตำแหน่งหน้าที่การงาน อำนาจทางสังคม หรืออำนาจทางเศรษฐกิจ ด้วยความเหนือกว่าในอำนาจแทบจะทุกด้านของ ‘โรเจอร์’ ทำให้เขามีเครื่องมือในการตอบแทนเหล่า ‘ผู้จงรักภักดี’ หรืออีกนัยหนึ่งคือผู้บำเรอทางเพศของเขาได้อย่างมหาศาล และในขณะเดียวกันก็มีเครื่องมือทำลายล้างเหล่าผู้คนที่ไม่ยอมจงรักภักดีต่อเขาได้เช่นกัน

‘เกรทเชน’ คือ ตัวละครสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า จุดจบของผู้ที่ไม่จงรักภักดีต่อโรเจอร์คือการสูญเสียหน้าที่การงาน ในขณะที่ผู้ที่สยบยอมต่อเขาจะได้รับความคุ้มครองและความก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างก้าวกระโดด เหมือนอย่าง ‘เมกิน’ และ ‘เคย์ลา’ แม้ว่าคนหนึ่งจะเป็นคนที่พยายามตอบโต้ทรัมป์ นักการเมืองที่สำนักข่าวฟ็อกส์หนุนหลัง หรืออีกคนที่ยังเป็นนักข่าวหน้าใหม่ด้อยประสบการณ์ และหนังยังได้ฉายภาพชวนหดหู่ของการล่วงละเมิดทางเพศได้อย่างดี

สิ่งที่น่าสนใจของหนังคือการไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ตัวของโรเจอร์ แต่พุ่งเป้าไปที่ ‘วัฒนธรรมของผู้ชาย’ ที่ปกคลุมสำนักข่าวฟ็อกส์ เพราะนอกจากโรเจอร์แล้ว ก็ยังมีผู้ชายคนอื่นๆ ที่พยายามใช้อำนาจในหน้าที่การงานเป็นเครื่องมือต่างตอบแทนการได้ล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงในที่ทำงาน รวมไปถึงการตีแผ่ที่มาของเรตติ้งช่องฟ็อกส์นิวส์ที่สูงขึ้นจากการใช้  ‘Leg Cam’ หรือ การใช้มุมกล้องโชว์เรียวขาของผู้ประกาศข่าวสาว

การลุกขึ้นสู้ ไม่ใช่หนทางที่ง่าย สำหรับผู้หญิง

ตัวหนังยังพยายามฉายให้เห็นความซับซ้อนของผู้หญิงในการรับมือปัญหาการล่วงละเมิดหรือการคุกคามทางเพศ แม้ว่า ‘เกรทเชน’ จะปักหลักต่อสู้กับการล่วงละเมิดทางเพศแต่เธอก็ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้หญิงในอดีตที่ทำงานของเธอเท่าที่ควร

ในช่วงที่ศึกระหว่างโรเจอร์กับเกรทเชนเริ่มต้น ผู้หญิงหลายคนที่ใกล้ชิดกับโรเจอร์พยายามใช้สงครามจิตวิทยาเพื่อตรวจหาว่าใครไม่จงรักภักดีต่อโรเจอร์และชี้ให้เห็นถึงความดีงามที่โรเจอร์มอบโอกาสความก้าวหน้าในชีวิตให้กับพวกเธอ พร้อมทั้งมีการระดมสรรพกำลังเพื่อต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมาย นักการเมือง หรือคนในแวดวงสื่อ

แม้แต่ ‘เมกิน เคลลี’ ผู้กล้าท้าทายคนอย่างทรัมป์ก็ต้องเผชิญหน้ากับความสับสน เพราะเธอเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของเธอเป็นเพราะโรเจอร์ เขาเป็นเหมือนผู้มีพระคุณและปกป้องเธอจากเรื่องราวร้ายๆ ต่างๆ นานา การเป็นปฏิปักษ์กับโรเจอร์อาจทำลายความก้าวหน้าในชีวิตของเธอ และทำให้เธอรู้สึกว่ากำลังทรยศผู้มีพระคุณ แม้ว่าสิทธิประโยชน์ที่เธอได้จะมาจากการถูกล่วงละเมิดฯ ก็ตาม

การล่วงละเมิดทางเพศสัมพันธ์กับบริบทสังคมการเมือง

จุดที่น่าสนใจอีกอย่างของหนังคือ การเชื่อมโยงการล่วงละเมิดทางเพศเข้ากับสภาพทางการเมือง โดยหนังพยายามวิพากษ์วิจารณ์ ‘โดนัล ทรัมป์’ และกลุ่มผู้สนับสนุนเขาอย่างถึงพริกถึงขิง และชี้ชวนให้เห็นว่า การดำรงอยู่ของ ‘ทรัมป์’ คือภาพสะท้อนสังคมที่ยอมรับการกดขี่ทางเพศ โดยมีสำนักข่าวฟ็อกส์เป็นผู้สนับสนุนหลักเพราะถือหางอุดมการณ์แบบพรรครีพับลิกันที่ค่อนข้างสุดโต่งทางศาสนา ไม่ยอมรับความหลากหลายทางเพศ เชิดชูคนขาว และไม่ใส่ใจปัญหาความเท่าเทียมทางเพศ

ดังนั้น หนังเรื่อง Bombshell จึงไม่ใช่แค่หนังที่ทำหน้าที่แฉการล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงาน แต่เป็นหนังที่ ‘ปอกเปลือก’ ให้เห็นปัญหาการคุกคามและการล่วงละเมิดทางเพศที่ยังดำรงอยู่โดยมีมิติทางวัฒนธรรม สังคม และการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ดี ตัวอย่างที่ดีของการอธิบายว่า การล่วงละเมิดทางเพศสัมพันธ์กับบริบทสังคมการเมือง คือ ประเทศอินเดีย ซึ่งในปี 2017 อินเดียมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการข่มขืนเกิดขึ้นมากกว่า 32,500 คดี เฉลี่ย 90 คดี ต่อวัน หรือในทุก 16 นาที จะมีการข่มขืนเกิดขึ้น 1 ครั้ง

โดยสภาพสังคมอินเดียเป็นสังคมชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงในสังคมอินเดียถูกทำให้มีสถานะที่ต้อยต่ำ และมีค่านิยมที่เปิดช่องให้ล่วงละเมิดผู้หญิงได้ อีกทั้ง ระบบยุติธรรมก็ไม่ให้ความสำคัญกับการคุกคามทางเพศ เช่น มีกรณีที่หญิงสาววัย 17 ปี ถูกรุมโทรมแต่ถูกตำรวจกดดันให้ถอนแจ้งความและให้แต่งงานกับหนึ่งในคนที่ทำร้ายเธอ

ในด้านสภาพการเมืองก็เป็นปัญหา บ่อยครั้งที่เหยื่อในคดีข่มขืนกลับถูกสังคมตีตราหรือถูกประณาม ซึ่งนักการเมืองผู้ชายมักเป็นคนจุดชนวนปัญหาเรื่องนี้ขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ลูกชายของประธานาธิบดีก็เคยออกมากล่าวว่า ผู้หญิงที่มาประท้วงเรื่องการข่มขืน เป็นผู้หญิงที่ออกมาจากดิสโก้เธค.

Author

ณัชปกร นามเมือง
ศิษย์เก่าคณะรัฐศาสตร์ ผู้เชื่อว่าการเมืองเป็นปัจจัยหนึ่งของการมีชีวิตที่ดี และเลือกหาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร