ตะลุยโรงอาหารโอลิมปิกพยองชาง - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

ตะลุยโรงอาหารโอลิมปิกพยองชาง

ไม่ต่างจากทหารในกองทัพเดินด้วยท้อง อาหารก็เป็นเรื่องสำคัญของนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว พยองชาง 2018 ที่เกาหลีใต้เช่นกัน เพราะหนึ่งในปัจจัยสำคัญของชีวิตนี้เป็นมากกว่าของที่ ‘กินได้’ แต่ต้อง ‘กินดี’ เพราะมันส่งผลทางตรงต่อสมรรถภาพทางกาย และส่งผลทางใจในการลงสนามแข่งขันในต่างแดนที่ไม่คุ้นชิน

เหมือนเราๆ คนธรรมดา เวลาเดินทางต่างสถานที่ อาหารแปลกถิ่นก็อาจทำท้องไส้ปั่นป่วนจนหมดเรี่ยวหมดแรงได้

เป็นเรื่องใหญ่สำหรับการแข่งขันกีฬานานาชาติ ผู้คนจากหลายประเทศมีวัฒนธรรมการกินหลากหลาย แม้อาหารเกาหลีจะขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมนูชั้นเลิศของโลก แต่ใช่ว่ารสชาติแบบกิมจิกับเนื้อย่างจะถูกปากและเหมาะกับนักกีฬาทุกชาติที่ต้องกินเป็นมื้อหลักๆ ทุกวันเสมอไป

ห้องอาหารนักกีฬา

ศูนย์โภชนาการกลางในหมู่บ้านนักกีฬาสองแห่ง รองรับนักกีฬาเกือบ 3,000 คน จาก 90 ประเทศ แน่นอนว่า มากกว่าความเคยชิน ส่วนใหญ่ต้องการอาหาร ‘ปกติ’ เหมือนที่พวกเขากินในชีวิตประจำวัน

ผู้อำนวยการด้านอาหารโอลิมปิกพยองชาง คีฮยุน ควอก (Kihyun Kwak) ให้สัมภาษณ์ว่า ในหมู่บ้านนักกีฬาแต่ละแห่งมีห้องอาหารขนาด 4,000 ตารางเมตร เชฟ 500 คนพร้อมผู้ช่วยต้องจัดเตรียมอาหาร 18,000 ชุดต่อวัน โดยห้องอาหารเปิดบริการ 24 ชั่วโมง มีเมนูหลายภาษาหนา 18 หน้า ผักผลไม้สด อาหารโปรตีนหลายระดับ พิซซ่า พาสต้า อาหารเกาหลี ฮาลาล และอาหารอีก 450 ชนิดให้เลือกในแบบบุฟเฟ่ต์

ทีมงานวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังในการแข่งขันโอลิมปิกครั้งก่อนๆ และทำงานร่วมกับนักโภชานาการของแต่ละประเทศ

วัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารต่อวันคือ เนื้อ 700 กิโลกรัม ไข่ 450 กิโลกรัม เนื้อแกะ 350 กิโลกรัม เบค่อน 200 กิโลกรัม ไก่ 170 กิโลกรัม ข้าว 100 กิโลกรัม ผักและผลไม้ 3,800 กิโลกรัม ขนมปัง 15,000 ชิ้น และพิซซ่า 800 ชิ้น

นักกีฬาส่วนใหญ่จะไม่เดินทางออกไปกินอาหารข้างนอกหมู่บ้านนักกีฬา ด้วยเหตุผลด้านความสะอาด เมื่อที่นี่คือแหล่งปากท้องหลักของชาวโอลิมปิก เกาหลีใต้จึงจัดทีมงานวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังจากโอลิมปิกครั้งก่อนๆ และทำงานร่วมกับนักโภชานาการของแต่ละประเทศ รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยา (Food and Drug Safety) ก็ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยด้านโภชนาการหลายสิบคน ทำการตรวจและนำตัวอย่างทดสอบในห้องแล็บก่อนนำไปประกอบอาหาร

ควอกบอกเหตุผลว่า ทีมนักกีฬาสหรัฐเคยทดสอบอาหารสำหรับทีมในโอลิมปิก 2008 ที่ปักกิ่ง และพบว่าเนื้อไก่มีสเตียรอยด์จำนวนมากพอที่จะสะสมในตัวนักกีฬาจนทำให้ตรวจพบว่าเป็นการใช้สารกระตุ้นได้

ปลอดภัยไว้ก่อน

จากกรณีการระบาดของโนโรไวรัส (์Norovirus) ในพื้นที่จัดการแข่งขันโอลิมปิก ทำให้มีผู้ป่วยท้องร่วง 128 ราย เพื่อความปลอดภัยยิ่งกว่า ทีมชาติสหรัฐจึงหอบหิ้วอาหารจำนวนมากมาเอง

อาหารที่เดินทางไกลข้ามมหาสมุทรมามีจำนวน 85 พาเลท แต่ละพาเลทสูง 6 ฟุต กว้างด้านละ 3 ฟุต บรรจุพาสต้า ซอส เนยถั่ว ธัญพืช และเครื่องเทศต่างๆ ซึงนอกจากเหตุผลด้านความสะอาด โภชนาการและสารอาหารที่นักกีฬาแต่ละประเภทต้องการก็แตกต่างกัน  

โภชนาการที่ไม่เท่ากัน

มีรายงานว่า ไอศกรีม อาหารจีน และเบอร์เกอร์ คืออาหารยอดฮิตที่นักกีฬากินคลายเครียดหลังฝึกซ้อม ทั้งที่ระหว่างการแข่งขัน นักกีฬาต้องควบคุมอาหารเคร่งครัด ที่สำคัญอย่างยิ่งคือไม่ควรเป็นอาหารขยะ

ทีมสหรัฐใช้นักโภชนาการด้านกีฬาสี่คนกำหนดแผนอาหาร ประสานงานการส่งข้อมูลอาหารไปที่เกาหลีใต้ เพราะนักกีฬาแต่ละประเภทใช้ร่างกาย ทักษะ แรง และพลังงานคนละส่วน เพื่อสมรรถภาพทางกายที่ดีที่สุด อาหารการกินของแต่ละคนจึงถูกจัดไว้ไม่เท่ากัน

นักโภชนาการต้องคำนวณว่านักกีฬาคนนั้นต้องใช้พลังงานหนักแค่ไหนในการฝึกซ้อม และใช้มากน้อยแค่ไหนในวันที่ต้องลงสนามจริง ตัวอย่างเช่น นักสกีกระโดดไกล ต้องการพลังงานเพียง 1,300 แคลอรีต่อวัน เพื่อรีดน้ำหนักให้เบาที่สุดเพื่อให้ได้ระยะกระโดดที่ไกลที่สุด โดยไม่เสียความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไป ขณะที่นักสกีพื้นราบต้องการพลังงานมากกว่าการวิ่งและปั่นจักรยาน เพราะต้องใช้ร่างกายทั้งส่วนบนและล่างออกแรงเคลื่อนตัวไปด้านหน้า ทำให้นักกีฬาหญิงต้องการพลังงานจากอาหารต่อวันโดยเฉลี่ย 4,000 แคลอรี และนักกีฬาชาย 7,000 แคลอรี

ตัวอย่างอาหารมื้อเย็นของนักสกีกระโดดหญิง
ตัวอย่างอาหารมื้อเย็นของนักสกีครอสคันทรีหญิง

อ้างอิงข้อมูลจาก:
apnews.com
vox.com
author
กองบรรณาธิการ
ทีมงานหลากวัยหลายรุ่น แต่ร่วมโต๊ะความคิด แลกเปลี่ยนบทสนทนา แชร์ความคิด นวดให้แน่น คนให้เข้ม เขย่าให้ตกผลึก ผลิตเนื้อหาออกมาในนามกองบรรณาธิการ WAY