เวที FTA เชียงใหม่ร้อนมาก

“เราไม่ได้ค้านการเจรจา FTA แต่เราต้องการให้การเจรจาเป็นไปอย่างรอบคอบและสะท้อนข้อห่วงใย ป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมามี FTA จำนวนมากที่ไม่เคยคิดถึงมุมที่เรากังวล ส่วนใหญ่คนที่ได้ คือคนที่ได้อยู่แล้ว ผลประโยชน์ก็กระจุกตัว แต่ผลกระทบกระจาย บางเรื่องเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาวกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ”

 

ศาลาว่าการ-ชม-1

 

ข้อความข้างต้นคือ คำอธิบายถึงเหตุผลของกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ที่ต้องการสื่อสารให้สังคมรับรู้ว่า อย่าเพิ่งด่วนรำคาญใจกับการชุมนุมเรียกร้องให้ยุติการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ระหว่างไทย-สหภาพยุโรป ที่ยืดเยื้อยาวนานมาจนทุกวันนี้

เป็นการยืนยันอีกคำรบว่า เหตุผลที่ต้องสู้จนหยดสุดท้าย เพราะผลประโยชน์จากข้อตกลงทางการค้าอันซับซ้อนซ่อนเงื่อนครั้งนี้จะกระทบกับความเป็นความตายของคนไทยไปจนชั่วลูกชั่วหลาน

หลายครั้งที่ผ่านมา เสียงตะโกนทักท้วงของภาคประชาสังคมอาจดังไม่ถึงหูผู้มีอำนาจตัดสินใจ จึงจำเป็นต้องอาศัย ‘เวทีข้างถนน’ เพื่อที่จะยับยั้งและเตือนสติทีมเจรจาฝ่ายไทยไม่ให้หลงคารมชาติมหาอำนาจยุโรป

 

18-19 กันยา ตบเท้าชุมนุมโดยสงบ

ขณะที่เมฆฝนกำลังปกคลุมทั่วฟ้าเมืองไทย แต่ที่จังหวัดเชียงใหม่เวลานี้กลับร้อนระอุจนแทบทะลุจุดเดือด โดยเฉพาะเมื่อมีการตั้งโต๊ะเจรจา FTA ไทย-ยุโรป รอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 16-20 กันยายน ที่โรงแรมเลอเมอริเดียน เชียงใหม่ เป็นเหตุให้เครือข่าย FTA Watch ต้องออกมาชุมนุมแสดงพลังกันอีกครั้ง

นิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ระบุว่า ในนามของกลุ่ม FTA Watch ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของหลายภาคส่วน ทั้งเครือข่ายเกษตรทางเลือก กลุ่มเกษตรอินทรีย์ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ เครือข่ายงดเหล้า เครือข่ายผู้บริโภค และกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ จะมีการนัดชุมนุมเพื่อแสดงพลังเรียกร้องให้ทีมเจรจาของรัฐบาลไทยตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน ขอให้เจรจาอย่างรอบคอบ และต้องไม่ยอมรับข้อตกลงใดๆ อันจะมีผลกระทบต่อประชาชนวงกว้างทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

“การชุมนุมครั้งนี้จะมีภาคประชาสังคมไทยมาร่วมกว่า 2,000 คน เป็นการชุมนุมอย่างสงบ โดยจะมีกิจกรรมรณรงค์เพื่อสร้างความรู้ในเรื่องการค้าเสรีและผลกระทบต่อประชาชน เพราะถ้าหากเรายอมตามข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะเรื่องสิทธิบัตรยาจะกระทบต่อระบบสุขภาพของประเทศอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงอยากเชิญชวนให้คนเชียงใหม่ได้เข้ามาร่วมเรียนรู้ทำความเข้าใจไปด้วยกัน ระหว่างวันที่ 18-19 กันยายนนี้ ณ บริเวณข่วงประตูท่าแพ”

 

ศาลาว่าการ-ชม-6

 

ทางด้านสุภัทรา นาคะผิว ประธานคณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ และผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ กล่าวว่า หากประเทศไทยยอมให้มีการเจรจาความตกลงการค้าเสรีในส่วนทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินกว่าความตกลงทริปส์ (TRIPs-plus) จะก่อให้เกิดการผูกขาดตลาดอย่างยาวนาน ทำให้ราคายาแพงขึ้น ประเทศชาติต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้นมหาศาล ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงยาได้ รวมทั้งส่งผลกระทบด้านลบต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยาสามัญภายในประเทศ ที่สำคัญคือประโยชน์ส่วนใหญ่จะตกอยู่กับบรรษัทยาข้ามชาติเท่านั้น

“ถ้ายอมรับข้อตกลงทริปส์พลัสด้านยา หรือยอมให้มีการขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรยาเพิ่มขึ้นอีก 5 ปี จะมีผลทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้นอีกเป็น 27,883 ล้านบาท/ปี และหากยอมปล่อยให้มีการผูกขาดข้อมูลการขึ้นทะเบียนตำรับยา หรือ Data Exclusivity จะมีผลทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาของไทยเพิ่มขึ้น 81,356 ล้านบาทต่อปี”

ข้อกังวลของภาคประชาสังคม นอกจากประเด็นการผูกขาดสิทธิบัตรยาของบริษัทต่างชาติแล้ว ยังรวมถึงการผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืชที่อาจนำมาซึ่งวิกฤติอาหารและความล่มสลายของวิถีเกษตรกรรมทั้งประเทศ

กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา รองผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) ระบุว่า ข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปที่มีต่อไทยมี 3 เรื่องหลักคือ ต้องเป็นภาคี UPOV 1991 ภาคีสนธิสัญญาบูดาเปสต์ (Budapest Treaty) และยอมรับสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและทรัพยากรชีวภาพของประเทศอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ สนธิสัญญา UPOV 1991 จะทำให้เกิดการผูกขาดพันธุ์พืชเพิ่มอีก 8 ปี จากเดิมที่คุ้มครองอยู่ 12 ปี รวมทั้งหมดจะมีการคุ้มครองพันธุ์พืชนานถึง 20 ปี โดยสนธิสัญญาดังกล่าวจะบังคับให้ไทยต้องปรับปรุงจนถึงขั้นยกเลิกกฎหมายพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ทำให้เกษตรกรผู้ใช้เมล็ดพันธุ์จะต้องจ่ายแพงขึ้น และหากเกษตรกรเก็บรักษาพันธุ์พืชเพื่อนำไปปลูกต่อจะถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ มีความผิดถึงขั้นจำคุกและต้องจ่ายค่าเสียหายแก่บริษัท ขณะเดียวกัน วิสาหกิจชุมชนที่ปรับปรุงพันธุ์พืชจากพันธุ์พืชที่พัฒนาขึ้นใหม่ก็ไม่สามารถทำได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบอาหารของประเทศอย่างกว้างขวาง ถือเป็นการทำลายอธิปไตยทางอาหารของประเทศ

ก่อนหน้านี้ กลุ่ม FTA Watch ได้ยื่นหนังสือแสดงท่าทีต่อนายโอฬาร ไชยประวัติ ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจาฝ่ายไทย โดยนายโอฬารยืนยันว่าจะไม่ยอมรับเนื้อหาการเจรจาที่เกินกว่าข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลก พร้อมรับปากว่าจะยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ทางเครือข่ายจะยังคงเฝ้าติดตามว่า ทีมเจรจาฝ่ายไทยจะมีความจริงใจในการรักษาจุดยืนเดิมตามที่กล่าวอ้างไว้จริงหรือไม่ รวมทั้งเกาะติดความคืบหน้าในการเจรจารอบ 3 ที่จะจัดขึ้นในเดือนธันวาคมปีนี้ ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ก่อนที่จะได้ข้อสรุปการเจรจาภายในสิ้นปี 2557

 

ศาลาว่าการ-ชม-2

 

FTA ไทย-สหรัฐ บทเรียนที่ถูกลืม

ความไม่โปร่งใสของเนื้อหาและรายละเอียดในการเจรจา FTA ไทย-ยุโรป นับเป็นปมเหตุสำคัญที่ทำให้หลายฝ่ายเป็นกังวลว่า สุดท้ายแล้วไทยจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบแทบทุกด้านภายใต้กรอบกติกาที่ยุโรปเป็นผู้วางหมาก โดยมีกลุ่มการเมืองและกลุ่มธุรกิจเพียงไม่กี่รายที่จะได้ผลประโยชน์จากการเจรจาเขตการค้าเสรีครั้งนี้

แม้จะมีเสียงทักท้วงอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเองและภาคประชาสังคมว่ากระบวนการเจรจาไม่โปร่งใส ไม่รอบคอบ ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ดูเหมือนว่าแผนการเจรจา FTA ไทย-ยุโรป จะถูกมือที่มองไม่เห็นเร่งรัดให้สำเร็จโดยเร็วยิ่งขึ้น

ประเด็นที่ฝ่ายทักท้วงไม่อาจยอมรับได้เลยก็คือ ข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับยา ซึ่งสหภาพยุโรปพยายามสอดแทรกเงื่อนไขให้ไทยเพิ่มมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเกินกว่าที่องค์การการค้าโลกกำหนดไว้ใน ‘ความตกลงทริปส์’ (Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights: TRIPs Agreement) หรือที่เรียกว่า ‘ทริปส์พลัส’ (TRIPs-plus)

กล่าวโดยสรุป สิ่งที่สหภาพยุโรปต้องการคือ ขยายอายุการคุ้มครองสิทธิบัตรยา ผูกขาดข้อมูลทางยาหรือการขึ้นทะเบียนตำรับยา เพิ่มกรอบความคุ้มครองสิทธิบัตร แทรกแซงการจัดซื้อและจัดหายาของประเทศ เพิ่มการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและมาตรการผ่านแดนอย่างเข้มงวด และจำกัดการใช้มาตรการยืดหยุ่นในความตกลงทริปส์

กล่าวคือ กรณีที่ประเทศไทยประสบภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข เช่น เกิดโรคระบาดและยาที่ใช้รักษาขาดแคลน หรือยาที่จำเป็นมีราคาแพงเกินกว่าที่ประชาชนจะจ่ายได้ จะไม่สามารถผลิตยาเอง หรือนำเข้ายาจากที่อื่นซึ่งมีราคาถูกกว่า เพราะทำให้บรรษัทยาข้ามชาติเสียประโยชน์

หากไทยยอมรับข้อเรียกร้องที่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ จะทำให้ไทยมีรายจ่ายด้านยาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยาของคนไทย ต่อเนื่องไปจนถึงคุณภาพชีวิตและสุขภาพ รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมยาของไทยเพื่อที่จะลดการนำเข้า ‘ยานอกราคาแพง’

ด้วยเหตุนี้ นโยบายแห่งชาติด้านยา พ.ศ. 2554 และยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบยาแห่งชาติ พ.ศ. 2555-2559 จึงระบุไว้ชัดเจนว่า “การจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ต้องไม่ผูกพันประเทศเกินไปกว่าความตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้า”

นอกจากนี้ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชุดที่ 2 ยังเคยเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลเมื่อปี พ.ศ. 2539 เรื่อง FTA ไทย-สหรัฐ ที่มีข้อเสนอไม่ต่างจาก FTA ไทย-ยุโรป ว่า รัฐบาลไม่ควรนำประเด็นทรัพย์สินทางปัญญามาเจรจาภายใต้ระบบทวิภาคีไทยกับสหรัฐ เนื่องจากผลประโยชน์จากการส่งออกสินค้าที่สหรัฐนำมาเป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยนนั้น เทียบไม่ได้เลยกับผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนไทย เกษตรกร ผู้บริโภคทั้งหมด และผู้ป่วย รวมถึงการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมด้านยา และอุตสาหกรรมชีวภาพของไทย จึงขอให้รัฐบาลยุติการเจรจาไว้ก่อน

จากความเห็นของหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข กรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ต่างมีข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกันว่า FTA ไทย-สหรัฐ ‘ได้ไม่คุ้มเสีย’ ส่งผลให้มีการหยุดการเจรจาไว้ชั่วคราว ซึ่งบทเรียนครั้งนั้นสามารถนำมาเทียบเคียงกับ FTA ไทย-ยุโรป ได้ในทุกประเด็น

 

ศาลาว่าการ-ชม-3

 

ถามหาประชาพิจารณ์

ความพิลึกพิลั่นของกระบวนการเจรจา FTA ไทย-ยุโรป ไม่เพียงแต่จะมีการเร่งรัดอย่างผิดสังเกต แม้กระทั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศก็ยังมีท่าทีกลับลำ โดยหันไปสนับสนุนให้ไทยรับข้อตกลงทริปส์พลัสของยุโรป

สำคัญที่สุดคือ ณ วันนี้ยังไม่มีกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบการเจรจา FTA ไทย-ยุโรป ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 190 แต่อย่างใด

การไม่ทำประชาพิจารณ์ร่างกรอบการเจรจา ทำให้เกิดข้อสงสัยเคลือบแคลงในเจตนาของรัฐบาลและหน่วยงานรัฐ เพราะนอกจากจะสุ่มเสี่ยงต่อการขัดมาตรา 190 แล้ว ยังเป็นการปิดหูปิดตาไม่ให้ประชาชนทั่วไปได้เห็นรายละเอียดของเนื้อหาในการเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ครั้งนี้

ยิ่งปิดลับ ยิ่งเกิดคำถาม ยิ่งสกัดกั้น ประชาชนยิ่งลุกฮือ และสุดท้ายหากผลการเจรจามีข้อสรุปออกมาว่า ตัวแทนฝ่ายไทยยอมศิโรราบต่อเงื่อนไขของยุโรป ประเทศไทยอาจต้องสูญเสียอธิปไตยในระบบสาธารณสุขอย่างไม่อาจเรียกร้องกลับคืนมาได้

 

 

สนับสนุนโดย

อภิรดา มีเดชเวที FTA เชียงใหม่ร้อนมาก

Related Posts

บ้านพี่เมืองน้องแบบอำนาจนิยม ทุนไทยในพม่าและลาว

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยโครงการเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทำให้มีเอกชนจากไทยเดินทางไปลงทุนในพม่าและลาว นี่คือภาพรวมของสถานการณ์ในงานเสวนาภายใต้หัวข้อ Public Spheres and Thai Hydro Power Dams in Laos และ รัฐอำนาจนิยมแบบรวมศูนย์และการเมืองของความไม่แน่นอน (แบบไทยๆ)

ทรัมป์ทำวงแตก ในความตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน

ชาติมหาอำนาจประกาศสนับสนุนความตกลงอิหร่าน (JCPOA) ที่หลายฝ่ายเชื่อกันว่าเสริมหนุนความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยยับยั้งอิหร่านจากความพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดดออกจากความตกลงนี้ และอาจเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านมากกว่าเดิม

What We Need to Know: ตู่กับทรัมป์ คุยอะไรกันหรอ

WAY หยิบบทหารือฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษจากหน้าเว็บไซต์ White House มาคลี่ดูซิว่า ตู่-ทรัมป์ ผู้นำของทั้งสองประเทศเขาคุยอะไรกันเมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา