Sex Education ฉบับคุณพ่อหมอสูติ จู๋จิ๋มเป็นสิ่งธรรมชาติ - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

Sex Education ฉบับคุณพ่อหมอสูติ จู๋จิ๋มเป็นสิ่งธรรมชาติ

หากคุณและลูกนั่งดูละครด้วยกัน ปรากฏภาพตรงหน้าเป็นฉากจูบแสนดูดดื่มระหว่างพระนาง คุณจะทำอย่างไร?

ว่ากันตามตรง เมื่อพูดถึงเรื่องเพศหรือเนื้อหาที่อยู่ใต้สะดือลงไป พ่อแม่มักปิดหูปิดตาลูกหลาน ไม่ก็ปล่อยเบลอ ทำราวเหมือนลมพัดผ่าน เพราะคิดและเชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้มันไม่สมควร และเร็วเกินไปสำหรับเด็ก

แต่ในความเป็นจริง ความรู้สึกสนใจในเรื่องเพศของวัยรุ่นนั้นเป็นไปตามพัฒนาการ เป็นเรื่องธรรรมชาติที่เกิดขึ้นตามจังหวะการเติบโตของมนุษย์ แทนที่พ่อแม่จะจ้องจับผิดลูก หรือเสียเวลาไปกับการโทษสื่อว่ามอมเมา โทษโรงเรียนว่าไม่สอน พ่อแม่เองต่างหากที่ควรมีส่วนรับผิดชอบสอนเรื่องเพศกับลูก

และควรเป็นเรื่องเพศศึกษาเชิงบวก ถึงจะช่วยลดช่องว่างแห่งความกระอักกระอ่วนให้แคบลงได้

ยืนยันโดย ผศ.นพ.ธนพันธ์ ชูบุญ อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่นอกจากจะเป็นหมอสูติแล้ว ยังควบบทบาทคุณพ่อของลูกสาววัยรุ่น 2 คนด้วย

“ผมเคยพูดเรื่องนี้กับลูกสาวเสมอว่า ‘ถ้าคิดจะมี sex อย่าเสียตัวฟรี’” คำตอบนี้อาจจะตอบคำถามหลายๆ ข้อได้ว่าผมมีมุมมองต่อเรื่องเพศอย่างไร

ถ้าคุณตั้งคำถามว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไรที่ลูกสมควรมีจะเซ็กส์

คำตอบคือเมื่อลูกต้องรู้สึกว่าพร้อม ซึ่งการพร้อมนั้นหมายถึง ลูกจะต้องไม่ตกอยู่ในสถานการณ์ถูกบังคับ ข่มขืน หรือโดนกระทำชำเราจากคู่ และต้องรู้ว่าเรามีความพร้อมที่จะมีความสุขทางเพศกับมัน (ผู้ชาย/ผู้หญิงคนนั้น) จริงๆ

แล้วอะไรแปลว่ามีความสุขทางเพศ?

เซ็กส์ที่เกิดขึ้นนั้นต้องปราศจากพันธนาการในความกังวล นั่นหมายถึงจะต้องมีการพูดคุยเรื่องใช้ถุงยางอนามัย รวมถึงการใช้ยาคุมกำเนิดระหว่างกันและกันให้เรียบร้อย

และข้อที่สำคัญที่สุด การมีเซ็กส์จะต้องมี orgasm (ถึงจุดสุดยอด) ควบคู่ไปด้วย

ผมจะตอบในฐานะที่ผมมีลูกสาว จะบอกเขาว่า “เราไม่ใช่ตัวรองรับอสุจิหรือองคชาตของผู้ชายนะ”

พ่อแม่จะสอนเรื่องเพศกับลูกได้เมื่อไร

ผมสอนเรื่องเซ็กส์ตั้งแต่เขาจำความได้ ลูกผมเขาเห็นพ่อแม่กอดจูบกัน เราอาบน้ำด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ ลูกเห็นความแตกต่างทางร่างกายที่เกิดขึ้น มันคือการสอนโดยที่ไม่ต้องจับเด็กมานั่งเรียนในห้อง

ผมสอนเขาว่าในร่างกายของเรา มีสามเหลี่ยมที่ต้องระวังอย่าให้ใครมายุ่ง นั่นคือบริเวณหน้าอกลากมาถึงอวัยวะเพศ

และในเวลาที่ไม่เหมาะสม ‘นม เห็นไม่ได้ จิ๋ม เห็นไม่ได้’

เหตุการณ์หนึ่งตอนที่ลูกยังเด็กๆ เพื่อนผมมาที่บ้าน ตอนนั้นเขาแก้ผ้าอยู่ เขาวิ่งหนีและเลือกไปหลบในห้อง ลูกผมไม่ออกจากห้อง จนกว่าเขาจะรู้สึกปลอดภัย และเห็นว่าเพื่อนผมกลับไปแล้ว ผมเลยมั่นใจว่า ‘เออ สิ่งที่เราสอนไป เขาเข้าใจ และเอาไปปฏิบัติตามได้จริงๆ’​

นอกจากร่างกาย เราสอนแม้กระทั่งว่ากระบวนการที่ทำให้เกิดการมีลูก เพราะมันเป็นสิ่งที่เขาสงสัย เราให้เขารู้จักจู๋-จิ๋ม คำถามที่จะถูกลูกถามต่อมาก็คือ ‘พ่อใส่มัน (จู๋) ไปได้ยังไง’ เป็นหน้าที่เราที่ต้องอธิบายให้เขาฟังอย่างจริงจังว่า ‘เวลาที่พ่อจะใส่เข้าไปจู๋พ่อต้องขยายใหญ่กว่านี้’

ถึงแม้เขาจะคิดภาพตามไม่ออก เราโอเค เข้าใจได้ ถ้าตอนนี้ลูกนึกไม่ออกไม่เป็นไร เมื่อลูกโตขึ้นพ่อจะสอนเป็นลำดับต่อไป สอดคล้องไปตามหลักจิตวิทยาเด็ก บางคำตอบไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ หรือเรื่องอื่นๆ พ่อแม่อาจไม่ต้องตอบอย่างกระจ่างนัก ปล่อยให้เขาได้จินตนาการไป เราไม่ต้องลึกซึ้งถึงขนาดอธิบายขนาดของสเปิร์ม

แค่พ่อแม่ตอบสนองคำถามเรื่องเพศของเขา ให้สิ่งที่เขาสงสัยได้รับการตอบกลับ ได้รับความสนใจ ลูกก็จะมีความสุขกับการได้รับคำตอบและมีความสนุกกับการเรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไป – แค่นี้ผมก็โอเค

พอเริ่มโตขึ้นมาหน่อยในช่วงก่อนเขาจะขึ้น ม.2-3 การสอนเรื่องเพศของผมก็จะใช้วิธีปกติ ผมให้เขาเริ่มรู้จักถุงยางอนามัย โดยให้เขาเดินไปหยิบถุงยางให้พ่อในร้านสะดวกซื้อ เขาต้องไม่อาย พอเขาโตขึ้นหน่อยเขาจะได้กล้าและมองว่าถุงยางคือเรื่องปกติ เมื่อเขาโตขึ้นอีกเราก็เริ่มจั่วคำถามให้เขาว่าจะให้พ่อสอนการใช้ถุงยางหรือยัง ถ้าเขาบอกว่ายัง-เราก็ยัง

สิ่งสำคัญนอกจากการให้เขารู้จักอุปกรณ์คุมกำเนิด นั่นคือการเปิดพื้นที่เพื่อคุยเรื่องเพศกับลูกเรื่อยๆ

เซ็กส์คือส่วนหนึ่งของชีวิต

แน่นอน เซ็กส์คือ a part of life เรารักกัน เชื่อไหมผมกับภรรยา แต่งงานกันมาตั้งแต่ปี 2540 ไม่มีสักครั้งหนึ่งที่ผมจะไม่ถามภรรยาว่า ‘แม่ โอเคไหม เสร็จไหม’

เซ็กส์มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เรามีเซ็กส์กันได้ตลอดเวลา ถ้าจู๋กับจิ๋มของคุณมันไม่หมดอายุไปเสียก่อน การมีเซ็กส์ไม่ใช่แค่การสอดใส่ มันมีเรื่องความสัมพันธ์ มีการกอดกัน จูบกัน หอมแก้ม หรือแม้แต่การพูดดีๆ ใส่กัน แค่นี้คือการแสดงออกทางเพศที่เหมาะแล้ว

ห่วงลูกแต่ไม่อาทรลูก

ผมห่วงลูก แต่จะไม่อาทรมาก คนถ้ามันจะดีมันก็ต้องเดินไปตามเส้นทางของมันได้ ผมยังโตขึ้นมาโดยที่พ่อแม่ไม่ต้องมายุ่งมาก ทุกคนต้องมีชีวิต และชีวิตนั้นต้องเป็นของตัวเอง ถ้าเราลงไปดูแลทุกอย่างทุกขั้นตอนแม้กระทั่งการใช้ชีวิตของลูก เมื่อเขาโตขึ้นมา เขาจะโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีไม่ได้ เป็นแม่ที่ดีของลูกไม่ได้ เป็นเมียที่ดีของสามีไม่ได้ สิ่งที่เราต้องสร้างให้ลูกคือการให้เขามีแนวคิด ความต้องการ และมีการแสดงออกเป็นของตัวเอง

เราเป็นห่วงลูกนะ แต่อย่าไปอาทรมันเยอะ เพราะวันหนึ่งเขาต้องไปจากเรา และเราก็ต้องไปจากเขา

การศึกษาทำให้เรื่องเพศเป็นเรื่องไกลตัว

ถ้ามองในเชิงโครงสร้าง ผมไม่รู้ว่าการรับรู้เรื่องเพศของคนหนุ่มสาวในเมืองกับนอกเมืองต่างกันไหม แต่สิ่งที่รู้คือสมัยนี้ข้อมูลมันเข้าถึงได้แล้ว กูเกิลเข้าได้ ทุกอย่างหาได้หมด แต่สิ่งที่ทำให้มันต่างกันคือทักษะการวิเคราะห์ต่อว่าข้อมูลนั้นมันถูกหรือผิด เป็นทักษะที่ยังมีปัญหา เพราะโรงเรียนมัวแต่สอนอะไรไม่รู้ เรายังขาดการสังเคราะห์ว่า สิ่งไหนควรเชื่อถือ-สิ่งไหนไม่ควรเชื่อ โรงเรียนมีบทบาทต้องเติมเต็ม

เพศศึกษาไม่ใช่เรื่องไกลตัว เป็นเรื่องที่อยู่ในชีวิต ปัญหาคือ ครูผู้สอนที่รู้สึกตื่นเต้นมากเกินไปกับการสอนเรื่องเพศให้เด็ก เคอะเขิน ไม่รู้จะทำอย่างไร ทั้งที่ความจริงแล้วจู๋จิ๋มก็คือสิ่งธรรมดา-เป็นเรื่องธรรมชาติ

แต่ก่อนตอนที่ผมเรียบจบใหม่ๆ เคยถูกเชิญให้ไปบรรยายสอนเรื่องเพศศึกษาในโรงเรียนบ่อยครั้ง ‘มันโคตรไร้สาระเลย’ มันทำให้ผมเกิดคำถามว่า ‘แค่เรื่องเพศ ทำไมครูไม่สอนเอง ครูสอนไม่ได้เพราะอะไร ครูก็มีจู๋ มีจิ๋ม ไม่ใช่เหรอ’ นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น

ในเมื่อการศึกษาเรื่องเพศมันเป็นเช่นนี้ ผมก็ ‘เออ งั้นผมก็สอนลูกเราแล้วกัน’

 

Author

รชนีกร ศรีฟ้าวัฒนา
รชนีกรถ่อมตัวว่ามีความอยากเพียงอย่างเดียว คืออยากเป็นนักสื่อสารที่ดี จึงเลือกเรียนวารสารศาสตร์ มาเริ่มงานที่กองบรรณาธิการ WAY ตั้งแต่เพิ่งจบใหม่หมาด - แบบยังไม่ทันรับปริญญา นอกจากทำงานหน้าจอและกดคีย์บอร์ด รชนีกรกล้าทำสิ่งที่ไม่มีใครในกองบรรณาธิการใคร่ทำนัก คือตัดเล็บแมว

Photographer

วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์
1 ใน 3 คณะบรรณาธิการหนุ่มของ WAY นอกจากผลิตงานเขียน ยังชื่นชอบงานภาพเคลื่อนไหว