“ถ้าหากวันนี้ไม่ได้กลับไปหาทุกคน”: กี่ชีวิตของคณะราษฎร 2563 ที่ถูกกักขัง - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

“ถ้าหากวันนี้ไม่ได้กลับไปหาทุกคน”: กี่ชีวิตของคณะราษฎร 2563 ที่ถูกกักขัง

นับตั้งแต่มีการนัดหมายชุมนุมใหญ่ของคณะราษฎร 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล จนถึงขณะนี้ มีรายงานการจับกุมแกนนำและผู้ชุมนุมไปแล้ว จำนวน 54 คน โดยเป็นการจับกุมเพิ่มเติมหลังสลายการชุมนุมเมื่อเวลา 04.30 น. ของวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา จำนวน 33 คน จากเดิมที่จับกุมไปจากวันที่ 13 ตุลาคม จำนวน 21 คน

การจับกุมผู้ชุมนุมของคณะราษฎรสามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา ดังนี้
13 ตุลาคม ก่อนการชุมนุมใหญ่ (จำนวน 21 คน)
15 ตุลาคม เหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล (จำนวน 23 คน)
15-16 ตุลาคม จากการชุมนุมแยกราชประสงค์และเหตุก่อนหน้านั้น (จำนวน 10 คน)

13 ตุลาคม ก่อนการชุมนุมใหญ่

นพพล อาชามาส หัวหน้าฝ่ายข้อมูลศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า การจับกุมประชาชนที่ร่วมชุมนุมกับคณะราษฎร 2563 จากวันที่ 13 ตุลาคม จนถึง ณ ขณะนี้ มีจำนวนกว่า 54 คน โดยในช่วงก่อนการชุมนุมใหญ่ คือเหตุการณ์วันที่ 13 ตุลาคม มีผู้ชุมนุมในชื่อกลุ่ม ‘คณะราษฎรอีสาน’ ตั้งเวทีบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถูกจับกุมไปทั้งหมด 21 คน โดยมีแกนนำและศิลปินที่ถูกจับกุมไปด้วย อาทิ ไผ่-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (ถูกดำเนินคดีจากคดีและเหตุการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นในวันที่ 13 ตุลาคม 2563) รวมไปถึง ‘แอมมี่’ ศิลปินวง The Bottom Blues ซึ่งถูกจับกุมไปในเหตุการณ์เดียวกัน

ทั้ง 21 คน ถูกดำเนินคดี 10 ข้อหา ข้อหาหลักที่ใช้ดำเนินคดีกับพวกเขา เช่น ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 ฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชุมนุมทำกิจกรรมหรือมั่วสุมกันในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 385 ร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะ เป็นต้น

สำหรับการดำเนินคดีในระลอกแรกนี้ ผู้ถูกจับกุมหนึ่งในนั้นเป็นเยาวชนอายุ 17 ปี ซึ่งมีรายงานว่าได้รับการประกันตัวจากศาลเยาวชนแล้ว อย่างไรก็ตาม ที่เหลือทั้งหมด 20 คน ยังคงถูกฝากขังที่ศาลอาญาต่อไป

15 ตุลาคม เหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล

การชุมนุมตั้งแต่เช้าของวันที่ 14 ตุลาคม ผู้ชุมนุมใช้เวลาในช่วงกลางวันเคลื่อนขบวนจนสำเร็จถึงที่หมาย ณ ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 19.00 น. จากนั้นปรากฏข่าวแพร่สะพัดตลอดคืนวันที่ 14 ตุลาคม ว่าจะมีการสลายการชุมนุม ขณะที่ อานนท์ นำภา แกนนำการชุมนุมประกาศว่าจะค้างคืนที่ทำเนียบรัฐบาลจนถึงเช้าเท่านั้น และจะยุติการชุมนุมไป เพื่อรวมตัวกันอีกครั้งที่แยกราชประสงค์ในวันที่ 15 ตุลาคม

อย่างไรก็ตาม ในช่วงกลางดึกมีการผลักดันกับเจ้าหน้าที่อยู่เป็นระลอก โดยเฉพาะเวทีย่อยตรงบริเวณหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ก่อนที่เวลา 04.30 น. รัฐบาลจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร อาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และนำกำลังเข้าสลายการชุมนุมในเวลาไม่ถึง 15 นาที โดยมีการจับกุมแกนนำหลายคน เช่น อานนท์ นำภา, ประสิทธิ์ ครุธาโรจน์, เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์, รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล และ ณัฐชนน ไพโรจน์

ในการจับกุมระลอกนี้ เจ้าหน้าที่พุ่งเป้าที่แกนนำที่เคยมีหมายจับจากการชุมนุมในครั้งก่อนๆ และผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุมรวม 23 คน ในความผิดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงฯ

15-16 ตุลาคม จากการชุมนุมแยกราชประสงค์และเหตุก่อนหน้านั้น

แม้ว่าจะมีการสลายการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลในเวลาเช้ามืด แต่คณะราษฎร 2563 ได้มีการนัดหมายการชุมนุมอีกครั้งในเวลา 16.00 น. ที่แยกราชประสงค์ เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ โดยช่วงวันที่ 15-16 ตุลาคม มีการจับกุมผู้ชุมนุมเพิ่มเติม 10 คน แบ่งเป็นวันที่ 15 ตุลาคม 7 คน และ 3 คน ในวันที่ 16 ตุลาคม
ในจำนวน 7 คนของวันที่ 15 ตุลาคม ยังรวมไปถึงประชาชนที่ตะโกนใส่ตำรวจด้วยคำว่า “ขี้ข้าเผด็จการ” และลูกจ้างที่ให้บริการเครื่องเสียงแก่ผู้ชุมนุมจำนวน 6 คน และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีแกนนำโดนจับเพิ่มเติม

ข้อสังเกตจากหัวหน้าฝ่ายข้อมูลศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เสนอว่า การชุมนุมช่วงเดือนตุลาคม ประชาชนที่ถูกตั้งข้อหามักเป็นผู้ทำหน้าที่นำอาหารไปแจกในที่ชุมนุม หรือไม่ก็เป็นผู้ให้บริการด้านอุปกรณ์เครื่องเสียงสำหรับการชุมนุม

นอกจากนี้ยังมีรายงานในวันที่ 16 ตุลาคม มีการตั้งข้อหา เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมืองและนักเขียนอิสระวัย 45 ปี และ บุญเกื้อหนุน เป้าทอง นักศึกษา ซึ่งเป็นผู้ร่วมชุมนุมกลุ่มคณะราษฎร ในข้อหาประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 จากกรณีที่อยู่ในเหตุการณ์ขณะขบวนเสด็จฯ เคลื่อนผ่านกลุ่มผู้ชุมนุมคณะราษฎรบริเวณทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม รวมถึง สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยจากสายแรงงานที่เคยมีหมายจับจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา

สำหรับแนวโน้มการดำเนินคดีหลังจากมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงฯ ยังคงมีโอกาสเกิดขึ้นได้อีก โดยเฉพาะกลุ่มแกนนำที่มีหมายจับจากการชุมนุมครั้งก่อน

อย่างไรก็ตาม ผู้ชุมนุมยังคงนัดชุมนุมใหญ่ต่อเนื่องโดยไม่มีการปักหลักค้างคืนเพื่อลดความเสี่ยงในการถูกปราบปราม โดยในวันนี้ (16 ตุลาคม 2563) จะมีการชุมนุมอีกครั้งที่บริเวณแยกราชประสงค์ ท่ามกลางกระแสข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีคำสั่งอย่างไม่เป็นทางการให้สื่อมวลชนทุกสำนักหยุดการรายงานสถานการณ์การชุมนุม แต่การชุมนุมยังคงดำเนินต่อไป เพื่อกดดันให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมไปทั้งหมด รวมถึงยืนยันข้อเสนอ 3 ข้อ คือ 1. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และองคาพยพ ลาออก 2. รัฐสภาต้องเปิดประชุมวิสามัญทันทีเพื่อรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และ 3. ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย

จดหมายจากเรือนจำ

เพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้เผยแพร่จดหมายที่ถูกส่งออกมาจากเรือนจำกลางธัญบุรีของแกนนำ 3 คน ซึ่งศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ได้แก่ รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ และ ณัฐชนน ไพโรจน์

เนื้อหาในจดหมายทั้งหมดมีดังนี้

1.

“ถ้าหากในวันนี้รุ้งไม่ได้กลับไปหาทุกคน”

ถึง เพื่อนพ้องผู้รักประชาธิปไตยทุกคน

ถ้าหากในวันนี้รุ้งไม่ได้กลับไปหาทุกคน ขอให้ทุกคนจงอย่าเสียขวัญไปนะคะ นี่คือสิ่งที่หนูพร้อมจะแลกเพื่อการต่อสู้ของเรา ไม่ต้องห่วงหนู ขอให้ทุกคนมีกำลังใจ สถานการณ์ในตอนนี้ ทุกคนอาจจะเห็นว่าแกนนำหายไปทีละคน แต่แท้ที่จริง เราทุกคนอยู่กับทุกคนเสมอ ในรูปแบบของอุดมการณ์ เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ หนูจะฝากความหวังและใจในการต่อสู้ไว้กับทุกคน ขอให้ทุกคนใช้ความกล้าหาญทั้งหมดที่คุณมีออกมาเป็นแกนนำไปกับเพื่อนๆ ของเรา การต่อสู้ของเรามาไกลมากแล้ว ขอให้ทุกคนพร้อมใจสู้เพื่อประชาธิปไตย สู้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของเรา สู้เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเรา

ไม่มีใครเกิดมาเลือดสีน้ำเงิน ไม่มีใครสูงส่งไปกว่าใคร เราทุกคน เป็นคน เท่าเทียมกัน
หมดเวลากลัว สู้จนกว่าจะชนะ

ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ
ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล
แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม

2.

“ขอทุกคนยังมุ่งมั่น ฝ่าฟันจอมทรราชและหัวหน้าสมุนโจร”

ถึง เพื่อนร่วมอุดมการณ์ทุกท่าน

สถานการณ์กำลังงวด การเมืองกำลังพลิกผัน
ขอทุกคนยังมุ่งมั่น ฝ่าฟันจอมทรราชและหัวหน้าสมุนโจร

แนวทางการต่อสู้
จัดการชุมนุมไปเรื่อยๆ ห้ามหยุด การต่อสู้จะต้องต่อเนื่อง แต่ไม่ต้องยืดเยื้อข้ามคืน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและลดความเสี่ยง แต่จัดทุกวันจะได้ผลเหมือนการชุมนุมยาว
กระจายการต่อสู้ให้ทั่วทุกหัวระแหง เช่น พยายามกระจายการชุมนุมทั่วกรุง และที่สำคัญขอให้มีการชุมนุมคู่ขนานไปทั่วทุกจังหวัด
ทุกคนคือแกนนำ ในทุกการชุมนุมมวลชนจะต้องมีส่วนร่วม เพราะถึงที่สุด นี่คือการแสดงพลังประชาชนอย่างคุ้มค่าที่สุด

นี่คือจุดใกล้พลิกผัน หากเราตั้งมั่นในอุดมการณ์ แม้กี่ร้อยพันเผด็จการ ย่อมจะแหลกลาญด้วยธารพลังประชาชน

พบกันเมื่อชาติต้องการ

เพื่อชาติและประชาชน
“ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ”
พริษฐ์ ชิวารักษ์

3.

“ถ้าได้เห็นจดหมายฉบับนี้แล้ว แปลว่าตัวผมอาจจะไม่ได้ออกไป”

ถ้าได้เห็นจดหมายฉบับนี้แล้ว แปลว่าตัวผมอาจจะไม่ได้ออกไป แต่ไม่เป็นไร พวกเราสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง ที่นี่สามารถขังได้แต่กายหยาบ แต่ไม่สามารถขังอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่โบยบินทะลุเพดานได้ และผมก็เชื่อว่าเราทุกคนมีอุดมการณ์นี้ไว้ประจำใจเหมือนกัน

ตอนนี้สถานการณ์ทางการเมืองนั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ สะท้อนได้จากการสลายการชุมนุมและการไล่จับแกนนำจำนวนมาก ผมขอเชิญชวนทุกคนร่วมกันต่อสู้ในช่วงเวลาที่สำคัญนี้ (1) เชิญทุกคนเป็นแกนนำร่วมจัดการชุมนุมในทุกที่และในเย็นของวัน ทั่วประเทศ แสดงให้ศักดินาเห็นว่า อำนาจที่สถาปนาโดยประชาชนนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด (2) ทุบหม้อข้าวหม้อแกงแบน SCB

อย่างไรก็ดี ผมขอขอบคุณหัวใจของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน

ป.ล. เวลาเขียนหมด

ล่าสุด ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายยงานว่า วันนี้ (16 ต.ค. 63) ที่ศาลแขวงดุสิต ผู้ถูกควบคุมตัว 18 รายจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 14-15 ต.ค. 63 และถูกกล่าวหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินในสถานการณ์ร้ายแรง ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยให้สาบานตนและไม่ต้องวางหลักประกัน 3 คน และที่เหลือให้ประกันตัวคนละ 10,000 บาท และ ทั้ง 18 คน ต้องมารายงานตัวอีกครั้งในวันที่ 22 ต.ค. 63 ขณะเดียวกัน ทนายความจะยื่นประกันตัวผู้ชุมนุม #คณะราษฎรอีสาน อีก 19 ราย ที่ถูกคุมขังตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ต.ค. อีกครั้ง

Author

อิทธิพล โคตะมี
อิทธิพลเข้ามาในกองบรรณาธิการ WAY พร้อมตำรารัฐศาสตร์ สังคม การเมือง ถ้อยคำบรรจุคำอธิบายด้านทฤษฎีและวิธีการปฏิบัติ คาแรคเตอร์โดยปกติจะไม่ต่างจากนักวิชาการเคร่งขรึม แต่หลังพระอาทิตย์ตกไปสักพัก อิทธิพลจะเป็นชายผู้อบอุ่นที่โอบกอดมิตรสหายได้ทุกคน